ผมคิดว่า เราจะกลั่นกรองความรู้ได้ดี ก็ต้องมี “ต้นทุนความรู้” (body of knowledge) ของตนเองเก็บไว้ในสมอง ให้สามารถนำออกมาใช้ได้ ทั้งใช้โดยไม่ต้องคิด (intuition) และใช้โดยไตร่ตรองอย่างรอบคอบ (reflection)
ตามปกติคนแก่มีประสบการณ์มาก และจริงๆ แล้วมีความรู้มาก ทั้งความรู้เชิงทฤษฎี (explicit knowledge) และความรู้จากการปฏิบัติ (tacit knowledge) แต่ผมกลับเตือนตัวเองว่า ให้ระวังว่าส่วนใหญ่แล้ว ผมรู้ไม่จริง เพราะความรู้ของผมมันอาจจะเก่า กร่อน หรือรู้จริงเพียงบางส่วน อีกบางส่วนเป็นมายา ที่ผมเองนั่นแหละเป็นผู้สร้างขึ้น และอีกบางส่วนเป็นมายาที่คนอื่นเอามายัดเยียดให้ ผ่านทางการสื่อสารที่สะดวกมากในยุคข้อมูลข่าวสาร ด้วยความเขลา ผมก็เอามายึดถือเป็นตุเป็นตะ
ในยุคข้อมูลข่าวสาร เราค้นหาความรู้ได้โดยง่ายจากอินเทอร์เน็ต ยิ่งที่บ้านผมติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ก็สามารถไปนั่งตรงไหนก็ได้ในบริเวณบ้าน เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตผ่าน WIFI เป็นชีวิตที่สะดวกสบายมากในการเข้าถึงความรู้
แต่ความรู้ใน อินเทอร์เน็ต มันมีมายาติดอยู่ด้วย ความรู้บางชิ้นมันก็ผิด เก่า หรือกร่อน หรือเคลือบสิ่งปลอมปน เราต้องมีวิจารณญาณในการเลือกเชื่อเลือกใช้ความรู้นั้น ส่วนใหญ่แล้วผมเลือกเชื่อเพียงบางส่วน และพยายามค้นหาความรู้ที่มีแนวคิดที่แตกต่างออกไปด้วย คือได้ความรู้อะไรมาจาก อินเทอร์เน็ต ก็ไม่ปักใจเชื่อ หรือไม่เชื่อแบบสนิทใจ คือผมฝึก “กลั่นกรอง” ความรู้ที่ได้จากทุกแหล่ง ทุกทาง
ผมคิดว่า เราจะกลั่นกรองความรู้ได้ดี ก็ต้องมี “ต้นทุนความรู้” (body of knowledge) ของตนเองเก็บไว้ในสมอง ให้สามารถนำออกมาใช้ได้ ทั้งใช้โดยไม่ต้องคิด (intuition) และใช้โดยไตร่ตรองอย่างรอบคอบ (reflection)
แต่ที่สำคัญที่สุด ต้องมีกระบวนทัศน์ หรือความเชื่อ ว่าตนเองรู้ไม่จริง จึงจะเกิดนิสัยใฝ่รู้ รักการเรียนรู้ และรักการ “เคี้ยวเอื้อง” ประสบการณ์ เก็บเป็นต้นทุนสำรองความรู้
วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับการถาม Google คือถามคน หรือฟังจากคน ผมจึงหมั่นฝึกการฟัง และการถาม ซึ่งจะได้ความรู้ชนิดที่ผ่านการกลั่นกรอง หรือการตีความแล้ว ยิ่งถ้าได้ฟังจากผู้มีความคิดลึกซึ้ง และกว้างขวาง ผมก็จะได้เรียนรู้มาก สิ่งที่ผมอยากได้ คือความรู้แบบที่ผมคิดเองไม่เป็น กลั่นกรองสังเคราะห์อย่างไร ก็ไม่เหมือนได้ฟังหรืออ่านจากท่านนั้นๆ
นอกจากเรียนตัวความรู้จากต่างวิธีคิดแล้ว ผมยังหาทางฝึกฝนวิธีคิดแบบใหม่ๆ แปลกๆ ที่ผมไม่คุ้นเคยด้วย ซึ่งทำได้ยาก เพราะคนเรามักตกร่องเดิม ยึดติดแนวคิดเดิมโดยไม่รู้ตัว แต่ผมก็บอกตัวเองให้หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทุกเวลาที่มีโอกาส และทำตัวให้สนุกกับการเรียนรู้นี้ โดยเมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ผมได้รู้จัก Edward de Bono ได้รู้จัก Lateral Thinking, Creative Thinking, Six Thinking Hats จึงมีเครื่องมือให้ฝึก สนุกอย่าบอกใคร
ต่อมาผมก็ได้เรียนรู้ Systems Thinking และได้แอบเรียนจากการปฏิบัติจาก ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต, ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา, ศ. นพ. ประเวศ วะสี เป็นต้น หนังสือ Birth of the Chaordic Age โดย Dee Hock บอกว่า ความจริงมีเป็นชั้นๆ แบบชั้นหัวหอม ผมก็เอามาใช้ และขยายต่อว่า ในชีวิตจริงรอยต่อระหว่างชั้นมันไม่ชัดแบบชั้นหัวหอม จึงยากและสนุกกับ complexity ยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่ว่าจะฝึกฝนจนเก่งขึ้นแค่ไหน ผมก็พบว่า ตนเองเป็นคนรู้ไม่จริงอยู่เรื่อยไป การเขียนบันทึกใน Gotoknow จึงเป็นการฝึกฝนตนเองอย่างหนึ่ง
ขอบพระคุณประสบการณ์ของท่านอาจารย์ที่นำมาแบ่งปันครับ...
ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับสำหรับบทความและข้อคิดดีๆ นะครับ