beyondKM
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด

ปัญหาคาใจ (3) คำถามเรื่อง “คุณลิขิต”


การสอดแทรกความคิดเห็นของผู้บันทึกลงไปใช้ไม่ได้กับการบันทึก Tacit
คำถาม: หาก “คุณลิขิต” หรือผู้ที่จดบันทึก (Note-taker) มีความรู้ในเรื่องที่กำลังเล่ากันนั้นค่อนข้างน้อย จะมีวิธีการอย่างไรจึงจะทำให้การจด (บันทึก) นั้น “ครบถ้วน” หรือว่าต้องหาผู้ที่รู้เรื่องนั้นดีๆ มาทำหน้าที่บันทึก Tacit เหล่านี้?


คำตอบ: (คำเตือน - โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อย่าเชื่อทั้งหมดนะครับ) ตามความเห็น (จากประสบการณ์) ของผม ผมว่าถ้าผู้บันทึก “รู้ลึก” (ไม่ใช่ รู้สึก นะครับ) เกี่ยวกับเรื่องที่พูดกันนี้ บางทีก็ทำให้สิ่งที่จดลงไปนั้น “ผิดเพี้ยน” ได้เหมือนกัน เคยเจอกรณีที่ชาวบ้านแชร์กัน โดยให้อาจารย์มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น “คุณลิขิต” ปรากฏว่าสิ่งที่บันทึกได้ผิดเพี้ยนไปค่อนข้างมาก จากความเป็นนักวิชาการทำให้อาจารย์เหล่านั้นอดไม่ได้ที่จะใส่การ “ตีความ” ของตัวเองลงไป
            การสอดแทรกความคิดเห็นของผู้บันทึกลงไปใช้ไม่ได้กับการบันทึก Tacit การบันทึก Tacit เป็นเรื่องที่ประณีตละเอียดอ่อน แม้แต่ถ้อยคำภาษาที่ไม่ใช่ภาษาของผู้ถ่ายทอดก็อาจทำให้ความรู้ที่ได้นั้นถูก “บิดเบือน” ไปได้ ทำให้ความรู้นั้น “ไม่คงความสด” ไว้ การบันทึก Tacit ที่ดีน่าจะต้องคง “ความสด” หรือความเป็น “ต้นฉบับ (Original)” ไว้ให้มากที่สุด คือต้องใช้คำที่ผู้เล่าใช้ ถึงเราจะไม่เข้าใจก็ขอให้จดไว้ก่อน แล้วอาจจะมา Clear กันในภายหลัง หรือถ้าไม่ทำให้กระบวนการ Sharing สะดุดก็อาจจะถาม Clear กันตอนที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นเลยก็ได้
 
สรุปว่าถ้าผู้บันทึก (คุณลิขิต) รู้มากไปก็อาจทำให้ Tacit ที่จดได้ผิดเพี้ยนไป เพราะอดไม่ได้ที่จะใส่ความเข้าใจของตัวลงไป แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้บันทึกรู้น้อยเกินไป และไม่ตามติด (Follow-up) ก็อาจจะเข้าใจผิด และลิขิตไปผิดๆ ถูกๆ ก็ได้ !
หมายเลขบันทึก: 371028เขียนเมื่อ 1 กรกฎาคม 2010 08:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2012 14:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (13)

เดี๋ยวนี้เรามักจะใช้ note-taker หรือคนจดบันทึกในการ ลปรร กันมากขึ้น

ที่จริงผมกลับคิดว่าถ้า note-taker ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆเลย (แต่มีความสามารถในการฟังออก เวลาพูดถึง technical terms ต่างๆว่าเขาพูดว่า "อะไร") จะดีที่สุด คือ ตัด "อัตตา" ของ note-taker ออก บันทึกแต่ "สิ่งที่เกิดขึ้น" เท่านั้นจริงๆ

