บ้านท้ายซอย : เร่งสร้างบรรยากาศซอยลึก

จะว่าไปแล้วสถานสงเคราะห์ก็เป็นเหมือนบ้านใหญ่ที่อยู่ท้ายซอย แล้วซอยที่ว่านี้มันก็เป็นซอยตันเสียด้วยสิ  ใครที่ (ถูกไล่) มาถึงท้ายซอย หันหน้าหันหลังไม่รู้จะไปทิศทางใดต่อ ครั้นจะหันหลังเดินกลับออกไปยังปากซอยที่เพิ่งเข้ามาก็ไม่มีแรง (กาย+ใจ) พอที่จะไปถึงได้ หรือพอไปถึงปากซอยแล้วจะไปไหนและทำอะไรต่อก็ยังคิดไม่ออก   บทบาทของบ้านใหญ่ท้ายซอยคือการเปิดรับแขกลักษณะดังกล่าวด้วยความยินดี (แม้จะไม่มีรูปป้ายข้าราชการยืนยิ้มหวาน ยกมือไหว้ก็ตาม)  พร้อมที่จะให้ความอบอุ่นด้วยน้ำใจและปัจจัยสี่ตามสมควร  กินให้อิ่ม นอนให้หลับ แล้วค่อยคิดกันต่อไปว่าจะเอากันอย่างไรเป็นคำพูดแรกๆ ที่จะได้ยินจากปากของเจ้าของบ้าน  โดยแทบจะไม่สนใจว่าความเดือดเนื้อร้อนใจที่สุมทรวงอยู่นั้นมาจากตัวเขาหรือตัวใคร ไม่สนใจว่าจะนอกหรือในเวลาราชการสำหรับบ้านใหญ่ท้ายซอยหลังนี้  เป็นบ้านหลังใหญ่ที่เขียนข้อความตัวโตๆ หน้าบ้านว่า "บ้านเราแสนสุขใจ อยู่ที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเรา"

แต่เมื่อเฝ้าพิจารณาเหตุการณ์แล้วรู้สึกว่าซอยที่ว่านี้เริ่มจะตื้นขึ้นทุกวัน การเดินทางมาถึงบ้านใหญ่ท้ายซอยเหมือนว่าจะมาง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ภาพลักษณ์ของบ้านใหญ่ที่ใครก็ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากให้ใครที่รู้จักเข้าไปอยู่ หรือไม่ปรารถนาจะให้ใครที่รู้จักอยู่ในบ้านหลังนี้นาน เริ่มเปลี่ยนไป

เปลี่ยนไป เป็นการนำญาติ นำคนรู้จักมาฝาก มาส่ง
เปลี่ยนไป เป็นการเดินทางที่มาถึงท้ายซอยได้โดยง่ายด้วยความที่ซอยมันตื้น ทั้งที่ตามสภาพแล้วเมื่อใครสักคนตัดสินใจออกจาก "บ้าน" (หมายเอาที่หลับนอน ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของก็ตาม : สามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก หลวงพ่อ ฯลฯ) ก็จะต้องเดินผ่านบ้านญาติ  ผ่านเพื่อนบ้าน  ผ่านคนรู้จัก  ผ่านผู้นำชุมชน  ผ่านโรงเรียน  ผ่านวัด  ผ่านอนามัย  ผ่านวิทยาลัย  ผ่านมูลนิธิ   ผ่านตลาดสด  ผ่านร้านค้า   ผ่านผู้คนที่เดินขวักไขว่  ผ่าน...  ผ่าน...  ผ่าน...  และผ่าน... ฯลฯ 

ซอยมีบรรยากาศคึกคักขึ้น บ้านใหญ่ขึ้น วัดใหญ่ขึ้น โรงเรียนใหญ่ขึ้น ทุกอย่างใหญ่ขึ้นเจริญขึ้นหมด ผู้คนก็เยอะแยะมากมายคึกคักน่าดู แต่ทำไมเขากลับเดินผ่านทะลุถึงท้ายซอยได้ง่ายและเร็วกว่าเดิม หรือเพราะความเจริญในลักษณะอย่างนี้มีปัญหาผิดพลาดหรือขาดความสมดุลอะไรบางอย่างที่ทำให้เราหรือคนที่เรารู้จักเดินทะลุถึงท้ายซอยกันได้ง่ายๆ

 

---------------------------------------------------------------------------
เครื่องรวนอีกแล้วครับท่าน 

เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วจะมาเขียนต่อ

สถานสงเคราะห์ฯมีคอมพิวเตอร์แค่ 2 เครื่องเอง
จะมีใครคิดบริจาคบ้างไหมหนอ ?
----------------------------------------------------------------------------

 

น่าจะเป็นการเร่งด่วนสำหรับการที่เราจะเร่งสร้างบรรยากาศและก่อให้เกิดสภาพ "ซอยลึก" และควรทำให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

