ระบบแรงงานที่มีความเป็นธรรม ไม่มุ่งกำไรเพียงด้านเดียว แต่มุ่งให้ความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย อย่างมีดุลยภาพ น่าจะเป็นคุณต่อสังคมในภาพรวมมากกว่า
วันที่ ๒๕ มิ.ย. ๕๓ ผมได้คุยกับโชเฟอร์สังกัดบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ทำงานมานาน ๓๐ ปี ผ่านยุคที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของบริษัท ยิ่งเปลี่ยนรูปแบบของการจัดการ ผลประโยชน์ของพนักงานขับก็ยิ่งน้อยลง เพราะบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย และมีวิธีจัดเวลาการทำงานในลักษณะที่ผมสงสัยว่าหลีกเลี่ยงกฎหมายแรงงานหรือไม่ เช่นทำงานวันอาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่ถือว่าเป็นการทำงานวันหยุด แต่ให้ไปพักในวันธรรมดาแทน และมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในระดับแรงงาน
ทำให้ผมมองเห็นโจทย์วิจัยด้านแรงงาน ที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดความแตกแยกร้าวลึกในสังคมของเรา
ไม่ทราบว่าผมประสาทหลอนหรือเปล่า ว่าผมรู้สึกได้ถึงอารมณ์น้อยใจคับแค้นใจในความอยุติธรรมในสังคมที่เขาได้รับ และผมสงสัยว่า อารมณ์แบบนี้แหละที่กำลังทำลายสังคมไทยของเราในขณะนี้
แน่นอนว่า ชีวิตของคนเรามีความซับซ้อนมาก ชีวิตที่ยากลำบากของแต่ละคนมักมีตัวเองเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้ชีวิตเป็นเช่นนั้น แต่หากวิเคราะห์ปัจจัยให้ครบถ้วนจริงๆ ตัวระบบสังคมที่บริษัทมุ่งกำไรเป็นหลัก หาทางลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ลดได้ ไม่มีปากเสียง หรือมีปากเสียงก็เถียงแพ้ น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับกรรมาชีพ ทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก และเมื่อมีข่าวสารหรือแรงกระตุ้นจากการปลุกปั่น เขาก็พร้อมจะเข้าร่วมขบวนการก่อความวุ่นวาย หรือเป็นแนวร่วม อาจจะด้วยหวังระบบที่ดีกว่า หรือบางคนอาจต้องการระบายความเคียดแค้น
ระบบแรงงานที่มีความเป็นธรรม ไม่มุ่งกำไรเพียงด้านเดียว แต่มุ่งให้ความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย อย่างมีดุลยภาพ น่าจะเป็นคุณต่อสังคมในภาพรวมมากกว่า ผมจึงมองว่า นี่คือโอกาสของนักวิจัยที่จะทำวิจัยด้านนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความเป็นธรรมในสังคมด้านต่างๆ รวมทั้งด้านแรงงาน และเพื่อสร้างความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกันในสังคม อย่างจริงใจต่อกัน
ผมชวนคุยถึงชีวิตของเขา และพบว่าเขากำลังมีความทุกข์เรื่องลูกวัยรุ่น ที่กำลังจะเสียคน คือกำลังเรียนแต่ใจแตก สนใจแต่เรื่องเพื่อนต่างเพศ ผมได้ชี้ให้เห็นว่า นี่คือมรสุมชีวิตวัยรุ่นที่คนทุกคนต้องฝ่า ตัวเราเองก็เคยฝ่ามาแล้ว และโชคดีที่รอดมาได้ พ่อแม่ต้องหาวิธีช่วยให้ลูกฝ่ามรสุมนี้ ให้เอาชนะให้ได้ มิฉนั้นชีวิตของลูกก็จะตกไปอยู่ข้างที่จะยากลำบากไปตลอดชีวิต