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ "จดไม่ทัน" ทำให้ note-taker ต้องย่นย่อสิ่งที่ได้ยิน ตรงนี้แหละที่เกิดปัญหา เพราะบางที key-words ของคนเล่าหายไปเสียยังงั้น (เพราะ note-taker คิดว่าไม่สำคัญ เป็นคำฟุ่มเฟือย) การย่อความนั้นเป็น subjective คือ "อัตตวิสัย" ไม่ใช่ objective หรือ ภววิสัย note-taker ก็จะเอาตัวตนเข้าไปคัดเลือก knowledge เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บางคนก็จะบอกว่า งั้นเอาเทปไหมล่ะ มันก็จะไม่เห็นภาษาอื่นๆ อาทิ อวจนภาษา บางคนก็จะบอกต่อว่า งั้นเอา video record ไหมล่ะ มันก็จะไม่เห็นปฏิสัมพันธ์จากสิ่งแวดล้อม (สีหน้า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คนเรอ หาว คุยกัน ฯลฯ ซึ่งล้วนมีปฏิกิริยาต่อคนเล่า เรื่องเล่า วิธีเล่า ภาษาคำที่ใช้ ฯลฯ ทั้งสิ้น)

สรุปก็คือ note-taker เป็นกลยุทธ์หนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ voice กลายเป็น visual แต่ไม่ได้การันตีเรื่อง contents

และในที่สุด การันตีได้อย่างหนึ่ง (นี่เรียกว่าภาษา contradiction) คือ tacit knowledge หรือเวลาเล่าเรื่องนั้น ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้ fact หรือบทสรุปอะไรออกมาเหมือนกัน เพราะเวลาเราตีความ ทุกๆท่านจะเอาอดีตของท่านมาช่วยตีด้วยเสมอ แล้วอดีตของเราแต่ละคนมันเหมือนกันที่ไหนเล่า ยังไงๆมันก็ออกมาต่างกันอยู่แล้ว ต่างกันก็ไม่ต้องเถียงกันด้วยว่าของใครถูก ก็เรามีประสบการณ์เก่าของเราอย่างนี้เราจึงเข้าใจอย่างนี้ เขาก็มีประสบการณ์เก่าของเขาเช่นนั้นเขาจึงสรุปเช่นนั้น

สวัสดีท่านอาจารย์ครับ

จดตามที่ฟัง อย่าเพิ่งตีความ ใส่สี

สงสัยแล้วค่อยแลกเปลี่ยนกัน

แวะมาอ่านครับ

ขอบพระคุณครับ...

ขอบคุณอาจารย์หมอสกล สำหรับการต่อยอดที่เป็นประโยชน์ยิ่ง . .

วันนี้เป็นวันไหว้ครูของมหาวิทยาลัยครับ เลยถือโอกาสตระเวนแวะหิ้วของฝากมาเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์ดร.ประพนธ์ครับ มีความสุขครับอาจารย์ครับ

 มิติหนึ่งของคนทำงานและครูชีวิตสุขภาพในชุมชน ให้ความบันดาลใจดีครับ  คลิ้กหัวข้อเพื่ออ่านเนื้อหา ๑๒ ตอน

ตอนที่ ๑    ขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียน อสม.               ตอนที่ ๒   จิตวิญญาณความเป็นครูโรงเรียน อสม.
ตอนที่ ๓    ความเป็นครูโรงเรียน อสม.                        ตอนที่ ๔   ร่วมกันสร้างกรอบตัวแบบค้นหาครูโรงเรียน อสม.
ตอนที่ ๕    มิติทักษะความเป็นครูของอสม                   ตอนที่ ๖   วิธีค้นหาครูขับเคลื่อนโรงเรียนอสม.ของชุมชน
ตอนที่ ๗    ฐานชีวิตของครูโรงเรียนอสม.                     ตอนที่ ๘   เงื่อนไขสังคมของครูโรงเรียนอสม.
ตอนที่ ๙    การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ครูโรงเรียนอสม.   ตอนที่ ๑๐ เครื่องมือ สื่อ เทคโนโลยี สิ่งสนับสนุนครูโรงเรียนอสม.
ตอนที่ ๑๑  การนำเสนอแผนการสอนและสาธิตกระบวนการเรียนรู้ของครูโรงเรียนอสม. 
ตอนที่ ๑๒  เพิ่มลูกเล่นและใส่ศิลปะเพื่อเรียนรู้การนำเสนอให้สร้างสรรค์

