ผมเคยบันทึกโมเดลกิจกรรมบำบัดทางจิตวิญญาณ เลยมองกรณีศึกษาท่านหนึ่งได้ลึกซึ้งมากขึ้น ผมพยายามถ่ายทอดรุ่นน้องนักกิจกรรมบำบัดว่า "เราต้องมั่นใจ มีจิตมุ่งมั่น มีศีลแห่งความดีงาม และให้บริการด้วยใจ (ความรู้สึก ความคิด และอารมณ์) แก่ผู้รับบริการท่านนี้ แม้ว่าท่านจะติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดขณะผ่าตัดหัวใจและมีความบกพร่องทางร่างกาย ความรู้ความเข้าใจ และการกลืนกินอาหาร จากสภาวะหลอดเลือดตีบในสมองสองครั้ง"
เมื่อมองจากโมเดลข้างต้น ซึ่งผู้อ่านคลิกดูที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/325846
ผมจึงอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้บางประเด็นที่ทำให้ผู้รับบริการท่านนี้ "อยู่ว่าง" และขาดทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Deprivation) โดยไม่ได้ฝึกกิจกรรมบำบัดมานานหลายเดือน ดังนี้
1. มีความไม่สมดุลในองค์ประกอบของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Imbalance) เพราะผู้รับบริการได้รับอาหารทางสาย ญาติได้เรียนรู้การป้อนอาหารทางสาย เข้าใจการลูบคอกระตุ้นกลืน และพยายามนวดลิ้น แต่ยังไม่ทราบสาเหตุของความไม่สมดุลที่แท้จริง คือ ผู้รับบริการมีสภาวะหลับๆตื่นๆ ถ้ากระตุ้นในช่วงหลับ ไม่มีการเรียกปลุก ก็ทำให้ผู้รับบริการไม่เกิดการเรียนรู้ในการกลืนอาหาร
2. มีความบกพร่องในองค์ประกอบของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Dysfunction) และได้รับความไม่ยุติธรรมทางการแพทย์ที่ไม่ฟื้นฟูสมรรถภาพตามสิทธิของผู้รับบริการเพื่อให้ทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ (Occupational Injustice) เพราะผู้รับบริการมีพยาธิสภาพสมองซีกขวา ทำให้เกิดภาวะบกพร่องของความรู้ความเข้าใจ สื่อสารเป็นภาษาท่าทางได้โดยต้องกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวท่าทาง เช่น พยักหน้ารับรู้เวลาเมื่อกระตุ้นให้มองนาฬิกาและสอบถามเวลาที่ถูกต้อง เป็นต้น แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีการฝึกกระบวนการรับรู้ความรู้สึกและการรู้คิดแต่อย่างใด ญาติและผู้ดูแลช่วยเหลือผู้รับบริการจนทักษะความสามารถในการดูแลตนเองของผู้รับบริการเป็นศูนย์
3. ศักยภาพทางจิตวิญญาณ (Spirituality)
ตลอดที่ผมทำการประเมิน ฝึกการรับรู้และความรู้ความเข้าใจผ่านกิจกรรมการป้อนโจ๊กข้นและการเอื้อมหยิบกล่องน้ำส้มมาใส่หลอดและดูดเองจากกล่อง โดยปรับระยะการหยิบ ทิศทางการหยิบที่สังพันธ์กับการรับรู้ท่าทางและการทรงตัว พบว่า มีการปลุกตื่นเป็นพักๆ มีการสาธิตและแนะนำการให้แรงกดบริเวณเหงือกบนล่างเพื่อลดการเคลื่อนไหวเคี้ยวบนเหงือกตลอดเวลาอย่างไม่ตั้งใจ และการให้แรงกดกล้ามเนื้อในการกลืนในทิศทางบนลงล่าง แทนที่จะลูบขึ้นจากล่างขึ้นบนเร็วๆ เพราะกล้ามเนื้อในการกลืนอ่อนแรงและไม่ได้ใช้งานมานาน ที่สำคัญมีการกลืนเบาๆ ซ้ำๆ นาน 3 นาที (ประมาณ 20 ครั้งของการเคลื่อนไหว) กว่าจะกลืนเป็นก้อนอาหารลงหลอดอาหารหนึ่งครั้ง