Prof. Vicharn Panich ได้พูดถึง AI ในทัศนะ KM อยู่หลายครั้งสามารถเข้าไปอ่านได้ใน http://gotoknow.org/blog/thaikm/tag/ai ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึงว่า AI ในระดับความคิดหรือหัวใจ...

แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ที่สุดแล้วคุณลักษณะนี้จะสามารถลงไปที่หัวใจของผู้คนได้อย่างเต็มเปี่ยม...

AI ในทัศนะนี้...ข้าพเจ้ารู้จักในนามของ "มุฑิตาจิต" ... ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้อย่างง่ายๆ ต้องอาศัยการฝึกฝน บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ฝืดหรือฝืนหัวใจอันเป็นความรู้สึกนึกคิดของตนเองเหลือเกิน แต่มันเป็นเพียงความยากในเบื้องต้นเท่านั้น พอนานวันไปสิ่งนี้จะทำได้ง่ายและงดงามขึ้น นำพาตนเองไปสู่ "การมองทุกอย่างอย่างงดงาม" หรือที่เราถนัดเรียกว่า "มองเชิงบวก"...

คนที่ยังมีกำลังจิตกำลังใจในเรื่องนี้ไม่แข็งแรง...อาจเป็นเพราะ "ใจ" ของเขานั้นมัวแต่คอยเพ่งมองข้อผิดพลาด หรือจุดลบ จุดบกพร่อง แต่เราไม่ได้พลิกปรากฏการณ์นั้นในการมองอีกด้าน...

เวลาที่ทำกระบวนการข้าพเจ้าชอบเชียร์ให้ผู้คนได้คุ้นชินกับการแลกเปลี่ยนในทัศนะทางบวก โดยเราวางทางลบลงก่อน เพราะในสิ่งที่เรากำลังพูดบวกนั้นอีกด้านคือ ลบ...แม้ว่าลบอาจทำให้นำไปสู่การพัฒนาแต่มันขาดกำลังใจ เราจึงพึงแปรเปลี่ยนมาพูดด้านบวก หาข้อดีข้องามของสิ่งนั้น เมื่อเรามองเห็นข้อดีข้องาม "ใจ" ของเราจะรู้สึกชื่นชมได้ง่าย และเกิดเป็นพลังทั้งผู้พูดและผู้ได้รับคำชมเชยจากเรา

ประโยคหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดขำขำ...

เพียงแค่เราได้ชื่นชม เมล็ดพันธุ์แห่งความริษยาก็ฝ่อลงไปแล้ว

"อาจารย์...แล้วมันไม่ใช่การเสแสร้งเหรอ" คือ สิ่งที่คาใจผู้คนเสมอ

แรกๆ ที่ไม่เคยทำหรือไม่คุ้นชิน ก็อาจดูเหมือนเสแสร้ง แต่ถ้าเมื่อตัวเรารู้ว่าเสแสร้ง เราก็ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาสิ

"ชื่นชมไม่ลงหรอกอาจารย์...มีข้อผิดพลาดตั้งเยอะแยะ"

ในข้อผิดพลาดนั้น มีแง่มุมดีดีสักนิดไหม...มองให้เจอ หาให้เจอ แล้วนำสิ่งนั้นนั่นแหละมาหล่อเลี้ยงใจเราให้สามารถชื่นชมใครสักคนได้ ==> นี่แหละคือการเริ่มต้นค้นหาเมล็ดพันธุ์แห่งมุฑิตาจิต และกำจัดวัชพืชใจที่ชื่อว่า "ริษยา" อันเป็นการกำจัดอย่างสร้างสรรค์ ไม่ต้องไปกลบเกลื่อน ปล่อยให้มันเกิดเมื่อเราไม่ไปรดน้ำด้วยการพร่ำมอง พร่ำคิด และใช้ใจตำหนิ...เดี๋ยว "ความริษยา" จะค่อยเลือนหาย และเบาบางลงไปจากใจเราเอง...