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  คลิ๊กเพื่อเข้าไปดู  เครื่องมือและผลประเมินของเวทีโดยการโหวต   : ความเข้มแข็งและแนวโน้มความยั่งยืนของเครือข่ายครูโรงเรียนอสม. : มิติการพิจารณาความยั่งยืน ๓ องค์ประกอบ ๖ ตัวชี้วัด [Click here]

เหมือนเราพูดกันเฉพาะในทัศนะของ note taker ที่จำเพาะบันทึกเฉพาะการสื่อสารที่เป็นภาษาพูด แล้วการสื่อสารที่ไม่ใช่ภาษาพูดละคะอาจารย์ Note taker จำเป็นต้องบันทึกหรือใส่รายละเอียดหรือเปล่าคะ

เป็นต้นว่า ภาษาท่าทาง บรรยากาศ สิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ ณ ขณะนั้น...

Zen_pics_007 

ด้วยความระลึกถึงอาจารย์ค่ะ

กะปุ๋ม

ต้องโง่ให้เป็น...

คนเรียนสูง ๆ มักโง่ไม่เป็นเพราะปริญญามันค้ำคออยู่ ก้มหัว ลดตัวยาก

ปัญหานี้มีทางแก้สองทาง ทางแรกเป็นที่ทำกันอยู่คือ เรามั่นใจว่าอาจารย์และนักวิชาการนั้นเก่ง พยายามพานักวิชาการไปเข้าคอร์ส ลดทิฏฐิ มานะ เพราะที่จะตัดปัญหาการใส่การ "ตีความ" ของตนเองลงไปในข้อมูลที่เข้าไปค้นคว้า วิจัย

ทางที่สอง ใช้คนที่มีทิฏฐิมานะน้อย ๆ เข้าไปทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "นักศึกษา" ต้องอาศัยความน่ารัก ความอ่อนน้อม ความถ่อมตน เข้าไปเก็บ เข้าไปล้วง แต่อุปสรรคสำคัญของการใช้นักศึกษาก็คือ อาจารย์มักมองว่านักศึกษา "โง่" ตนเองฉลาดกว่า

ปัญหานี้ก็เลยกลายเป็น "งูกินหาง"

อาจารย์ลงไปเอง ก็ไปอวดรู้ อวดฉลาด จะให้นักศึกษาลงไปทำก็กลัวว่าจะฉลาดไม่เท่าตนเอง...

ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังนี้ครับ

ขอบคุณ ดร. วิรัตน์ มากครับสำหรับการแชร์เรื่อง "เครือข่ายครู อสม." เป็นตัวอย่างของการเป็น "คุณลิขิต" ได้ดีจริงๆ สิ่งที่ผมคิดเป็นประโยชน์มากสำหรับระบบ ICT ก็คือการที่ "คนที่แชร์(เล่า)" กับ "คนที่เขียน(ลิขิต)" เป็นคนๆ เดียวกัน

ดร.กะปุ๋ม . . ผมเคยเห็นการบันทึกที่บางทีก็มีการเขียนแทรกไว้ในวงเล็บ เพื่อบอกให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสีหน้า ท่าทางของผู้เล่าด้วย ผมว่าก็ดีเหมือนกันนะ หรือไม่ก็คงต้องใช้ VDO อย่างที่หมอสกลพูดถึง ซึ่งถ้าเป็น Clip สั้นๆ แบบ YouTube ผมว่าก็ดีนะ . . ระลึกถึงเช่นกันครับ