เป็นการลึก ในความหมายว่าทำให้ใครก็ตามเดินถึงท้ายซอยได้ช้าที่สุด

เป็นการลึก ในความหมายว่าเขาเหล่านั้นสามารถนั่งแวะพัก นั่งทานข้าว นั่งเล่าเรื่องราวกับใครๆ หรือกับหน่วยงานใดๆ ที่เขาเดินผ่านได้

เป็นการลึก ในความหมายให้คนในซอยได้ร่วมรับรู้และร่วมแบกรับ

เป็นการลึก ในความหมายที่ใครก็ตามที่อยู่กับเรา เกี่ยวเนื่องกับเราล้วนแล้วแต่ "เป็นคนของเรา" : เป็นลูกเป็นหลานของเรา เป็นพ่อเป็นแม่ของเรา เป็นคนในครอบครัวของเรา เป็นญาติของเรา เป็นเพื่อนบ้านของเรา เป็นคนในคุ้มเดียวกันกับเรา เป็นคนในชุมชนของเรา เป็นคนจังหวัดเดียวกับเรา เป็คนภาคเดียวกันกับเรา เป็นคนไทยด้วยกัน เป็นคนเอเซียด้วยกัน และท้ายที่สุดเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับเรา

ยิ่งมองด้วยใจเปิดกว้าง ซอยก็จะยิ่งลึก
ร่วมรับรู้และร่วมแบกรับ

ภาพในฝัน บ้านใหญ่ท้ายซอยจะกลายเป็นบ้านร้างผีสิง ที่ไม่มีใครอยากเข้าอยู่ใช้บริการ หรือปราถนาจะให้ใครๆ ที่เรารู้จักเข้าใช้บริการ และในที่สุดการปรับเปลี่ยนภารกิจของบ้านใหญ่จะเกิดขึ้นอีกรอบ

 

อย่าทิ้งเขานะ : คำขอร้องของคนท้ายซอย

ถ้าจะว่ากันตามระเบียบแล้ว สถานสงเคราะห์บ้านนิคมปรือใหญ่ให้การสงเคราะห์บุคคลที่ประสบปัญหาเดือดร้อนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยหรือบกพร่องความสามารถไม่อาจประกอบอาชีพหรือรายได้เลี้ยงตัวเองได้ หรือขาดผู้ดูแลให้ความช่วยเหลือ และสามารถช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประวันได้

หากแต่การรับโดยอนุโลมยังคงมีอยู่ สำหรับกลุ่มซึ่ง "ญาติ" นำส่ง โดยหวังว่าจะให้สถานสงเคราะห์รับอุปการะเพื่อฟื้นฟูสภาพทางสังคมและจิตใจเป็นการชั่วคราวก่อนรับตัวกลับคืนสู่ "บ้าน"

ดังกรณี

น้องกบ (นามสมมติ) สาววัยอายุ 20 ปีเศษ มีอาการทางจิตประสาท พักอยู่กับแม่วัย 50 เศษ เคยเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ แต่เมื่อกินยาที่บ้านสักพัก เกิดอาการต่อต้านไม่ยอมกินยาต่อเนื่อง ขังตัวเองไว้แต่ในห้อง ไม่ยอมพูดจาหรือออกไปไหนกับใครๆ นอกจากไม่ยอมกินยาแล้วยังพาลไม่ยอมกินข้าวอีกด้วย ใครเคาะประตูหรือคะยั้นคะยอมากๆ เข้าอาจถูกน้องกบแผลงฤทธิ์ได้ง่ายๆ ที่สำคัญแขน-ขา เริ่มลีบเล็กลง ผิวเริ่มเหลือง น้ำหนักตัวลดลง ญาตินำส่งหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูได้

ดังกรณี

น้องตั๋ง (นามสมมติ) หนุ่มอายุวัย 25 ปี อาศัยกับพ่ออายุวัย 70 ปีเศษ ญาติพี่น้องต่างย้ายครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด มีอาการทางจิตเคยรับการรักษาที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ กลับถึงบ้านไม่ยอมกินยาที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง มีอาการเมื่อใดมักขึ้นบ้านคนอื่น หยิบฉวย/ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนที่ขัดขวาง เป็นเหตุให้พ่อต้องเจียดเงินที่ลูกๆ (ที่อยู่ ตจว.) จัดส่งมาให้บ้างนานๆ ครั้ง เพื่อเป็นค่ายังชีพส่วนนั้น มาเป็นค่าชดใช้ความเสียหายครั้งแล้วคร้งเล่า

