นานพอสมควรที่กระผมไม่ได้เขียนบันทึกถอดประสบการณ์ธรรม ทั้งนี้มีอยู่หลายเหตุปัจจัย ได้แก่ พอกำลังจะเขียนก็พบว่า ประเด็นธรรมที่จะเขียนนั้นมีธรรมที่ลึกซึ่งกว่าแต่ตัวผู้เขียนเองยังเข้าไม่ถึงต้องกลับไปฝึกมาก่อนจึงจะกลับมาเขียน พอจะกลับมาเขียนก็พบธรรมที่ลึกกว่า ต้องกลับไปฝึกมาใหม่อยู่ร่ำไปเช่นนี้ จนสุดท้ายจึงไม่ได้เขียนสักกะที มานึกได้ว่า ถ้าไม่ยอมเขียนสักทีก็อาจทำให้ลืมประสบการณ์สดใหม่นี้ได้ การบอกเล่าประสบการณ์ธรรม ณ ขั้นนี้ถึงแม้ไม่ใช่ธรรมที่สุดยอด แต่ก็น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะเดินผ่านมาทางนี้บ้างไม่มากก็น้อย
อีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ไม่ได้เขียนนั้น เหมือนชื่อบันทึกเลยครับ ยิ่งเดินทางธรรมเข้ามาลึกเพียงใด ยิ่งทำให้รู้สึกว่า เรายังไม่รู้อะไรอีกมาก ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งเดินยิ่งถอยหลังนะครับ แต่เป็นการรู้ความจริงลึกกว่าที่ผ่านมานั้นเอง ที่ยังปฏิบัติไม่ถึงประมาณนั้นครับ
หลัง ๆ นี้เริ่มพบว่า การอ่านมาก ฟังมาก(เกินไป) หรือปริยัติมากเกินไปบางทีก็เป็นอุปสรรคสำหรับการปฏิบัติได้ ทำให้ยิ่งต้องกลับมาทบทวนตนเองใหม่ว่า เราเข้าข่ายที่ว่านี้หรือยัง อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นครูบาอาจารย์ การลองผิด ลองถูก ก็ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่นำไปบอกไปสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เหมือนกัน
สรุปแนวปฏิบัติช่วงนี้
- ช่วงหลังนี้ผมอ่านหนังสือของพราหมณ์และฮินดูจำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาว่าเหมือนหรือแตกต่างจากพุทธเพียงใด ใหม่ก็รู้สึกค่อนข้างสับสนปะปนกันไปมา แต่พอศึกษาเพิ่มเติมสักพักหนึ่ง พบว่า เราสามารถนำเอสข้อดีของทุกสายมาใช้เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้เราเดินทางสายหลักได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ฮินดูกล่าวถึง การรบของอรชุนนั้นเพื่อฝึกธรรม ซึ่งเป็นการเร่งปฏิกิริยาการเรียนรู้ธรรม หรือเรียนรู้กายและใจของตนนั่นเองให้รู้แจ้ง ซึ่งถ้านำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์สมัยนี้ ผมว่า เหมาะกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันมาก โดยถ้าเข้าใจหลักการสำคัญบางประการแห่งธรรม จะสามารถนำเหตุปัจจัยทางโลกมาช่วยในการเจริญสติภาวนาได้อย่างดียิ่ง
- ฝึกลดละ "ความทะยานอยาก" กับ "ความยึดมั่นถือมั่น" ความทะยานอยากนั้น เมื่อไม่สมอยาก ก็เป็นทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่นนั้นก่อให้เกิดอัตตา เกิดมีตัวเราของเรา พระท่านว่ามีเราเมื่อไรจัญไรเมื่อนั้น เมื่อมีเราก็ย่อมมีตัวรับทุกข์ แต่ถ้าไม่ตัวเราแล้วจะเอาอะไรมารับทุกข์ ทุกข์เขาธรรมดาของเขา เราไปรับมาเอง
- "อจิต" และ "อกรรม" ผมฝึกโดยการดูการแปรเปลี่ยนการปรุงแต่งของจิตที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ให้เราดูกายดูใจของเราเหมือนเราดูหนัง โดยไม่ให้เหตุในหนังมามีผลต่อเรา ซึ่งจะทำให้เราเห็นความเป็นจริงของกายและจิตตามจริงยิ่งขึ้น
- จิตรวม เป็นสภาวะที่ผมยังศึกษาอยู่ โดยทดลองฝึกให้ความสนใจกับ "ความคิด" หรือ จิต น้อยลง ไม่ดึงดูด และไม่ผลักใส แค่ดู และปล่อยให้สงบลงตามการณ์

ตัวกู-ของกู.....ถอนยากจริง ๆ ครับ อาจารย์ ต่อเมื่อถอนได้...ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง
นมัสการพระคุณเจ้า