พระอริยะเจ้าเมืองระยอง ๖ แผ่นดิน
ปฐมประวัติแห่งอมตะสงฆ์
พระวินัยธรทองหรือหลวงปู่ทองแห่งวัดน้ำคอกเก่า(คันธวารีธาราม) นับเป็นพระอริยะสงฆ์แห่งรัตนโกสินทร์สมัยอีกรูปหนึ่งที่มีศีลาจริยาวัตรอันงดงามและดำรงไว้ซึ่งสมณสารูปมีความเหมาะสมเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการเป็นหน่อเนื้อแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้ซึ่งจะเห็นได้จากกิตติศัพท์คุณงามความดีและความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฎภายหลังจากที่ท่านได้มรณภาพลง
หลวงปู่ทองเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๑ ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ซึ่งประวัติบิดา และมารดาของท่านชื่อเรียงเสียงไรไม่ปรากฎชัดเจน เพียงแต่ปัจจุบันมีลูกหลานชาวน้ำคอกรุ่นหลังสันนิษฐานว่าท่านคงเป็นต้นตระกูลรุ่นแรกๆของนามสกุล "จันทศรี"ซึ่งมีลูกหลานสืบเนื่องนามสกุลมาอย่างมากมายในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากนี้ก็ไม่มีปรากฎว่าท่านจะมีนามสกุลใด เมื่อช่วงปี ๒๕๔๕ ที่ผมเริ่มรวบรวมประวัตินั้นมีผู้อาวุโสหลายท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่มีที่ดินซึ่งเป็นมรดกในตระกูลและได้รับก่อนที่จะอุปสมบทอยู่ในบริเวณหน้าวัดน้ำคอก(ดอนขุดทอง)หรือวัดน้ำคอกใหม่ปัจจุบัน ซึ่งสมัยก่อนเป็นที่นา อยู่บริเวณทิศตะวันตกของวัดฯ
การบรรพชาอุปสมบทของท่านนั้นสันนิษฐานจากอายุว่าน่าจะประมาณปี พ.ศ.๒๓๗๑ ซึ่งอายุของท่านครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์พอดี ตามประเพณีของชายไทยที่มีความตั้งใจในการบวชเพื่อการทดแทนคุณของบิดา มารดานั่นเองการบวชนี้อยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๓ ณ พัทธสีมา วัดน้ำคอกเก่าอยู่ในสมัยหลวงพ่อยอด เป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นซึ่งนับเป็นการอุบัติขึ้นแห่งพุทธสาวกผู้ทรงธรรมวินัยเป็นที่ชัดเจนอันเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่แห่งคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
ผมส่งข้อมูลมาให้พี่ดูก่อนนะครับว่าถูกต้องหรือไม่ คอมเม้นมาด้วยนะครับ จาก ยุ่น
พระวินัยธรทอง (หลวงปู่ทอง)
วัดน้ำคอก อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
หลวงปู่ทองท่านเกิดเมื่อใดไม่มีหลักฐานทราบที่ชัดเจนจากการศึกษาค้นคว้าและจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่พอที่จะสรุปได้ว่าหลวงปู่ทองเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๑ ตรงกับปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) สำหรับประวัติของบิดาและมารดาของท่านเป็นใคร ไม่มีใครทราบ เพียงแต่สันนิษฐานว่า ท่านบรรพชาเป็นสามเณรมาก่อน ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๐ ปีท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๑ ณ พัทธสีมาวัดน้ำคอก ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) หลวงปู่ทองท่านเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความเชี่ยวชาญหลายแขนง มีความรู้แตกฉานในพระวินัยปิฎก มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน ยาสมุนไพร พุทธอาคมต่างๆ และยังมีความชำนาญด้านการแกะสลัก หลวงปู่ทองเป็นพระสงฆ์ที่เปี่ยมไปด้วยศีลวัตรที่งดงามและมีพุทธอาคมที่เก่งมากองค์หนึ่ง ในยุคก่อนนั้นสมัยเดียวกันกับ หลวงปู่สังข์เฒ่า (เป็นปู่ของหลวงปู่ทิม อิสริโก) สันนิษฐานว่าหลวงปู่ทองได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สังข์เฒ่าครั้งยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่ม