ผมได้โอกาสฝึกฝนตัวผมเอง ในการทำแบบฝึกหัดให้จาคะแก่เพื่อนมนุษย์ หรือการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยการให้ความเห็นใจ และให้กำลังใจ ให้ท่าทีความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ไม่ใช่ในฐานะนายกับบ่าว ทำให้ผมกลับบ้านในวันนั้นด้วยความอิ่มเอิบใจ ที่ตนเองมีสติฉวยโอกาสฝึกฝนตนเอง และได้มีโอกาสทำความดีเล็กๆ
และทำให้โชเฟอร์ผู้นี้เล่าเรื่องอารมณ์ร้าย ที่แสดงออกต่อคนขับรถ ของผู้ใหญ่หลายท่านที่ผมรู้จัก ผมได้บอกกับโชเฟอร์ว่า ท่านเหล่านั้นทำงานหนักและเครียด จึงปล่อยอารมณ์ออกมาเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ คนเหล่านั้นก็มีความทุกข์ที่น่าได้รับความสงสารเห็นใจด้วยเหมือนกัน
แต่ผมกลับมาบ้าน และไตร่ตรองว่า ที่ผู้ใหญ่แสดงอารมณ์เช่นนั้น อาจเป็นเพราะท่านมองว่า คนขับรถเป็นคนชั้นต่ำ เป็นบ่าว ที่นายมีสิทธิ์ที่จะเกรี้ยวกราดด่าว่าได้ ซึ่งผมคิดว่ากระบวนทัศน์นั้นหมดยุคไปแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นยุคสิทธิมนุษยชน คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ แม้จะต่างเพศผิวพรรณ ต่างระดับสติปัญญา ต่างฐานะทางสังคม แต่เราก็ควรให้เกียรติต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม การให้เกียรติเคารพต่อกัน เป็นปัจจัยหนึ่งของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
การปฏิรูปประเทศไทย ต้องการการลงมือเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติมาก มิฉนั้นสังคมจะเปลี่ยนเอง ด้วยการระเบิดจากภายใน เหตุการณ์ เมษา – พฤษภา ๕๓ เป็นเพียงอาการเตือนของระเบิดใหญ่
วิจารณ์ พานิช
๒๖ มิ.ย. ๕๓
ประทับใจในความเป็นผู้ใหญ่ของท่านครับ
ความเท่าเทียมกันควรจะมีที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ปัญหาวัยรุ่นก็เป็นเหมือนคนขับรถพูดครับ สอนเด็กขยายโอกาสเขาก็อยากทำในสิ่งที่เขาต้องการ ตามกระแส
แต่สังคมกลับมองว่าไม่ถูก ความเป็นเพื่อนดังท่านว่านั่นแหละช่วยได้
ขอบคุณในข้อคิดดีๆ ท่านนำเรื่องง่ายๆ มาเขียนได้ดีมากครับ
ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิจารณ์
จากที่ได้อ่านบันทึกของท่านแล้วดิฉันคิดว่าถึงแม้จะมีการเลิกทาสแล้วแต่ระบบทาสมันยังคงมีอยู่ เนื่องด้วยหลายคนยังถือยศถือตำแหน่งถืออำนาจมากเกินไป แสดงอำนาจมากเกินไป จนกระทั่งหลายคนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจนั้นต้องแสดงพฤติกรรมที่ขาดสติหรือการใคร่ครวญได้ หรือแม้แต่ดิฉันเองที่เป็นครูที่มีอำนาจสั่งการอะไรต่างๆกับนักเรียนได้ ก็เช่นกันที่ต้องมีสติในการใช้ ไม่ใช่ใช้พร่ำเพรื่อจนกระทั่งเด็กนักเรียนเกิดความระอาหรืออาจจะเบนพฤติกรรมก็ได้ และต้องพยายามอย่างมากในเด็กนักเรียนที่ต้อง กล่อมเกลาให้พวกเขา มีความดี คิดดี จากนั้นพวกเขาจะเกิดความเก่งกล้าสามารถขึ้นตามลำดับและมีความรอบคอบเพราะได้คิดก่อน แน่นอนจากนั้นพวกเขาก็พบกับความสำเร็จซึ่งจะมากจะน้อยอยู่ที่ความมุมานะพยายามของแต่ละคน จากนั้นความสุขก็จะตามมา