โอวาทของท่านเหลี่ยวฝาน
พระอวิ๋นกุเถระกล่าวว่า อันคนธรรมดานั้น จิตใจยากจะสงบได้และความฟุ้งซ่านทำให้คนเราถูกผูกมัดด้วยอำนาจพลังบวกและพลังลบตามธรรมชาติ ทำให้ชีวิตต้องขึ้นต่อดวงชะตาราศี แต่คนที่ทำคุณงามความดีมาก ๆ เท่านั้นที่ชะตาราศีทำอะไรไม่ได้ โหราศาสตร์นั้นหยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก จึงใช้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้
เพราะคนดีนั้นถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้นแรงนักสามารถพลิกชะตาที่เลวร้ายให้กลับดีได้ คนจนก็สามารถกลับรวยได้ คนอายุสั้นก็กลับอายุยืนได้ ในทางตรงกันข้ามคนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตว่าจะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นใหญ่หลวงนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนความสุขเป็นความทุกข์ความมีลาภยศเป็นหมดลาภยศ ความอายุยืนก็กลายเป็นอายุสั้นได้เช่นกัน
พระอวิ๋นกุเถระกล่าวต่อไปอีกว่า ชะตาชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นเอง เมื่อต้องการอนาคตดีก็ต้องทำดี ในพระพุทธศาสนาท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดต้องการลาภยศ ย่อมได้ลาภยศ ผู้ใดต้องการบุตรธิดา ย่อมได้บุตรธิดา ผู้ใดต้องการอายุยืน ย่อมอายุยืน หากประกอบกรรมดี ย่อมสมปราถนาแล พระผู้มีพระภาคทรงตรัสไว้เช่นนี้
ความสุขความเจริญทั้งมวล เกิดขึ้นที่ใจก่อนทั้งสิ้น การแสวงหาใด ๆ ก็ตามต้องเริ่มต้นที่ใจก่อน ไม่เพียงแต่จะได้คุณธรรมความดีงามทางธรรมเท่านั้น ความสุขความเจริญ ลาภยศ ชื่อเสียงเงินทองอันเป็นความดีงามทางโลก ก็จะติดตามมาเอง เพราะฉะนั้น การแสวงหาแต่สิ่งที่ดีงามนั้น ย่อมได้สิ่งที่ดีงามตามปราถนา ในทำนองเดียวกันหากไม่สำรวจตัวเอง ไม่เริ่มต้นทำความดีจากตัวเราเอง กลับดิ้นรนคิดแสวงหาจากภายนอก ไม่เริ่มต้นทำความดีจากตัวเราเองกลับดิ้นรนคิดแสวงหาจากภายนอก แม้จะแสวงหามาได้ ก็เป็นเพียงได้ตามขะตากำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่ได้เพราะความดีของเรา เพราะการแสวงหาจากภายนอกนั้น อาจจะต้องใช้ความพยายามในทางที่ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ได้ด้วยเลห์ก็เอาด้วยกล แสวงหาด้วยแรงขับของกิเลสตัณหา จึงไม่ทันได้คำนึงถึงศีลธรรม เป็นการสูญเปล่าทั้งสองทาง ทางธรรมก็เสียหายทางโลกก็เสียหาย การแสวงหาจากภายนอกนั้นจึงไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
**************************
เนื้อความข้างบนผมคัดมาจากหนังสือ "โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน" แปลโดยคุณเจือจันทร์ อัชพรรณ เป็นการกล่าวถึงหลักคำสอนว่าด้วยกรรมของพระพุทธศาสนา ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า โชคชะตาราศีนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ หาใช่เทพบันดาล ฟ้าลิขิต หรือ ดวงดาวกำหนดไม่ พระพุทธศาสนาปฏิเสธความงมงายในโหราศาสตร์ แต่สอนให้คนเชื่อกฏแห่งกรรม และกฎแห่งกรรมนี้เองเป็นพื้นฐานของจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
ชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดให้ต้องตัดสินใจที่จะต้องทำกรรม ถ้าตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของกุศลจิตก็จัดเป็นกรรมดี ถ้าตัดสินใจบนพื้นฐานของอกุศลจิตก็จัดเป็นกรรมชั่ว การอยู่เฉย ๆ ไม่ตัดสินใจทำหน้าที่ก็เป็นโมหจิตจัดเป็นกรรมชั่ว ดังที่ฌอง ปอล ซาร์ต นักปรัชญาอัตถิภาวนิยม ชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มนุษย์ถูกบังคับให้ต้องตัดสินใจตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง
กฏแห่งกรรมของพระพุทธศาสนาตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจยตา ซึ่งเป็นกฏของธรรมชาติ เป็นกระบวนการแห่งธรรม โดยไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติใด ๆ คอยบงการอยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเอง โดยมีเจตจำนงของเราเป็นตัวตัดสิน ผลแห่งการกระทำจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับเจตนาของเราเองทั้งสิ้น เจตนาคือตัวกำหนดกรรมและผลของกรรม ซึ่งวิบากกรรมนี้เองจะเป็นตัวออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปตามเจตนาและกระทำกรรมของเรา สิ่งที่เราจะทำได้ในกระบวนการแห่งกรรมนี้มีเพียงประการเดียวคือการควบคุมเจตจำนงของเราให้ตั้งอยู่บนความดีงามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการจะทำได้อย่างนี้ก็ต้องเชื่อมโยงกับความมีสติ คือรู้สึกตัวทั่วพร้อมในการกระทำกรรมทุกอย่าง ต้องรักษาจิตและควบคุมเจตจำนงอยู่บนแนวทางแห่งกุศลและความบริสุทธิ์ เราก็จะสามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้
กฏแห่งกรรมจึงเป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า เป็นพื้นฐานของหลักจริยธรรมทั้งหมดของพุทธศาสนา แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในกฏแห่งกรรม กัมมสัทธา หรือ ความเชื่อในกฏแห่งกรรมจะเป็นพลังผลักดันให้เรามุ่งมั่นสร้างความดีงามอย่างไม่ท้อถอยและไม่หวั่นไหว จงมีความศรัทธาในกฏแห่งกรรมแล้วเราจะเอาชนะความชั่วร้ายทั้งมวลได้ จงเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว