unfinished business ช่วยลดความทุกข์ แต่ 3 wishes ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต

 

เทคนิคการขอพร 3 ประการเป็น เทคนิคที่ใช้บ่อยในผู้ป่วยเด็กที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย (1) อย่างไรก็ตามการนำเทคนิคนี้มาใช้กับผู้ป่วยผู้ใหญ่พบว่าได้ผลดีเช่นกัน จากบทความ (2) หนึ่งเกี่ยวกับ Palliative Care บอกไว้ว่าถ้าให้คนไข้ขอพร 3 ประการ แน่นอนว่าคนไข้จะขอดังต่อไปนี้

1)      ขอให้หายจากโรคที่เป็นอยู่

2)      ขอให้จากไปอย่างสงบไม่ทุกข์ทรมาน

3)      ขอให้คุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ฉันไม่เถียงว่าข้อสรุปข้างต้นมีส่วนจริงอยู่มากว่าคนไข้ส่วนใหญ่ต้องการให้พร 3 ข้อข้างต้นเป็นจริง ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องถามคนไข้ก็น่าจะได้เหมือนกัน ลองคิดแทนคนไข้ไปเลยจะดีไหมว่าคนไข้ต้องการอะไร

จากประสบการณ์ส่วนตัวฉันพบว่า เทคนิคพร 3 ประการ (3 wishes) ให้อะไรมากกว่าการได้ทราบความปรารถนาของคนไข้ หลายๆครั้งกับการพูดคุยกับคนไข้ที่ใกล้เสียชีวิต เวลามักเป็นสิ่งที่มีอยู่จำกัด คำถามที่เรามียาวเป็นหางว่าวมักแปรผกผันกับพละกำลังของคนไข้ที่จะสามารถตอบได้ หลายๆครั้งที่มีเวลาจำกัด เทคนิคพร 3 ประการเป็นสิ่งที่ฉันหยิบยกขึ้นมาใช้ตั้งแต่ตอนต้นของบทสนทนา การที่คนไข้แสดงความรู้สึกและความคาดหวังผ่านคำอธิษฐานออกมาทำให้เราสามารถประเมินระยะการยอมรับโรคที่เป็นได้ดีขึ้น  คนเรามีสิ่งที่ต้องการในแต่ละช่วงของชีวิตไม่เหมือนกัน ตอนที่เราสบายดีเราอาจจะต้องการความก้าวหน้าทางการงาน คู่ครองที่ดี เงินทองทรัพย์สิน แต่พอเจ็บป่วยความต้องการหลายๆอย่างอาจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้พร 3 ประการที่คนไข้พูดออกมายังช่วยให้เราเชื่อมโยงบทสนทนาไปสู่สิ่งต่างๆที่สำคัญในชีวิตของคนไข้และสื่อสารสิ่งสำคัญเหล่านั้นไปยังครอบครัวได้อีกด้วย

คุณกุ๊กคนไข้โรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายคนหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสเจอครั้งแรกและเพียงครั้งเดียว นอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล (PPS 30%: ลองอ่านบทความ PPS ต่อนะคะใน www.thaifp.com จะได้เห็นภาพคนไข้ได้ชัดเจนขึ้น) คุณกุ๊กมีอาการอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ และมีโลหิตจางมากขึ้น ญาติๆพาคุณกุ๊กมานอนโรงพยาบาลเพราะอยากให้คุณกุ๊กรับเลือด รับน้ำเกลือด้วยหวังว่ามันจะช่วยให้คุณกุ๊กรู้สึกสดชื่น มีแรงมากขึ้น ระหว่างที่คุยกัน คุณกุ๊กหลับไปเป็นช่วงๆด้วยความอ่อนเพลีย พูดได้เป็นประโยคๆแล้วต้องหยุดพัก มีครอบครัวประกอบด้วย สามี แม่ น้องสาวและน้าอยู่ข้างเตียง ฉันคิดว่าอาจจะคุยได้ไม่มากจึงให้คุณกุ๊กได้ลองขอพร 3 ประการ คุณกุ๊กขอพรดังต่อไปนี้

1)      ขอให้เหมือนเดิม

2)      ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างมีสติ

3)      ไม่อยากได้ยามอร์ฟีน น้ำเกลือ และ เลือด

 