ซึ่งหลวงปู่สังข์เฒ่าองค์นี้ท่านเป็นอาจารย์ที่มีอาคมแก้กล้าเป็นที่ประจักษ์ในสมัยนั้น หลวงปู่สังข์เฒ่าท่านปกครองวัดถึง ๓ วัดด้วยกัน คือ วัดละหารใหญ่ วัดละหารไร่ และวัดหวายกรอง เล่าลือกันว่า เมื่อท่านถ่มน้ำลายลงพื้นพื้นดินจะแยกเป็นรอย แม้แต่ฝนตกหลังคารั่วเมื่อท่านเงยมองฝนก็หยุดตก ท่านเป็นอาจารย์ของเกจิดังในอดีตของเมืองระยอง คือ พระครูวิจิตรธรรมานุวัตร( หลวงพ่อวงศ์ ธมฺมธีร ) วัดบ้านค่าย พระเทพสิทธิการ ( หลวงพ่ออ่ำ อินทสโร )วัดหนองกระบอก และพระครูวิจารณ์ธัมกิติ(หลวงพ่อหิน ถาวโร) วัดหนองสนม แต่หลวงปู่ทองท่านน่าจะเป็นลูกศิษย์ในยุคแรกๆ ต่อมาหลวงพ่อรอดเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ของวัดน้ำคอกเดิมได้มรณภาพลง ญาติโยมจึงได้ลงความเห็นกันว่า ควรจะอาราธนานิมนต์ พระภิกษุทอง ซึ่งมีศีลวัตรที่งดงาม น่าเลื่อมใส ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๖ ของวัดน้ำคอก เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๗ พรรษาที่ ๑๖ เมื่ออายุ ๓๖ ปี เมื่อท่านได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเริ่มทำการปฏิสังขรณ์วัด ทำการก่อสร้างอุโบสถแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ แต่ในปัจจุบันได้ถอนพุทธสีมาแล้ว แต่ยังมีหลักฐานของอุโบสถหลังนี้อยู่บริเวณใต้ต้นโพธิ์หน้าวิหารหลังเก่า ในวัดน้ำคอกเก่า ( คันธวารีธาราม ) และอุโบสถหลังนี้ท่านได้แสดงผีมือการแกะสลัก บานประตู หน้าต่าง ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งหลักฐานส่วนนี้ได้เก็บไว้ที่วัดน้ำคอกใหม่ (ดอนขุดทอง) ซึ่งมีความงดงาม และทรงคุณค่าทางศิลปะมาก ทางด้านงานประติมากรรมได้สร้างปูชนียะวัตถุคือ พระพุทธไสยาสตร์ นอนตะแคงซ้าย (พระนอน) ซึ่งมี ๒ องค์ในจังหวัดระยอง คือ วัดป่าประดู่ ๑ องค์ ที่วัดน้ำคอกเก่า ๑ องค์ ด้านสาธารณะทำการขุดสระขึ้น ๗ สระ ซึ่งได้ทำการประดับอิฐมอญไว้รอบๆ สระด้วย เพื่อเป็นสาธารณูปโภค ปัจจุบันเหลือ ๕ สระ นอกจากนี้หลวงปู่ทองยังได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด หลวงปู่ทองท่านได้สร้างคุณงามความดี เป็นที่ประจักษ์จน ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ทำหน้าที่ในการอุปสมบทแก่เหล่ากุลบุตร ต่อจากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมที่ พระวินัยธร (ทอง) มีหน้าที่พิจารณาตัดสินพระอาบัติที่ทำผิดวินัยสงฆ์ มีหลักฐานบางส่วนในพงศาวดารเมืองระยองครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จประภาสต้นหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งเมื่อเสด็จถึงเมืองระยองเจ้าเมืองระยองในสมัยนั้น พระยาศรีสมุทรโภคชัยชิตสงคราม จึงได้มีการจัดพิธีรับเสด็จ โดยได้มีการนิมนต์พระเถระจำนวน ๑๕ รูป สวดเจริญพุทธมนต์ ซึ่งปรากฏ มีชื่อ พระทอง เมื่อทำการค้นหาว่ามีชื่อ พระทอง ปรากฏที่วัดใดในจังหวัดระยองในขณะนั้นหรือไม่ ปรากฏว่าไม่พบว่ามี จะมีแต่ปรากฏที่วัดน้ำคอกเดิมแห่งเดียว จึงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็น หลวงปู่ทอง วัดน้ำคอก ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น พระวินัยธร
หลวงปู่ทองท่านดำรงชีวิตแห่งสมณะโดยยึดมั่นในพระธรรมวินัย จนอายุได้ ๑๐๕ ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ๖๙ ปี ดำรงสมณะเพศ ๘๕ พรรษา จึงมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ (สมัยรัชกาลที่ ๖) ถือเป็นพระมหาเถระ ที่มีอายุยืนยาวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยแท้...