เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ หลังศาลายาเสวนา    Voice TV ได้ขอบันทึกเทปการเสวนา เอาไปออกรายการ ทีวี ด้วย    ทางฝ่ายจัดการของมหาวิทยาลัยมหิดลได้สรุปประเด็นที่เสวนากัน ดังต่อไปนี้

บทบาทของมหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย


(จากการสัมภาษณ์ Voice TV.)
วันที่ 7 มิถุนายน 2553

 

          ประเทศไทยหลังจากวิกฤติทางการเมือง นำมาซึ่งความสูญเสีย และความขัดแย้งแตกแยก หลายฝ่ายหลายหน่วยงานพยายามเสนอแผนงาน/โครงการ ในการที่ฟื้นฟู เยียวยา เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และบทบาทที่จะถูกจับตามองอย่างมาก คือ บทบาทของมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยและนักวิชาการได้พยายามทำหน้าที่ที่จะใช้ปัญญากับสังคม เพื่อให้ประเทศชาติพ้นวิกฤตไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร มหาวิทยาลัยจะต้องคิดว่าจะทำอะไร มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทหลักในการพัฒนาและปฏิรูปสังคมอย่างไร เพื่อให้สังคมผ่านพ้นวงจรวิกฤตเหล่านี้ไปได้

          การแสดงทัศนะ ประกอบด้วยนักวิชาการ 5 ท่าน ได้แก่ ศ.วิจารณ์ พานิช คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม   ศ.อมร จันทรสมบูรณ์ รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ (ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล)

 บทบาทของมหาวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมา

        ที่ผ่านมาสถาบันอุดมศึกษา มีบทบาทในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษา การผลิตบัณฑิต งานวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี งานวิจัยเน้นการสร้างองค์ความรู้ในเชิงวิชาการ แต่การทำความเข้าใจสังคม มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น มหาวิทยาลัยยังไม่ได้พยายามที่จะเข้าไปมองเพื่อให้เกิดภาพเช่นนั้น และเพื่อทำให้สังคมเปิดกว้างและโปร่งใส นั่นคือการดำเนินงานด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่ได้มองว่าเป็นหน้าที่ ที่จะเอาวิชาการไปตีความและทำความเข้าใจกับสังคม ไม่ได้มองภารกิจนี้ว่าจะต้องเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของสังคม เพื่อนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้

 

 บทบาทของมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปประเทศไทยและฟื้นฟูประเทศไทย

- บทบาทของมหาวิทยาลัยกับการมีส่วนร่วมในสังคม


         บทบาทของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ชั้นสูง ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต แหล่งผลิตบุคลากรเพื่อพัฒนาประเทศ วิจัย บริการสังคม จำเป็นต้องร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาอื่นๆอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่แนวทางในการหาทางออกและความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศไทย การเกิดวิกฤตในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่สังคมจะได้ปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยร่วมมือกับหลายฝ่ายในสังคมค้นหาความจริง การค้นหาความจริงจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอย่างมีหลักมีการ และมีหลักฐาน

         มหาวิทยาลัยกับสังคมจะต้องทำงานร่วมกันจึงจะสามารถพัฒนาองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน และใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อแก้วิกฤต ปฏิรูปอภิวัฒน์ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า  เช่น

 บทบาทการสนับสนุนการพัฒนาชุมชน / สนับสนุนการพัฒนาทั้งจังหวัด โดยให้ประชาชนในจังหวัดนั้น โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของเรื่อง เป็นคนคิด เป็นคนตัดสินใจ เป็นคนทำ โดยมหาวิทยาลัยร่วมกับหลายๆองค์กรทำหน้าที่สนับสนุน ไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่อง การสนับสนุนทำได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำความรู้ เทคโนโลยี เข้าไปเสริม หรือการสนับสนุนการจัดกระบวนการ เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้หนึ่งจังหวัดอย่างน้อยมี 1 มหาวิทยาลัย ร่วมเข้าไปทำความรู้ ร่วมพัฒนา เกิดการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ


 บทบาทการสร้างนโยบายสาธารณะ เช่น มหาวิทยาลัยควรทำ forum เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม


 บทบาทการติดตามประเมินผลเพื่อการวิจัยจากปัญหาจริง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงาน อาจารย์ได้ลงพื้นที่ และกลับมาทำวิจัย

         สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มหาวิทยาลัยสามารถทำได้ ถ้ามาตกลงกันและทำให้เป็นระบบ มหาวิทยาลัยที่เต็มใจและมีความพร้อมก็มาเลือกบทบาทที่เหมาะสม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยทำให้มหาวิทยาลัยทั้งระบบเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำ อาจารย์เข้ามาร่วมคิดร่วมทำกันในหมู่มหาวิทยาลัย ร่วมคิดร่วมทำกับสังคม น่าจะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นโอกาสที่ดี

 บทบาทของอาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัย

        มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นผลิตผลของคนชั้นชนนำ และต่อมาเป็นผลิตผลของระบบทุน เมื่อเป็นผลิตผลของระบบทุน สิ่งที่มหาวิทยาลัยผลิตออกมาก็จะสนองต่อระบบทุน แม้ว่าหน้าที่หลักของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย คือ การเรียนการสอน การวิจัย และบริการวิชาการ แต่การเรียนการสอนก็จะเน้นตอบต่อทุน ต่อชนชั้นนำ มีแต่เรื่องธุรกิจ หากำไรได้อย่างไร นำไปสู่วิกฤตเนื่องจากเกิดความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นทุกที คนรวยคนเก่งหากำไรได้มาก ความเป็นอิสระของความเป็นนักวิชาการจึงลื่นไหลไปสู่การเน้นประโยชน์ส่วนตัวและต่อพรรคพวกที่อยู่ในชนชั้นเดียวกันมากกว่า ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงระบบนี้ เปลี่ยนแปลงผลผลิตที่เดิมเคยเป็นผลผลิตของคนชั้นนำ

 

บทบาทที่สำคัญของนักวิชาการ

1. มีความเป็น Change agent


2. นักวิชาการควรเอาวิชาการไปสู่สังคม ต้องมีวิธีการตอบโจทย์ทางสังคม ควรจะต้องมีห้องทดลองทางสังคม และควรมีกระบวนการทดลองตลอดเวลา


3. นักวิชาการจะต้องมีความรับผิดชอบ มีความตระหนักและสำนึกต่อสังคม ทำอย่างไรให้ความรู้เกิดประโยชน์และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในสังคม เพื่อยกระดับวิชาการ มีการลงไปเรียนรู้ ตลอดจนสิ่งที่สอนเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม


4. ส่งเสริมให้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยได้เข้ามาพูดคุยกันว่าคนที่คิดเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ ช่วยกันเสริมสร้างทัศนคติหรือมุมมอง วิธีคิด กระบวนทัศน์ที่คิดในเชิงบวก คิดเชิงสร้างสรรค์ คิดเชิงลงมือทำ คิดเชิงอนาคตให้มากขึ้น คิดแก้ปัญหาสร้างสรรค์มากกว่าการวิเคราะห์ปัญหา และจากการลงมือทำจะทำให้เกิดการเรียนรู้ และการเรียนรู้ก็สามารถนำกลับมาใช้ในการสอน การวิจัยได้อีกเป็นจำนวนมาก