Archidendron jiringa Nielsen
ชื่อพ้อง : Pithecellobium lobatum Benth.,
P. jirniga (Jack) Prain ex King
วงศ์ : Fabaceae
ชื่ออื่นๆ : ขาวแดง คะเนียง ชะเนียง ชะเอียง เจ็งโกล ตานิงิน เนียง เนียงใหญ่ เนียงนก ผักหละต้น พะเนียง มะเนียง มะเนียงหย่อง ยิริงหรือยือริง ยินิกิง หย่อง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เนียงเป็นไม้ ต้นขนาดกลาง สูง 10-15 ม. เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่ ดอกสีขาว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ ผลเป็นฝักแบนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน คล้ายรูปเกือกม้า ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือน้ำตาลอมม่วง เมล็ดมีลักษณะ คล้ายเมล็ดถั่ว 2 ฝาจริงๆ แล้วลูกเนียงหรือเมล็ดเนียง เป็นผักที่ นิยมรับประทานกัน โดยเฉพาะทางภาคใต้ของไทย เรา ซึ่งนิยมรับประทานเป็นผักสด ใช้ลูกอ่อนปอก เปลือกจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานร่วมกับอาหารรส เผ็ด หรือบริโภคลูกเนียงเพาะ (นำลูกเนียงไปเพาะในฟางจนต้นอ่อนงอก) ลูกเนียงดอง หรือทำให้สุก โดยต้มหรือย่าง ลูกเนียงนับเป็นผักที่มีคุณค่าทาง อาหาร คือ มีโปรตีน 7.9 กรัม % คาร์โบไฮเดรท 36.2 กรัม % ไขมัน 0.2 กรัม % วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี กรดโฟลิค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และมี กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด โดย ทั่วไปคนส่วนมากรับประทานลูกเนียงแล้วมักไม่เกิด อาการผิดปกติใดๆ มีบางคนเท่านั้นที่รับประทานลูก เนียงแล้วเกิดอาการพิษ แม้แต่ในสัตว์ทดลองก็ให้ผล ผลแตกต่างกัน เช่น ในรายงานการวิจัยของ มงคล โมกขะสมิต ให้สุนัขกินลูกเนียงดิบ 8-9 ลูก/วัน พบ ว่าสุนัขมีปริมาณปัสสาวะ 24 ชม. ลดลงเล็กน้อย และไม่มีความเป็นพิษต่อไตของสุนัขเลย
อาการเป็นพิษที่พบ
มักเกิดอาการภายใน 2-14 ชม. ภายหลังรับประทาน เริ่มด้วยมีอาการปวดตามบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะลำบาก ปวดปัสสาวะมาก บางรายไม่มีปัสสาวะ (anuria) ปัสสาวะขุ่นข้น บางคราวปัสสาวะเป็นเลือด บางรายมีอาการปวดท้องแบบ colic ปวดท้องน้อย และปวดหลัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง
จากรายงานการศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียงของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ กรอกสารละลายของลูกเนียงที่สกัดด้วย 70 % เอทานอล ความเข้มข้น 100 ก./100 ซีซี (มีกรดเจ็งโคลิคประมาณ 5 มก./ซีซี) ในหนูถีบจักร 22 ตัวๆละ 1 ซีซี หนูขาว 9 ตัวๆละ 6 ซีซี และลิงวอก 5 ตัวๆละ 15 ซีซี พบว่าปริมาณปัสสาวะในสัตว์ทดลองทั้ง 3 ชนิดลดลง ปัสสาวะขุ่นข้น มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว epithelial cell , albumin และ amorphous particles เพิ่มขึ้นกว่าปกติ ความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะของลิงลดลง ปัสสาวะของหนูถีบจักรตัวหนึ่งมีผลึกรูปเข็มจำนวนมากในวันที่ 3 ภายหลังได้สารสกัด ผลการตรวจชิ้นเนื้อในสัตว์ทดลอง พบว่าเกิด acute tubular necrosis และมีบางส่วนของ glomeruli cell necrosis ร่วมด้วย และมีผู้ศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียง พบว่าเป็นพิษต่อไต
การรักษา
ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ส่วนใหญ่ใช้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
1. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อจะได้ละลายผลึกที่ตกค้าง และขับออกมาทางท่อปัสสาวะ
2. รักษาตามอาการ ถ้าปวดมากให้ยาคลายกล้ามเนื้อ
3. ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง โดยให้รับประทานโซดามินต์ หรือให้ NaHCO3 ทางหลอดเลือด เพราะผลึกของกรดเจ็งโคลิคละลายได้ดีในสารละลายที่เป็นด่าง นพ. ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ ได้สรุปรายงานการรักษาว่า ถ้าใช้การรับประทานแต่โซดามินต์อย่างเดียวจะไม่สะดวก เพราะต้องรับประทานในขนาด 32 มก./วัน จึงจะเปลี่ยน pH ของปัสสาวะตามต้องการได้ ดังนั้นอาจให้ NaHCO3 100 มล. ทางหลอดเลือด และโซดามินต์ทางปาก 3 เม็ด 4 เวลา มักได้ผลภายในเวลาประมาณ 4-12 ชม.
4. ตรวจ BUN และ Creatinine เพื่อประกอบการพิจารณาทำ dialysis ถ้าจำเป็น
5. การพิจารณาทำ plain KUB และ IVP ควรพิจารณาเป็นรายๆไป
การให้ยาขับปัสสาวะ นพ.ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ รายงานว่าไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องประโยชน์ เนื่องจากทดลองในผู้ป่วย 2 ราย โดยให้ lasix ทางหลอดเลือด 20-80 มก. พบว่าทำให้ปวดหลังมากขึ้น และจากการที่กรดเจ็งโคลิคทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในไต การให้ lasix อาจเป็นผลเสียมากกว่าดี
การลดพิษของลูกเนียง
1. การลดพิษแบบชาวบ้าน ทำง่ายๆ 2 วิธี คือ
1.1 เอาลูกเนียงมาผ่าแล้วแผ่เป็นแผ่นบางๆ ตากแดดก่อนรับประทาน
1.2 เอาลูกเนียงฝังทรายจนกระทั่งมีหน่อ ตัดหน่อทิ้งแล้วจึงรับประทาน
2. จากการศึกษาของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ พบว่า ต้มลูกเนียงในน้ำ หรือ 5 % HCl หรือ 5 % NaHCO3 (โซเดียมไบคาร์บอเนต) นาน 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 30-32 % ถ้าต้มต่อไปใน 5 % NaHCO3 อีก 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 14 %
ดังนั้น ผู้ที่จะรับประทานลูกเนียง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีอาการพิษมาก่อนก็ตาม ถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะทำการลดพิษของลูกเนียงลงก่อนที่จะรับประทาน
ชื่อวิทยาศาสตร