๒ เมษายน ๒๕๕๓

คืนที่ผ่านมาพวกเรานอนฟังเสียงพายุฝนอื้ออึงทั้งคืนที่เมืองฟูจิซาว่า

เช้าขึ้นมาแผนวางไว้ว่าจะไปเยือน เมืองคูซัทสึ Kusatsu ซึ่งเป็นเมืองน้ำพุร้อนมีชื่อเสียงติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของเมืองน้ำพุร้อนประเทศญี่ปุ่น แต่คนไทยอาจไม่คุ้นกับชื่อเมืองนี้ เพราะดูๆไปยาก บริษัททัวร์คงไม่คิดพาคณะไป

ผู้เขียนเป็นคนชอบค้นข้อมูลเตรียมตัวเที่ยวเลยไปเจอข้อมูลเมืองนี้เข้า จะว่าไปแล้วก็ต้องเดินทางไกลพอสมควร จากโตเกียวต้องเปลี่ยนรถไฟสองครั้ง จากนั่งชินคันเซ็น ๑ ชั่วโมง ไปนั่งรถไฟท้องถิ่นราว ๑ ชั่วโมงจนสุดทางที่สถานีชื่อยาว Naganohara-Kusatsuguchi และต่อรถบัสอีกราว ๓๐ นาทีไปให้ถึงเมือง Kusatsu Onsen รวมใช้เวลากว่าสองชั่วโมงครึ่ง นี่ยังไม่นับที่เราต้องนั่งรถไฟจากเมืองฟูจิซาว่าเข้าไปตั้งต้นเส้นทางที่โตเกียวอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง

สรุปจากเมืองที่พักอยู่จะไปถึงคูซัทสึใช้เวลาร่วมสี่ชั่วโมง แต่ก็เป็นเส้นทางที่ตั๋ว JR Pass ครอบคลุมตลอดสาย

จุดเริ่มต้นการเดินทางจากสถานีรถไฟโตเกียวที่ ๐ กิโลเมตร

(ขออภัยที่โชว์เท้าค่ะ)

ตอนวางแผนก็คิดว่าตื่นเช้าๆรีบออกเดินทางก็แล้วกัน จะเดินทางสี่ชั่วโมงก็ยังโอเคนะ เพราะระหว่างทางก็ถือเป็นการได้เห็นอะไรๆที่เบิกบานไปในตัว

ทว่าฝนที่ตกเอาจริงเอาจังทำให้พวกเราอ้อยอิ่งไม่อยากลุก ไม่อยากออกจากบ้าน ต้มข้าวต้มร้อนๆ ทำกับข้าว กินกาแฟ นั่งคุยไปเรื่อย จนฝนท่าทางแทบจะขาดเม็ดแล้ว ผู้เขียนจึงถามคณะว่ายังจะอยากไปตามแผนอยู่หรือเปล่า มันไกลนะ คณะบอกว่าไม่เป็นไรก็อยากไปเห็นอยู่เหมือนกันที่ๆทัวร์ไม่พาไป ถือว่านั่งรถไฟเที่ยวก็แล้วกัน ชักติดใจนั่งรถไฟชั้นหนึ่ง

ใจสู้มากเอาเป็นว่ากว่าจะถึงจุดหมาย Kusatsu Onsen ก็ปาเข้าไป ห้าโมงเย็น! แต่โชคดีไม่มีฝนเลย นั่งรถไฟยาวนาน กินอาหารกลางวัน-บ่าย กันในรถไฟ มีเสบียงขนมเพียบ ดูวิวบ้าง หลับบ้างสบายใจดี

 

ขนมในถุงพลาสติกเป็นพวกRice Snack เคลือบซีอิ๊วญี่ปุ่น ถุงสีเขียวผสมวาซาบิด้วย เป็นของกินเล่นราคาถูกที่ผู้เขียนชอบมาก

จากสถานีรถไฟจะต้องต่อรถบัสนั้นเป็นการนั่งรถบัสไต่ขึ้นเขา ภูมิประเทศแปลกตา เห็นเทือกเขาไกลๆมีหิมะปกคลุม และสองข้างทางก็ยังมีหิมะเป็นกองๆ ก็คูซัทสึนั้นตั้งอยู่สูงถึง ๑๒๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในเทือกเขาของ จังหวัดกันมะ – Gunma Prefecture คนญี่ปุ่นมาที่นี่ไม่เพียงแค่มาเพลิดเพลินบำรุงสุขภาพกับน้ำพุร้อนเท่านั้น หากแต่ยังมาเล่นสกีในฤดูหนาวและไต่เขากันได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