อาจมีการไหลของอาหารเข้าหลอดลมบ้างแต่ไม่มีการสำลักให้เห็น อาจสำลักเงียบๆ ภายใน มีภาวะลิ้นหดกลับและคับปาก เพราะไม่ได้ใช้งาน ไม่มีการเคลื่อนไหวของลิ้นนำพาอาหาร และอาหารไม่ค่อยข้นดูคล้ายของเหลว ทำให้ไม่ท้าทายการกินอาหารภายในช่องปากมากนัก นั่นคือสภาวะความบกพร่องในการรับรู้เพื่อตั้งใจแลบลิ้นสัมผัสและเคลื่อนไหวนำอาหารสู่ขั้นตอนการกลืนอย่างลำบาก ทำให้ความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการรายนี้ส่งผลต่อศักยภาพทางจิตวิญญาณที่ไม่มีความสุข ดังนี้
‘Becoming’ shows a flow of life experience while doing skillful activities within a sense of self, independence, and emotional interests. ผู้รับบริการมีความรู้คิดของตนเองโดยแสดงอารมณ์สนใจร่วมมือทำกิจกรรมบ้าง แต่ไม่มีความอิสระทางการรู้คิดในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต
‘Meaning’ processes personal, purposeful, and meaningful activities of daily living. ผู้รับบริการเข้าใจความหมายและเป้าหมายของการนำกิจกรรมการกินอาหารมาฝึกและพัฒนาความสามารถของตนเอง แต่ต้องสื่อสารและสาธิตให้ดูซ้ำๆ ในขณะปลุกตื่น
‘Being’ forms an intrinsic environment of non-doing activities into possibilities of creativity, intuition, and love. ผู้รับบริการยังคงอยู่ว่าง ไม่เกิดแรงบันดาลใจใดๆ เพราะไม่รับรู้ความคิดของตนเอง ดังนั้นการกระตุ้นสิ่งแวดล้อมภายนอกในการฝึกกิจกรรมบำบัดที่บ้านด้วยความรักและความสุขเป็นเรื่องสำคัญมาก
‘Centeredness’ involves clear understanding and well-being of life capacity. ผู้รับบริการยังไม่รับทรายความสุขจากการใช้ความสามารถของตนเอง ดังนั้นการกระตุ้นให้ผู้รับบริการแสดงศักยภาพ แม้เพียงน้อยนิดก็ถือว่าเกิดความเป็นอยู่ที่มีคุณค่าแล้ว
‘Connectedness’ builds intra- and interpersonal relationships around the life activities and environments. สัมพันธภาพภายในและภายนอกจิตสังคมของผู้รับบริการไม่เอื้อให้เกิดกิจกรรมชีวิตและสิ่งแวดล้อมของการฝึกการรับรู้และความรู้ความเข้าใจมากนัก ดังนั้น การกระตุ้นให้ญาติลดการช่วยเหลือและสร้างบรรยากาศของการฝึกกิจกรรมบำบัดการรับรู้และความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม
‘Transcendence’ drives inner thought of happiness and outer range of ultimate experience of being. ความคิดที่เป็นสุขภายในตัวผู้รับบริการนั้นไม่สามารถประเมินได้ เพราะไม่มีประสบการณ์ของความเป็นอยู่นั้นด้วยตนเองหลังจากป่วยเป็น HIV เหนื่อยง่ายในการกินอาหาร และ Stroke เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างตั้งใจและสื่อสารเป็นคำพูดไม่ได้
อ้างอิงโมเดลและความหมายองค์ประกอบทางจิตวิญญาณข้างต้นจาก
Kang, C. (2003). A psychospiritual integration frame of reference for occupational therapy. Part 1: Conceptual foundations. Australian Occupational Therapy Journal;50, 92–103.