เดี๋ยวนี้เรามักจะใช้ note-taker หรือคนจดบันทึกในการ ลปรร กันมากขึ้น

ที่จริงผมกลับคิดว่าถ้า note-taker ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆเลย (แต่มีความสามารถในการฟังออก เวลาพูดถึง technical terms ต่างๆว่าเขาพูดว่า "อะไร") จะดีที่สุด คือ ตัด "อัตตา" ของ note-taker ออก บันทึกแต่ "สิ่งที่เกิดขึ้น" เท่านั้นจริงๆ

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ "จดไม่ทัน" ทำให้ note-taker ต้องย่นย่อสิ่งที่ได้ยิน ตรงนี้แหละที่เกิดปัญหา เพราะบางที key-words ของคนเล่าหายไปเสียยังงั้น (เพราะ note-taker คิดว่าไม่สำคัญ เป็นคำฟุ่มเฟือย) การย่อความนั้นเป็น subjective คือ "อัตตวิสัย" ไม่ใช่ objective หรือ ภววิสัย note-taker ก็จะเอาตัวตนเข้าไปคัดเลือก knowledge เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บางคนก็จะบอกว่า งั้นเอาเทปไหมล่ะ มันก็จะไม่เห็นภาษาอื่นๆ อาทิ อวจนภาษา บางคนก็จะบอกต่อว่า งั้นเอา video record ไหมล่ะ มันก็จะไม่เห็นปฏิสัมพันธ์จากสิ่งแวดล้อม (สีหน้า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คนเรอ หาว คุยกัน ฯลฯ ซึ่งล้วนมีปฏิกิริยาต่อคนเล่า เรื่องเล่า วิธีเล่า ภาษาคำที่ใช้ ฯลฯ ทั้งสิ้น)

สรุปก็คือ note-taker เป็นกลยุทธ์หนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ voice กลายเป็น visual แต่ไม่ได้การันตีเรื่อง contents

และในที่สุด การันตีได้อย่างหนึ่ง (นี่เรียกว่าภาษา contradiction) คือ tacit knowledge หรือเวลาเล่าเรื่องนั้น ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้ fact หรือบทสรุปอะไรออกมาเหมือนกัน เพราะเวลาเราตีความ ทุกๆท่านจะเอาอดีตของท่านมาช่วยตีด้วยเสมอ แล้วอดีตของเราแต่ละคนมันเหมือนกันที่ไหนเล่า ยังไงๆมันก็ออกมาต่างกันอยู่แล้ว ต่างกันก็ไม่ต้องเถียงกันด้วยว่าของใครถูก ก็เรามีประสบการณ์เก่าของเราอย่างนี้เราจึงเข้าใจอย่างนี้ เขาก็มีประสบการณ์เก่าของเขาเช่นนั้นเขาจึงสรุปเช่นนั้น