ลงรถบัสเราเช็คตารางรถบัสว่าขากลับออกมามีรถบัสเที่ยวไหนบ้าง และจะไปพอดีกับรถไฟเที่ยวไหนบ้าง หมายตารถบัสเที่ยว ๑๘.๒๐ น. และ รถไฟเที่ยว ๑๙.๑๒ น. ดังนั้นจึงมีเวลาเดินเที่ยวชมแบบนักท่องเที่ยวราวหนึ่งชั่วโมงเต็ม เผื่อเวลายี่สิบนาทีไว้เดินกลับมาที่สถานีรถบัส

สิ่งที่เราต้องชมให้ได้คือสัญญลักษณ์ของคูซัทสึ ที่เรียกว่า ยูบาตาเกะ – Yubatake เป็นลานน้ำพุร้อนอย่างในภาพ จากสถานีรถบัสเดินไปสบายๆชมร้านรวงราวสิบนาทีก็ถึงหากไม่แวะตามร้านรวงตลอดทาง

ยูบาตาเกะ

ภาพจาก  http://www.japan-guide.com/e/e7400.html

คูซัทสึเป็นเมืองตากอากาศด้านน้ำพุร้อนที่เก่าแก่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ติดอันดับหนึ่งในสาม เล่าลือกันว่าที่คูซัทสึมีปริมาณน้ำร้อนและน้ำแร่คุณภาพสูงที่เหมาะในการรักษาโรคทุกชนิด ยกเว้นโรครักไม่สมหวัง

ในปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๘ นายแพทย์ Erwin von Baelz ชาวเยอรมันซึ่งได้เข้ามารับใช้กษัตริย์ญี่ปุ่นในยุคนั้นได้มาที่นี่และชอบอกชอบใจแนะนำให้ผู้คนมาใช้เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ ยิ่งทำให้น้ำพุร้อนที่คูซัทสึนี้โด่งดังเพิ่มเข้าไปอีก ทั้งๆที่ก็มีชื่อเสียงมาหลายร้อยปีก่อนที่หมอเยอรมันจะมาชมเสียอีก 

มาถึงเมืองน้ำพุร้อนนี้จึงเห็นโรงแรมมากมาย เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ทันสมัย คงมีที่พักแบบเรียวกังแต่เราไม่เห็น เห็นแต่คนญี่ปุ่นเป็นคู่ๆใส่เสื้อคลุมที่เรียกว่า ยูคาตะเดินเล่น พวกเราได้ชมร้านรวงที่อีกไม่นานก็จะปิดแล้ว

 

ได้ชิมซาละเปาร้อนๆพร้อมน้ำชาฟรีแล้ว เลยต้องเข้าไปอุดหนุนบ้าง

 

น้ำร้อนจากยูบาตาเกะมีปริมาณมาก เขาว่าที่พักทุกแห่งต่างก็ใช้น้ำจากที่นี่ส่งไปยังบ่อออนเซ็นของตน น้ำจากแหล่งธรรมชาติคงจะร้อนมากสมัยโบราณมีการทำให้น้ำแร่มีอุณหภูมิลดลงโดยใช้ไม้พายตีน้ำ เรียกว่า ยูโมมิ – Yumomi ปัจจุบันเขามีการแสดงพิธีการนี้ให้นักท่องเที่ยวชมด้วย เราไปเย็นเกินไปไม่ได้ชม

 

ยูโมมิ ภูมิปัญญาแต่ครั้งโบราณทำให้น้ำแร่ร้อนเย็นลง ตีน้ำไปร้องเพลงไปด้วย

ภาพจาก  http://www.japan-guide.com/e/e7405.html

 

ได้ถ่ายรูปกับสัญญลักษณ์ของเมือง ได้แช่ออนเซ็นเท้าหรือที่เรียกว่า อะชิยุ – Ashiyu ซึ่งปกติเป็นที่สาธารณะที่ใครๆจะมาใช้แช่เท้าได้ ได้ชิมขนมจากเมืองนี้สองสามอย่าง ได้ชมร้านรวงมีของสวยงามน่ารัก

 พวกเราก็พอใจแล้ว

ภาพจากสถานีรถไฟระหว่างรอรถไฟมา

เดินทางกลับย้อนทางเดิม ไปถึงโตเกียวเจอคนเลิกงานกลับบ้านใช้รถไฟกลับบ้านนอกเมืองโตเกียว รถไฟแน่นเชียว

กว่าจะถึงที่พักเมืองฟูจิซาว่าก็เลยห้าทุ่ม หนูเจี๊ยบเจ้าบ้านบอกว่าพวกป้าๆนี่อึดน่าดู