แทนที่จะฟังอย่าง “Deep Listening” กลายเป็นการฟังแบบ “Critical Thinking” ไป
            ความรู้ “Tacit” เป็นความรู้ “เฉพาะกิจ” เป็นความรู้ที่ติดอยู่กับบริบท (Context) ลำพังตัวมันเอง (Content) นั้นแทบจะไม่มีความหมายอะไร แทบจะใช้อะไรไม่ได้(ถ้าเอาบริบททิ้งไป) ไม่เหมือนกับความรู้ที่เป็น “Explicit” ที่ถูกทำให้เห็น (เข้าใจได้) ชัดเจน ผ่านกระบวนการวิเคราะห์สังเคราะห์ (วิจัย) เรียกได้ว่าถูก “Generalize” มาแล้ว จนได้เป็นองค์ความรู้ (Content) ที่ไม่มีบริบท (Context) อยู่ในนั้น
            ประเด็นสำคัญที่ผมอยากเน้นก็คือ “การแชร์ Tacit ไม่ใช่ การแชร์ความคิด” หากเข้าใจตรงนี้ผิด เอา “ความคิด” ไปแชร์กัน อาจจะทะเลาะกัน ผิดใจกันมากยิ่งขึ้นก็ได้ จะเห็นได้ว่ารูปแบบการทำ KM ที่ สคส. ใช้นั้น เราจะเน้นกันที่การแชร์ Tacit เพราะองค์กรส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำในส่วนนี้ และที่สำคัญการแชร์ Tacit ไม่ทำให้คนบาดหมางหรือผิดใจกัน เพราะ Case ของใครของมัน เราก็แค่เล่า “Best Practice” ของเราให้เขาฟัง และเรื่องที่เล่าก็เป็นเรื่องที่จบ (สำเร็จ) ไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว
            แต่จากที่ร่วมกระบวนการมาพบว่าผู้ฟังส่วนใหญ่ยัง “ทำใจไม่ได้” แม้แต่การฟังเรื่องที่จบ (เป็นอดีต) ไปแล้ว ก็อดที่จะ Comment ไม่ได้ ในที่สุดก็ “แชร์ความคิด” ของตัวเองออกไป ทำให้ “คุณภาพการฟัง” นั้นเสียไป คือแทนที่จะฟังอย่าง “Deep Listening” ก็กลายเป็นฟังแบบ “Critical Thinking” คือฟังไปคิดวิเคราะห์ไป ไม่ได้ฟังอย่างทั้งหมด เป็นการฟังแบบจับจด ฟังแบบทิ้งบริบท เพราะพยายามจะสังเคราะห์สรุปความ
            หากถามผมว่าทักษะอะไรสำคัญที่สุดในการทำ KM หากเป็นเรื่องการแชร์ Tacit ผมคิดว่าเรื่องการฟัง เป็นการฟังอย่างมีสติรู้ตัวนี่แหละครับ สำคัญที่สุด ตอนนี้ผมกระจ่างแล้วล่ะครับว่าทำไมเขาถึงเอาเรื่องการฟังไว้เป็นตัวแรกของ “หัวใจนักปราชญ์” หรือ “สุ-จิ-ปุ-ลิ” ที่เราคุ้นเคย