"อยู่เพื่อตนเองอยู่เพียงสิ้นลม อยู่เพื่อสังคมอยู่ชั่วฟ้าดิน"

            

             ในอดีตผู้เขียนเคยนึกขุ่นเคืองบ่อย ๆ เมื่อได้รับคำสั่งให้ตรวจรับพัสดุ  เช่นหนังสือยืมเรียนจำนวนมาก  หรือต้องทำงานนอกเวลาราชการที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ    เคยนึกตัดพ้อในใจเสมอ  "ทำไมถึงต้องเป็นเรา"

             ครั้นวันนี้   ในวันที่ต้องเตรียมงานเพื่อจัดงานวันภาษาไทย (๒๙ กรกฎาคม)  ต้องจัดกิจกรรมหลายอย่าง  และต้องประสานงานขอความอนุเคราะห์จากคุณครูต่างกลุ่มสาระในการเป็นกรรมการตัดสินกิจกรรมต่าง ๆ   

             หยิบตารางสอนรวมของโรงเรียนมาเปิดว่าใครมีชั่วโมงว่างในภาคบ่ายบ้าง    ค่อย ๆ    เปิดดูพบว่ามีครูหลายคนที่มีชั่วโมงว่างแต่ไม่กล้ารบกวนแม้แต่จะคิด  พยายามหาครูที่มีเมตตา        และจิตใจดีที่คิดว่าไปขอความช่วยเหลือจากเขาแล้วไม่ผิดหวัง    ไม่กล้ายุ่งกับครูบางคนที่มีภาพลักษณ์ไม่สนใจส่วนรวม   ซึ่งคนแบบนี้ดูเหมือนจะมีมากในสังคม

             วันนี้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าทำไม    คนที่จิตใจดี     คนที่มีภาพลักษณ์เรื่องความเสียสละสูงจึงมักต้องทำงานหนักและเหนื่อยกว่าคนอื่นเสมอ...ต่อไปผู้เขียนจะไม่ตัดพ้อต่อว่าฝ่ายบริหารและเพื่อนครูที่มอบหมายงานพิเศษให้ทำอีก  เพราะเริ่มตระหนักในเหตุผลบางอย่าง

             เคยมีคำกล่าวที่ว่า  "อยู่เพื่อตนเองอยู่เพียงสิ้นลม  อยู่เพื่อสังคมอยู่ชั่วฟ้าดิน"
จักเกิดประโยชน์อันใดเล่าหากเกิดมาเพียงเป็นที่พึ่งของตนเองเท่านั้น     เพราะคุณค่าของชีวิตต้องสามารถยกระดับจนเป็นที่พึ่งของผู้อื่น  ตลอดจนสังคมได้จึงจะสมค่าชีวิตที่แท้จริง

 

.............................................................................................................

อธิบายศัพท์

ภาพลักษณ์ ตรงกับที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า Image เกิดจากลักษณะพฤติกรรม
ความประพฤติ  ที่กระทำบ่อย ๆ  จนผู้อื่นสัมผัสได้ด้วยการสังเกต  

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต