อัตตมานึกในใจอยู่แล้ว ไม่อยากให้คุณไหว้อัตตมาเลยเดี่ยวคนเข้าใจผิดว่าคุณไหว้พระ คุณเสร็จแน่ๆ

           ผมคิดว่าตั้งแต่ผมเข้ามาอาศัยที่นี่ หลายๆท่านคงทราบแล้วละว่าผมเป็นมุสลิม ด้วยเพราะว่า "เบดูอิน" ก็น่าจะบอกว่าไอ้ตาคนนี้ แขกแหงๆ แต่มีข้อสงสัยหนึ่งที่ว่า แล้วมันไปคบกับพระได้ไงหว่า??

          ขอทำความเข้าใจกับคำว่า "แขก" ก่อน มุสลิมบางคนโกรธมากถ้าใครเรียกเขาว่าแขก เถียงฉอดๆ(เหมือนพอลลี่ลูกสาวผม) "แกมาเรียกฉันว่าแขกได้ไงฉันไม่ได้ขายผ้าซักหน่อย" จริงๆแล้ว หากเราลบคำว่าแขกออกไป มุสลิมในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยหายไปเลย ยุคนั้นเขาเรียกคนที่เข้ามจากตะวันออกกลาง ไล่ตั้งแต่อินเดียไปเลยว่า "แขก" เรียกพวกตะวันตกว่า พวกฝรั่ง ส่วนคนจีนก็เรียก "เจ็ก" เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มีปัญหาอะไรหากถูกใครเรียกแขก แต่ประเด็นก็คือ ผมเป็นคนไทย ตกลงคำว่า "แขก" ท่านจะให้ความหมายว่าอะไร ระหว่าง คนที่นับถือศาสนาอิสลาม คนอินเดีย ฯลฯ แต่ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ชาติไทย แขกคือคนมุสลิม

          ส่วนคนที่นับถือศาสนา"อิสลาม"เราเรียกว่า"มุสลิม" ไทยที่นับถือศาสนาอิสลามเราก็เรียกว่าไทยมุสลิม หรือใครจะเรียกว่า "แขกไทยมุสลิมอิสลาม"(เวียนหัว)ก็ตามใจ ฮา...

          ผมชอบพูดชอบคุยกับพระและเรื่องศาสนากับทุกคน ทั้งๆที่ผมถูกหลายๆคนบอกผมเป็นคนเคร่งศาสนา แต่ผมว่าน่าจะใช้คำว่า "เข้าใจศาสนา" มากกว่า ผมเข้าใจว่าท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)สอนว่าต้องให้เกียรติกับนักบวชในศาสนาต่างๆ บางครั้งพวกเรายังนอบน้อมต่อคนที่โกงกินบ้านเมือง คนที่ค้ายาเสพติด ทำไมละ พระสงฆ์ ไม่ได้ทำผิดทำชั่วสักหน่อย เราจะให้เกียรติกันไม่ได้

          ผมคบกับเพื่อนที่มิใช่เป็นมุสลิม นั่งคุยกันเพื่อนดื่มเหล้า ผมดื่มน้ำ เพื่อบอกว่า "แกนี่เคร่งมากตั้งแต่คบกับมาชวนดื่มเหล้าอย่างไรมันก็ไม่ยอมดื่ม แต่คุยสนุกเหมือนคนเมาเหล้า" อ้าว..เป็นงี่ได้ไง ??

          ทำไมผมถึงคบกับคนที่นับถือศาสนาต่างกันได้อย่างลงตัว ก็เพราะว่า ผมไม่เคยดูถูก(จริงๆน่าจะเรียกว่าดูผิดมากกว่า ฮา)ในสิ่งที่ท่านนับถือหรือปฏิบัติเลย เช่น ในเรื่องอาหาร ผมไม่เคยดูถูกเรื่องหมู เพราะผมถือว่าเป็นอาหารของท่าน แต่ผมไม่ทาน ก็ไม่ทาน

          ในเรื่องความเชื่อผมมักพูดเสมอๆว่า มันต่างกัน จะบอกว่าเหมือนกันไม่ได้ จะให้เหมือนกันก็ไม่ได้ เวลาคุยเรื่องศาสนาอย่ามาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนกัน คนละศาสนาจะเหมือนกันได้อย่างไร แต่ถ้ามีอะไรคล้ายๆกันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

          ผมเชื่อว่า "พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.)เป็นพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)เป็นรอซูล(ศาสดา-ผู้นำสาสน์)ของพระองค์ ท่านเชื่อในพระเยซู หรือท่านเชื่อในความเป็นศาสดาของพระพุทธเจ้า นั้นเป็นความเชื่อ

          อันความเชื่อจะบังคับกันไม่ได้ จะให้เหมือนกันก็ไม่ได้ เราต้องยอมรับในความต่างอย่างเคารพให้เกียรติกัน ผมว่าจะคุยกันกี่แสนครั้ง กี่ล้านครั้ง ก็ไม่มีวันทะเลาะกันได้

          ที่สำคัญเราต้องเรียนรู้ข้อจำกัดซึ่งกันและกัน เราถึงจะเข้าใจกัน เช่นถ้าท่านรู้ว่าผมทานอะไรไม่ได้ ท่านก็ไม่ต้องนำสิ่งนั้นมาให้ผมทานก็เท่านี้ แต่ถ้าให้ดีท่านก็ต้องเรียนรู้ว่าอาหาร "ฮาล้าล"(อาหารที่อนุมัติให้ทานได้)เป็นอย่างไรบ้าง ท่านถึงจะเข้าใจว่า "อ้อ..มุสลิมไม่ได้ไม่ทานหมูอย่างเดียวนี่หว่า..มีอย่างอื่นด้วย" หากท่านเข้าใจอย่างนี้ คำว่ามุสลิมนี่มากเรื่องจริงๆ จะไม่ออกมาจากปากท่านแน่นอน

          ผมมักย้ำเสมอๆว่าศาสนาอิสลามมีกฎเรื่อง "มุรตัด"(ตกศาสนา)อยู่ด้วย มุสลิมจึงระวังมาก การเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวนั้นหมายความว่า จะเชื่ออะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉะนั้นมุสลิมจะยกมือไหว้อะไรทั่วๆไปนั้น มุสลิมจึงต้องระมัดระวัง

          ผมจึงบอกกับพระกิตติศักดิ์ว่า ผมไม่ยกมือไหว้ท่าน อย่าว่าผมนะ ดูท่านตอบผมนะครับ "อัตตมานึกในใจอยู่แล้ว ไม่อยากให้คุณไหว้อัตตมาเลยเดี่ยวคนเข้าใจผิดว่าคุณไหว้พระ คุณเสร็จแน่ๆ" นี่คือความเข้าใจอย่างแท้จริง

          มาฟังผมตอบท่านนะครับ(แต่ต่างเวลากัน) "สวัสดีครับท่าน" วันนี้ผมสวัสดีท่านแล้วนะ ท่านหัวเราะแล้วถามผมว่า "คุณไม่กลัวใครว่าคุณหรือ" ผมตอบว่า เมื่อสักครู่ผมเพิ่งยกมือสวัสดีนักการเมืองมา ไม่รู้ว่ากินบ้านกินเมืองหรือไม่ หรือเป็นเจ้ามือหวยเถื่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเห็นยกแก้วเหล้าดื่ม โดยประจักษ์แล้วเขาชั่วกว่าท่านมากเหลือเกิน ผมยังยกมือสวัสดีเขาเลย" ท่านตอบผมว่า คุณนะคุณ

          นี่หากท่านไม่ใช่พระผมคงโดนเตะไปแล้วละครับ