ทำให้นึกถึงกับดักอีกด้าน

คือนำเอา tacit แต่ไปเรียกเป็น explicit นั่นคือ "ของที่ต้องมีบริบท (จึงจะมีความหมาย) เอาไป generalize ว่าใช้ได้เป็นสากลแบบไร้บริบท" ก็เจ๊งได้พอๆกัน (หรืออาจจะมากกว่า เพราะอะไรที่เป็น explicit มันจะง่ายที่จะ lecture หรือ copy แบบบะหมี่สำเร็จรูป ใส่น้ำร้อนก็ใช้ได้ทันที

balance scorecard ที่กำเนิดมาสายธุรกิจ ก็เคยมี motto ว่า "Only measurable that is improvable" ของที่วัดได้เท่านั้นที่เราจะพัฒนาได้ ในที่นี้ยอดปิรามิดของ business model จะเป็นอะไรที่จับต้องได้ เพราะ stake-holders ทุกคนลงทุนเพราะอยากจะได้ "ทุนและกำไร" คืน ถ้าพวก non-profit organization เอาไปใช้ดื้อๆ ก็จะเริ่มปั่นป่วนมากมาย เพราะ values ที่องค์กรไม่แสวงหากำไรตั้งมาเพื่อนั้น มักจะมี values ที่เป็นนามธรรม ที่ "วัด" ยากเอามากๆหรือวัดไม่ได้ ยอดปิรามิดแบบเดิมที่ Finance อยู่บนสุด ต้องขยับหรือ modified (ตามบริบท) หันมาเอา Customer ย้ายไปอยู่บนสุด องค์กรสาธารณประโยชน์ทำเพื่อคนทั่วๆไปแล้ว รัฐ หรือ donation ก็จะมาหา มาสนับสนุน Finance เองทีหลัง

สะท้อนตรงที่อาจารย์ประพนธ์เขียนมา ผมยังคิดว่า ถ้าเราได้ฝึก listen ดีๆ และพอจะควบคุมตนเองไม่ไป react ปุ๊บปั๊บกับสิ่งที่ได้ยิน การสะท้อนความคิดและความรู้สึกของเราลงไป ก็สามารถเกิดประโยชน์ได้ ไม่ได้เสียไปซะทีเดียว คือ เพิ่มมิติ เพิ่มทางเลี้ยว เพิ่มโจทย์ความน่าจะเป็น เข้าไปในเรื่องเล่านั้นๆอีก เรื่องเล่าที่เล่ามา อาจจะกลายเป็นเรีื่องเล่าที่มีหลาย endings (อย่างหนังภาพยนต์บางเรื่อง ที่ directors สองจิตสองใจ จะจบยังไงดี รักพี่เสียดายน้อง ก็เลยทำออกมาสองสาม versions ไป)

แต่ให้สะท้อนพอให้ทราบว่า หรือให้ "ฉุกคิด" ว่า แล้วถ้าเลี่้ยวไปทางนี้ล่ะ จะเป็นไง? ไม่ใช่สะท้อนแล้วลากยาว จะให้จบหรือลงเอย หรือเฉลยของชั้นให้ได้

และที่น่าสนใจก็คือ ยิ่งหากไม่ใช่สะท้อนความคิดเท่านั้น แต่เป็น "คิดผสมรู้สึก" คือ logic + emotion ยิ่งมัน ยิ่งสนุก แสดงว่ามีอารมณ์ร่วม ถ้ายั้งม้าริมหน้าผา คือ เกิดรู้สึกร่วมแต่ยังมีสติ ไม่ได้จมดิ่งลงไป เรื่องราวนี้จะย่ิง humanized มากขึ้นไปอีก

My two cents