สวัสดีครับปภังกร . . เรื่อง "ทิฏฐิ มานะ" ที่พูดถึง ผมว่าเป็น "ปัญหาใหญ่" ที่ปิดกั้นการเรียนรู้ การเปลี่ยน "ความเชื่อ" ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่มีความรู้ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในอาการ "น้ำชาล้นถ้วย" ไม่สามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปได้ "ความรู้(ที่มีอยู่)กลายเป็นอุปสรรคไป - Knowledge is Barrier" ยิ่งรู้มากก็ยิ่งห่างไกลไปจากความเป็นจริง (กฤษณะมูรติ และ Osho พูดไว้เยอะเกี่ยวกับประเด็นนี้) . .

Note-taker) ผู้จดบันทึกควรทำ ความเข้าใจเรื่องที่ผู้ที่ถ่ายทอดเล่าให้ฟัง โดยปราศจากการตัดสิน ให้หยุดคิด หยุดตัดสิน ให้ฟังผู้ถ่ายทอดเชิงลึก

แล้วถ้าคนเป็นนักวิชาการ ก็หยุดเพ่งโทษ หยุดตัดสิน เปิดใจฟัง การเรียนรู้จะได้รับค่ะ อย่าคิดว่าของตัวฉันเรียนสูงของฉันต้องถูกเสมอ เธอถ่ายอดไม่ตรงกับที่ฉันรู้เธอผิด ทางที่ดีๆคือเปิดใจ แล้วฟังเชิงลึกค่ะ จะทำให้คุณได้ความรู้ที่เพิ่มขึ้น การจดจะไม่เพี้ยนค่ะ

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเห็น อ.หมอ สกล ครับ

บางทีผมเองก็เคยทำผิดพลาดมาบ้าง จะเรียกว่าผิดพลาดไหม..ก็อาจจะใช่ครับ ที่เผลอสรุปรวบยอดตัดตอนความคิดเห็นลงในแบบสรุปผลการสนทนา ตรงนี้ หากมองในมุมที่บวกก็คือ ก็ต่อยอดโดยใช้ tacit k. มาสังเคราะห์ใหม่ เเต่มองอีกมุมก็ ค่อนข้างอันตรายกับความ bias ของผู้เขียน ผู้บันทึก หรือที่เรียกว่า Note - taker ครับ

ผมมองว่า ทางออกกรณีนี้ก็คือ มีชุดข้อมูล ๒ ชุด ก็คือ

  • ชุดที่เป็นข้อมูลดิบจากการสนทนา ซึ่งเราก็ควรสื่อสารในรููปแบบนั้น เพื่อความสด ใหม่ บางทีเราเห็นวิธีคิด[View & Concepts] เห็นวิธีการนำเสนอของผู้คนตรงนั้นด้วยเลย นำไปวางแผนทำงานกับเป้าหมายนี้ต่อไป ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ 
  • ประเด็นที่สอง เป็นชุดข้อมูลสังเคราะห์ ตรงนี้ก็คงต้องบอกให้ชัดว่า เป็นงานสังเคราะห์ที่เเทรกความคิดเห็นทางวิชาการลงไปด้วยเเล้ว สามารถโต้เเย้ง หรือ เเลกเปลี่ยนได้ ..

... หากเราไม่เคร่งครัดกับวิธีการของผู้บันทึก ให้เขาบันทึกโดยธรรมชาติ ตามความคิดและความเข้าใจจากที่รับฟัง แล้วกลับมา ลปรร เพื่อทำความเข้าใจ หรือเพิ่มเติมทั้งจากผู้ถ่ายทอด หรือสมาชิกกลุ่ม น่าจะเป็นความสนุกและได้บรรยากาศต่อยอดความคิดนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี