วันนี้ตลอดช่วงเช้า บรรยากาศการทำงานของผมคลุกเคล้ากันครับระหว่างเครียดๆ กับผ่อนคลายครับ งานรอบนี้มันสร้างความเคลียดให้ักับผมอันเนื่องจากเวลาที่เร่งรัดมากๆ ครับ กับข้อมูลที่มากมายก่ายกอง (จริงๆ) ที่สำคัญเส้นตายมาถึงแล้ว แต่มันยังไม่เสร็จ ดังนั้นเลยต้องเร่งกับเร่งจริงๆ ฮือ สุดๆ จริงครับ อันนี้คือที่มาของการหายหน้าไปหลายวันจากการเขียนบันทึกครับ แต่ในระหว่างความวุ่นของวันนี้ มีคำถามดังผ่านมาจากหน้าห้องทำงานครับ อาจารย์อีย์ ทราบข่าว ดร.ดลวานะ แล้วยัง? เลยต้องถามกลับครับว่า ข่าวอะไร? คำตอบคือ ท่าน ดร.กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้ว พอทราบข่าวเบื้องต้นเท่านี้ ผมเลยลุกจากที่นั่งไปถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทีมงานครับ โดยเฉพาะประเด็นว่า จะมีการละหมาดญานาซะห์ (ละหมาดให้กับผู้เสียชีวิต) ที่ไหน เมื่อไร

ช่วงบ่ายเลยทำงานได้ประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ทีมงานก็มาเคาะประตูว่า ถ้าช้ากว่านี้ผมจะไปไม่ทันละหมาดแน่ๆ เลยต้องปิดการสนทนางานกับทีมงานแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไป อ.บาเจาะ บ้านเกิดของ ดร.ดลวานะ เพื่อร่วมละหมาดให้กับท่านครับ เดิมทีผมตั้งใจจะไปกับทีมงานในสำนักครับ แต่พอมีสายเข้ามาจาก อ.อับดุลกอนี (อัสสะกอมี) ถามรายละเอียด เลยเปลี่ยนใจว่า ขับรถไปเองก็ได้ จะได้รับเพื่อนอาจารย์อีกหลายท่านไปพร้อมๆ กัน สรุปว่า ขับรถเองครับ มีสมาชิกร่วมไปด้วยอีก 3 ท่าน งานนี้ต้องเลือกใช้เส้นทาง ยะลา รามัน ตะโละหาลอ กะพ้อ ต้นไทร ถึงบาเจาะครับ เส้นทางนี้ไกลกว่าไปทางสายบุรีแน่ๆ ครับ แต่เพราะไปรับเพื่อนอาจารย์ระหว่างทางเลยไปทางนี้ครับ 

งานนี้เลยต้องเร่งแข่งกับเวลาอีกครับ (ฮือ อะไรช่วงนี้เป็นรีบไปทุกเรื่องจริงๆ) ไปถึงบาเจาะก็มุ่งไปที่มัสยิดบ้านเกิดของ ดร.ดลวานะทันทีครับ เพื่อรอละหมาดเลย ชุมชนเล็กๆ ใกล้ๆ เทือกเขาบูโดครับ เมื่อต้องรับแขกจากทุกทิศเลยกลายเป็นชุมชนเล็กไปถนัดตาเลยครับ เฉพาะที่จะจอดรถก็แน่นขนัดจริงๆ มัสยิดก็เต็มไปด้วยคนที่จะมาร่วมละหมาดให้กับท่านอาจารย์

การละหมาดให้กับศพของอาจารย์นำโดยท่านอธิการบดีครับ เราละหมาดอัสรีก่อน จากนั้นจึงละหมาดให้กับศพ เสร็จจากละหมาด ฝนก็เทลงมาอย่างค่อนข้างหนักครับ ส่วนใหญ่เลยต้องนั่งคุยกันต่อในมัสยิดครับ ผมเองทำใจครับต้องรอให้ฝนซาก่อน เพราะเจ็บขา เดินรีบๆ ไปที่รถไม่ได้ ตอนนี้ต้องค่อยๆ เดินอย่างเดียว เลยรอก่อนดีกว่า สุดท้าย อ.อัสสะกอมี เสนอว่าจะไปขับรถมาเอง แต่พอรถมาถึงที่มัสยิด เส้นทางออกรถติดหนืบเลยครับ ก็เลยต้องหันหัวรถกลับแล้วไปออกเส้นทางน้ำตกบาโจแทน

ผมมีความประทับใจมีความรู้สึกดีๆ กับ ดร.ดลวานะมากจริงๆ ครับ ตั้งแต่สมัยพักที่หอพักอาจารย์ที่ปารามีแตแล้วครับ ท่านโดดเด่นเรื่องการดูแลสุขภาพจริงๆ ครับ เพราะทุกๆ เช้าท่านจะออกจ๊อกกิงครับ ด้วยอัธยาศัยของท่านครับ ผมเลยสนิทกับท่านเร็วมาก ท่านเลยใช้ผมเป็นเครื่องมือในการฝึกพูดภาษาไทยไปเลยครับ จำได้ว่า การประชุมวิชาการของคณะครั้งที่สาม ผมเชิญท่านมานำเสนอผลงานด้วย พร้อมกับเงื่อนไขว่า ต้องนำเสนอเป็นภาษาไทย ฮิฮิ ท่านทำตามเงื่อนไขครับ เกริ่นนำด้วยภาษาไทย แต่พอเนื้อหาขอใช้ภาษามลายูแทน เหตุผลว่า มันไม่สะใจ ฮิฮิ

ตอนท่านได้บ้านพักที่วิทยาเขตโสร่ง ท่านก็มาเป็นเพื่อนบ้านกับผมอีกครั้งครับ จนกระทั่งผมย้ายออกมาอยู่นอกมหาวิทยาลัย ความหวังเดิมของท่านก็เหมือนเดิมครับ คือ อยากเป็นเพื่อนบ้านกับผมเหมือนเดิม อันนี้คือสิ่งที่ท่านคุยย้ำกับผมไว้เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาครับว่า ที่ดินข้างบ้านผมท่านก็เจรจาจนเจ้าของเขายอมขายให้แล้ว เหลือแค่จะไปสร้างบ้านเท่านั้นเอง ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ไปสร้างบ้านอยู่ข้างบ้านกับผมหรือเปล่า ท่านบอกว่า ถ้าอัลลอฮ์ให้ท่านหายจากโรคนี้ เราคงได้เป็นเพื่อนบ้านกันอีกครั้ง 

ผมประทับใจแนวคิดท่านในเรื่องวิชาการมากๆ ครับ เนื่องจากประสบการณ์ท่านในประเทศมาเลเซียทางด้านวิชาการในระดับอุดมศึกษา พอทำอะไรแล้วมันจะผ่านเกณฑ์ในประเทศไทยไปด้วยเหมือนกัน หลายปีโน้น ท่านตั้งประเด็นคำถามให้ผมว่า ถ้าประเด็นที่คุณจะทำวิจัยเป็นประเด็นสำคัญ มีประโยชน์ ทำไมต้องรอให้มีคนมาให้ทุนก่อนจึงจะค่อยทำ ทำไมไม่ทำไปก่อนแล้วค่อยหาทุน ฮือ ได้ผลครับ ท่านทำเป็นแบบให้ผมเลย แถมเป็นโครงการที่ใหญ่มากด้วย ไม่ใช้งบสนับสนุนจากแหล่งใดๆ เลย

ท่านเป็นนักเขียนครับ ผลงานส่วนใหญ่จะปรากฏในวารสารต่างๆ ในประเทศมาเลเซียครับ ผลงานมีอย่างต่อเนื่องครับ แต่ด้วยชื่อเจ้าของผลงานที่มีเอกลักษณ์ครับ ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยเห็นผลงานของท่านในลักษณะของบทกวีด้วย (ฮือ ไม่แน่ใจว่าผลงานท่านหรืออาจารย์ท่านอื่น)

ผมได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับท่านสองโครงการครับ โครงการแรกท่านเป็นหัวหน้าโครงการ เป็นการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์อาหารละศิลอดภายในหมู่บ้าน โครงการนี้เสร็จไปหลายปีแล้วครับ แต่บทความส่งไปตีพิมพ์วารสาร จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์ เหตุผลเพราะหาผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ ฮือ ผมรอจนคิดว่าจะเปลี่ยนไปลงวารสารอื่นแล้ว แต่วุ่นๆ เลยยังไม่ได้ทำอะไรต่อ

โครงการวิจัยต่อมาเป็นการวิจัยเกี่ยวกับนโยบายรัฐกลันตันด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมี อ.อับดุรรอห์มาน จะปะกิยา เป็นหัวหน้าทีม โครงการนี้ก่อนเริ่มต้น ดร.ดลวานะ เป็นคนให้ความมั่นใจว่า เราทำได้ดีแน่ๆ เพราะท่านสามารถนำเราเข้าถึงแหล่งข้อมูลสำคัญๆ ได้ เพราะสมาชิกแกนนำของพรรคบาสหลายท่านเป็นเพื่อนของท่านเอง ซึ่งสุดท้ายงานวิจัยนี้ได้รับคำชื่นชมมากทีเดียวครับ 

S7300068 Kl09

(ได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์มุขมนตรีของรัฐกลันตัน แถมได้อยู่บ้านพักรับรองแขกของรัฐ ตอนวิจัยที่กลันตันครับ)

ช่วงทำวิจัยที่กลันตันนี่แหละครับ อาการของโรคมะเร็งเริ่มแสดงอาการให้เห็น เพียงแต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าท่านเป็นอะไรครับ การลงพื้นที่ครั้งสุดท้าย ท่านเดินแทบไม่ไหวครับ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดทำงานร่วมกับทีมวิจัยครับ หลังจากกลับมาที่มหาวิทยาลัย ท่านก็เข้ารับการตรวจเช็ค ซึ่งตอนนั้นหมอวินิจฉัยว่า เป็นวัณโรค ผ่านไปสามเดือนครับ ถึงได้ข้อวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นมะเร็ง แต่ถึงแม้จะโดนโรคร้ายรังแก ผ่านคีโมครั้งที่สาม ท่านก็สู้ต่อครับ ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้องสร้างคุณค่าของตนเองเพื่อประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและสังคม ท่านใช้เวลาในการรวบรวมงานของท่านแล้วก็เสนอขอรับการพิจารณาตำแหน่งวิชาการครับ เพียงแต่ด้วยผลงานที่นำเสนอครับ ทำให้ผมในฐานะผู้ช่วยเลขานุการ กพว. ทำงานเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งครับ เพราะต้องใช้ผู้ประเมินจากต่างประเทศเท่านั้น หาจากประเทศไทยที่สามารถอ่านงานวิชาการที่เขียนด้วยภาษาอาหรับและมลายูในด้านนี้ยากครับ (จะว่าไม่มีเลยก็ได้ครับ เพราะถ้าอ่านงานภาษาอาหรับได้ก็อ่านภาษามลายูไม่ได้อีก อ่านมลายูได้ก็อ่านภาษาอาหรับไม่ได้อีก) กระบวนการจึงยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ประเมินฯ 

 

Edscf1132

 

บันทึกนี้ด้วยความอาลัยกับการจากไปของ ดร.ดลวานะ ตาเยะครับ ขออัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้กับท่าน และประทานความเมตตาให้กับท่านตลอดไป