ถึงแม้บางครั้งความยากดีมีจนจะเป็นตัวทำให้พวกเขาเกิดความท้อ แต่ถ้าเขาได้รับการกล่อมเกลาให้คิดดีทำดี มาก่อนพวกเขาก็คงเกิดการคิดวิเคราะห์ได้ ปัจจุบันเราคงจะเห็นเด็กๆนักเรียนของเรามีพฤติกรรมแตกต่างถึงกระทั่งสร้างความวุ่นวายให้กับพ่อแม่ ครูอาจารย์ สังคม ให้ร่วมกันแก้ปัญหาเหล่านั้น เราทุกคนก็คงต้องพยายามมากยิ่งขึ้นในการรับมือกับปัญหาเหล่านั้นค่ะ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
เรื่องเหล่านี้มีมากมาย หลากมิติมากๆ บางทีกระผมรู้สึกว่าเป็นปกติธรรมดาในสังคมไปแล้ว สังคมเรามองเรื่อง"ไม่ปกติ" ก็เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม ให้มัน้ป็น "เรื่องปกติธรรมดา" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มการเมือง ระบบข้าราชการ และพ่อค้า ที่มีความโลภสุดกู่ ได้เอาเปรียบทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา ไม่ว่าทางตรงและทางอ้อมชนิดกระทืบซ้ำก็มีให้เห็นไม่น้อย ตามที่รับรู้ว่าจากกลุ่มเพื่อนในวงการต่างๆ ไม่อยากเล่าด้านร้ายเพราะมันคงยาวมาก กระผมคิดว่าการหาทางออกจากความผิดพลาดน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า จะมาเน้นหนักที่จะมานั่งโทษกันไปมา เพราะอดีตมันแก้ไม่ได้ มันคือบทเรียนที่สังคมจะเลือกอนาคตจากสิ่งไม่ดีงาม ทั้งนี้กระผมไม่รู้จักอาจารย์หมอเป็นการส่วนตัวใดๆ กระผมก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา กระผมเรียนด้วยความเคารพด้วยสัตย์ของใจ ในทุกครั้งที่อาจารย์หมอสื่อสารออกมาทาง บล๊อกเป็นความปรารถนาดีที่กระผมสัมผัสได้โดยเจตนา ตามบันทึกที่ท่านอาจารย์หมอสื่อ แสดงถึงความความห่วงใยต่อบ้านต่อเมืองในมิติต่างๆ ด้วยเจตนาที่แน่วแน่ ด้วยความลึกซึ้ง หลายแง่หลายมุม สม่ำเสมอตลอดมา กระผมขอขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอ ที่เป็นสะพานเชื่อมและเป็นทั้งแหล่งปัญญาที่ชวนคิดพิจารณา สม่ำเสมอ เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมาย ขอขอบพระคุณอาจารย์และเจ้าหน้าที่ตลอดผู้เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์พื้นที่นี้ ทั้งนี้กระผมก็เรียนรู้จากหลายๆท่าน หลากหลายสาขาอาชีพและตลอดจน พระอาจารย์ทุกท่าน ทุกท่านได้ที่เสนอความเป็นไปทางด้านวิถีชีวิต ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม เพื่อพัฒนามนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
คนไทย ห่างไกล ธรรมะ และคุณธรรม มากขึ้นค่ะ จิตใจไม่เข้มแข็ง หาที่ยึดเหนี่ยวที่ไม่เหมาะสม
แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะสังคมบังคับ ต้องเอาตัวรอด
คนที่ขาดโอกาส ก็ยิ่งขาดโอกาสมากขึ้น เพราะถูกคนที่มีโอกาสมากแย่งไปหมด
โดนส่วนตัวคิดว่า สภาพสังคมในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผล มาจาก ระบบการศึกษาของเด็กไทยเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว
คนในวงการการศึกษาคงรู้กันดี...
น่าสงสารเด็กไทย....