การที่คุณกุ๊กขอข้อ 1 และ ข้อ 2 ไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน พอจะบอกเราได้ว่าคุณกุ๊กน่าจะยอมรับระยะของโรคได้ดีพอสมควรแต่ก็ยังมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ที่ทำให้ไม่อยากจากไปด้วยเช่นกัน ระหว่างที่คุณกุ๊กหลับไปอีกครั้งน้องสาวของคุณกุ๊กถามว่า เราจะบอกคนไข้ได้ไหมว่า สิ่งที่เหมือนเดิมคือความรักของคนในครอบครัวที่มีให้กับคุณกุ๊ก ฉันไม่เคยนึกถึงมุมนี้มาก่อนแต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมากๆที่จะเชื่อมโยงความรักของคนในครอบครัวกับพรข้อที่ 1 เข้าด้วยกัน เมื่อได้ฟังพรข้อที่ 2 จะรู้ว่าคุณกุ๊กรู้ตัวว่าป่วยหนัก จริงๆแล้วคุณกุ๊กพูดถึงพรแค่ 2 ข้อเท่านั้น แต่ระหว่างการสนทนากันมีบางตอนที่คุณกุ๊กถามขึ้นมาว่าถ้าไม่ต้องให้น้ำเกลือจะเป็นอะไรไหม จึงทำให้เชื่อมโยงมาถึงความต้องการที่แท้จริงในพรข้อที่ 3 ได้ว่าจริงๆแล้วคุณกุ๊กไม่ต้องการได้รับน้ำเกลือ เลือด หรือการรักษาใดๆก็ตามที่จะยืดชีวิตออกไปมากกว่าที่ธรรมชาติให้มา เมื่อคนในครอบครัวทราบความปรารถนาข้อ 3 จึงไม่ขอให้หมอให้ยามอร์ฟีน น้ำเกลือ หรือเลือดอีก ด้วยความที่คุณกุ๊กปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง จึงถือว่าการมีสติในช่วงสุดท้ายของชีวิตมีความสำคัญที่สุดไม่อยากให้ยามอร์ฟีนมาบดบังความมีสติ คุณกุ๊กมีความเจ็บปวดจากโรคมะเร็งอยู่บ้างแต่ไม่เคยปริปากเรื่องอาการปวด  กรณีนี้เราใช้วิธีบอกข้อดีข้อเสียของการใช้ยาแก้ปวดและให้คนไข้เป็นคนเลือกว่าต้องการรักษาแบบใด

หากเรารู้จักคนไข้มากขึ้นจะรู้ว่ายังมีพรอีกหลายข้อที่คนไข้อยากเลือกอยากอธิษฐาน บางครั้ง ความปรารถนา (Wish) อาจเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ยังคั่งค้าง (Unfinished business) เช่นในคนไข้อีกรายหนึ่งที่บอกว่าอยากอยู่ให้ถึงวันประกาศผลสอบเอนทรานส์ ของลูกสาว และกรณีคุณกุ๊กซึ่งมีลูกสาวอายุ 4 ปี คุณกุ๊กมีความปรารถนาอยากให้ลูกสาวได้ปฏิบัติธรรมเมื่อโตขึ้นและได้ฝากฝังไว้กับครอบครัว  ในบางกรณีผู้ป่วยอาจเลือกอธิษฐานพรทั้ง 3 ข้อไปให้กับคนที่รักแทน เช่นผู้ป่วยรายหนึ่งเลือกอธิษฐานพรทั้ง 3 ข้อให้ลูกสาวมีความสุข ให้ลูกสาวโชคดีและให้ลูกสาวดำเนินชีวิตต่อไปได้ กรณีนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า Wish ของผู้ป่วยเป็นสิ่งเดียวกับ Unfinished business และยังช่วยเชื่อมโยงให้ผู้ป่วยเห็นได้ด้วยว่าผู้ป่วยเป็นคนที่นึกถึงแต่คนอื่นก่อนตนเองแม้ในระยะที่ป่วยหนัก อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรจะนึกถึงตัวเองเพิ่มเติมด้วย

เหตุผลที่บุคลากรทางการแพทย์ควรถามความปรารถนาของคนไข้นอกเหนือไปจากสิ่งที่ยังคั่งค้าง คงจะอธิบายได้จาก คำจำกัดความของ Palliative Care* ที่มีเป้าหมายทั้งเพื่อให้ลดความเจ็บปวดทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต การที่คนไข้ได้ทำสิ่งที่ยังคั่งค้างเปรียบได้กับการลดความเจ็บปวดทรมาน ในขณะที่การได้ทำตามความปรารถนาน่าจะเปรียบเหมือนการเพิ่มคุณภาพชีวิตนั่นเอง การได้สื่อสารกับผู้ป่วยถึงสิ่งที่ผู้ป่วยปรารถนาจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องสิ่งที่ยังคั่งค้างของผู้ป่วย

 

 โดยสรุป การใช้เทคนิคพร 3 ประการช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในแง่ต่างๆดังต่อไปนี้

1)      ช่วยให้ประเมินการรับรู้ของผู้ป่วยต่อระยะของโรคได้ดีขึ้น

2)      ช่วยสื่อสารความต้องการของผู้ป่วยให้ครอบครัวเข้าใจได้ดีขึ้น

3)      ช่วยให้ตั้งเป้าหมายการรักษาให้เป็นไปตามที่ผู้ป่วยต้องการมากขึ้น

4)      ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ประเด็นชัดเจน

 

เชิงอรรถ* Palliative Care ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก หมายถึง การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แบบเป็นองค์รวม ให้ลดความเจ็บปวดทรมานจากอาการต่างๆที่เกิดจากโรคทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่มีอยู่ การดูแลนี้รวมถึงการดูแลบุคคลอื่นๆในครอบครัวด้วย และที่สำคัญการดูแลนี้เป็นการดูแลแบบ active คือดูแลตามการเปลี่ยนแปลงทางอาการของผู้ป่วย ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา การดูแลสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย จนกระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนการดูแลครอบครัวครอบคลุมไปจนถึงระยะเวลาหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต

 

หนังสืออ้างอิง

1. Ewing B. Wish Fulfillment: Palliative Care and End-of-Life Intervention. Pediatr Nurs 2009;35(2):81-85

2. Palliative Care Improves Quality of Life for Advanced Cancer Patients from http://lungcancer.about.com/b/2009/08/24/palliative-care-improves-quality-of-life-for-advanced-cancer-patients.htm Access July 3, 2010