เหตุที่ตั๋ง ต้องมาอยู่ที่นี่เพราะความที่ประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ วอดกันไปหลายหลัง ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี ครั้นพ้นโทษได้เพียง 2 วัน ญาตินำส่งที่นี่โดยหวังจะให้ช่วยฟื้นฟู เป็นการนำส่งพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่   พูดคุยกับญาติสักพักแล้วรีบขึ้นรถวิ่งออกไปพร้อมบอกว่าจะไปทำธุระและจะรีบมาหาในวันพรุ่ง (แล้วอย่าได้หวังละว่าจะเจอ ถ้ามีเรื่องทำนองนี้)

น้องกบ กับน้องตั๋ง อยู่ที่นี่ สงบ ระงับ ดีทีเดียว

น้องกบ อยู่ระหว่างการเฝ้าสังเกตว่าจะพูดคุยกับใครบ้าง จะไว้ใจใครได้บ้าง (เป็นวันที่ 4 ที่น้องกบมาอยู่ที่นี่) กระดาษและดินสอที่ยื่นให้ พร้อมคำพูดบอกว่า "ไม่อยากคุยกับใครไม่เป็นไร เผื่ออยากเขียนอะไร หรืออยากเล่าอะไร เขียนลงเลยนะ ไม่แน่นะต่อไปจะให้สอนหนังสือ เรียนเก่งนี่นา จบตั้ง ม.6  แต่ตอนนี้เอาการบ้านไปทำก่อนนะจ๊ะนักเรียน  เดี๋ยวเย็นๆ เอามาส่งพ่อนะ"  น้องกบยิ้มนิดนึงแล้วก้มหน้าซึมเดินต่อไป นานแค่ไหนแล้วนะที่รอยยิ้มหายไปจากหน้าน้อง

ปลื้มสิครับ ที่เห็นรอยยิ้มน้องแม้จะนิดเดียว เป็นรอยยิ้มที่เห็นถึงพัฒนาการและความหวังของผม เพื่อนร่วมงาน และครอบครัว

ในการรับบุคคลที่มีญาตินำส่งผมมักใช้เวลานานเป็นพิเศษ วัตถุประสงค์หลักเพื่อ "สร้างความตระหนักและสร้างบรรยากาศซอยลึก" ให้ญาติ

เพราะเมื่อใดก็ตามหากสถานสงเคราะห์ง่ายต่อการรับบุคคลที่มีญาตินำส่งจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ก็ย่อมจะเหมือนสนับสนุนบรรยากาศซอยตื้น และอาจถูกมองได้ว่ากำลังร่วมมือกับญาติในการผลักสมาชิกในครอบครัวให้พ้นภาระ และจะกลายเป็นว่าเมื่อใดก็ตามหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในครอบครัว และส่งผลให้สมาชิกบางส่วนต้องแบกรับภาระ ขณะที่บางส่วนถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระรับผิดชอบ หวังที่จะให้รัฐหรือหน่วยงาน/สถาบันใดๆ เลี้ยงดูเป็นการถาวรเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในสังคมแล้วละก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเสียจริง

คนเราทุกวันนี้ทิ้งกันได้ง่ายๆ ด้วยเหตุผลเพียง "ไม่มีเวลาดูแล"

คำพูดที่ย้ำแล้วย้ำอีกระหว่างการสนทนากับญาติ คือ "อย่าทิ้งเขานะ รับปากผมนะ ที่นี่ดูแลคนไร้ที่พึ่ง เร่ร่อน ขอทาน แต่กับกรณีนี้เขาเป็นคนมีญาติ เพียงแต่เขาไม่สบาย อย่าผลักให้เขากลายเป็นคนไร้ญาติ ไร้ที่พึ่งเชียวนะ" พร้อมขอรายละเอียดสารพัดอย่างสำหรับติดต่อสื่อสาร

โครงการข่าวจากทางบ้าน กำลังถูกร่างขึ้นเพื่อเสนอผู้ปกครองพิจารณา มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บข้อมูลและทราบความเคลื่อนไหวของครอบครัว ทั้งเป็นการลดอาการคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวของ "คนในบ้านใหญ่" อีกทางหนึ่ง (แล้วจะหาโอกาสเล่าต่อว่า ทำไมถึงไม่นำส่งกลับบ้านเสียละ แล้วการนำส่งมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง)

แต่ระหว่างนี้ "ข่าว" วิ่งเข้ามือถือผมแทบจะตลอดเวลา

นอกเหนือจาก "ข่าว" ที่ได้รับจาก sms nation news แล้ว ด้วยความที่สถานสงเคราะห์มีเบอร์โทรศัพท์/โทรสาร เพียงหมายเลขเดียว การให้เบอร์มือถือกับญาติ จึงเป็นสิ่งสะดวก

สะดวกทั้งกับญาติ สะดวกทั้งกับผมในการติดต่อประสานงาน

แต่ก็นะ คนเรามันคิดถึงกันได้ตลอดเวลา
ดึกแค่ไหน ก็คิดถึงกัน

นักสังคมฯขออนุญาตปิดมือถือนอนได้ไหมครับ

(ฮา)