ช่วงวันที่ ๒๕ – ๒๗  สิงหาคม ๒๕๔๘  สคส. ร่วมกับ สพบ.  หรือ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา  จัดตลาดนัดความรู้  "ครูเพื่อศิษย์  :  ประสบการณ์ความสำเร็จเพื่อเด็กไทยวัยใส  (ฝ่าวิกฤติวัยรุ่น)  ที่โรงแรมรอยัล ซิตี้  ปิ่นเกล้า  กรุงเทพฯ  โดยมีกลุ่มครู/อาจารย์กว่า ๖๐  คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ภายใต้หัวปลาที่ว่า  ประสบการณ์ความสำเร็จเพื่อเด็กไทยวัยใส (ฝ่าวิกฤติวัยรุ่น) 
          โดยตลาดนัดครั้งนี้  ได้ใช้เครื่องมือด้านการจัดการความรู้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้คือ การเล่าเรื่อง,  การสกัดขุมความรู้,  การทำตารางแห่งอิสรภาพ,  การใช้ประโยชน์จากชุดเครื่องมือธารปัญญาและบันไดแลกเปลี่ยนเรียนรู้, Peer Assist, AAR และ มีการแนะนำการใช้ Blog ให้กับผู้เข้าร่วมด้วย  และจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สามารถสรุป "แก่นความรู้" ของครู/อาจารย์เพื่อศิษย์วัยใส (ฝ่าวิกฤติวัยรุ่น)  ได้  ๕  แก่นความรู้  คือ  ๑. การมีธรรมนูญโรงเรียน  ๒. การใช้กิจกรรม (เชิงพฤติกรรม)  ๓.  การใช้กิจกรรม (เชิงกระบวนการ)  ๔. การมีระบบดูแล  ๕.  การใช้เครือข่าย  
           ซึ่งผลของการจัดตลาดนัดครั้งนี้  นับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร  มีเรื่องเล่าหรือความรู้ที่เป็นประสบการณ์ความสำเร็จของครูอาจารย์ในการแก้ไขปัญหาให้กับเด็กนักเรียนวัยรุ่นของตนได้ที่น่าสนใจหลายเรื่องทีเดียว  ซึ่งคาดว่า ครู/อาจารย์ที่เข้าร่วมได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จร่วมกัน และสามารถนำไปปรับใช้กับโรงเรียนหรือบริบทของตนเองได้ดีเช่นกัน 
           โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ  การที่ สพบ.  สามารถเฟ้นหาและคัดกรองโรงเรียนหรือครู  ซึ่งเป็น  “คุณกิจ”  ตัวจริง ที่มีเรื่องเล่าและประสบการณ์ที่ตรงกับหัวปลาได้เป็นอย่างดี  และ สพบ. มีการเตรียมงานที่พร้อมสมบูรณ์  ส่วนผู้เข้าร่วมมีความสนใจในกระบวนการจัดการความรู้อย่างมาก  โดยได้เสนอแนะให้แต่ละโรงเรียนนำกลับไปปรับใช้ในโรงเรียนของตนเองและขยายเป็นเครือข่ายชุมชนครูเพื่อศิษย์  พร้อมทั้งนำเสนอขุมความรู้ต่างๆ  ขึ้น Blog  หรือใช้เครื่องมือ IT  อื่นๆ   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันและสร้างเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (CoP)  ต่อไป
            สำหรับข้อสังเกตที่ได้เรียนรู้จากการเป็นวิทยากรนำกระบวนการจัดการความรู้ของผู้เขียน คือ  ได้เรียนรู้ถึงการทำหน้าที่วิทยากรเพื่อนำกระบวนการจัดการความรู้  หรือนำกระบวนการจัดตลาดนัดความรู้เช่นนี้ว่า  จะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมงาน  เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด  “หัวปลา”  ให้ชัดเจน  ต้องเป็นหัวปลาที่ไม่กว้างจนเกินไป    และเป็นหัวปลาร่วมที่ผู้เข้าร่วมสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ Share  ประสบการณ์ร่วมกันได้   ส่วนการเตรียม  “คุณกิจ”   ก็จะมีความสำคัญมาก  หากสามารถคัดกรอง “คุณกิจ”  ที่มีเรื่องเล่าหรือประสบการณ์ที่ตรงกับหัวปลาได้  จะทำให้การแลกเปลี่ยนรู้ไประโยชน์และเกิดบรรยากาศที่ดีได้  สำหรับ “คุณอำนวย”  และ  “คุณลิขิต”  ก็ต้องมีการเตรียมบทบาทและทำความเข้าใจเป็นอย่างดี  เรื่องสถานที่และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ  มีความจำเป็นเช่นกัน  เพราะจะเป็นตัวช่วยทำให้กระบวนการตลาดนัดความรู้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น   ที่สำคัญตัววิทยาการจะต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี   ต้องศึกษา”หัวปลา” ,  กลุ่มผู้เข้าร่วม,  เนื้อหาที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  ซึ่งต้องรู้ในส่วนเนื้อหาบ้าง  ไม่ใช่รู้แต่เพียงกระบวนการเท่านั้น  รวมทั้งต้องทำหน้าที่อธิบายถึงขั้นตอนหรือกระบวนการ, ลักษณะและความสำคัญของเครื่องมือแต่ละชนิด  และต้องมีการสรุปประเด็นให้ชัดเจนในแต่ละช่วงของกระบวนการที่ดี  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงๆ  และต้องมีทักษะหรือ “ลูกเล่น”  ในการโน้มน้าวชักจูงใจให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เกร็งและไม่ตึงเครียดจนเกินไป  ที่สำคัญต้องมี “สติ”  และวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี  เพราะเมื่ออยู่ในช่วงตลาดนัดความรู้จริงๆ  จะมีปัญหาและอุปสรรคหรือคำถามต่างๆ   จากผู้เข้าร่วมมากมาย  ซึ่งเราจะต้องหาคำตอบและหาวิธีการตอบคำถามนั้นๆ  ให้ดีและเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น 
             ส่วนสิ่งที่ผู้เขียนในฐานะที่เป็นวิทยากรนำกระบวนการอยากเห็นหรือต้องการให้เกิดผลที่ต่อเนื่องจากตลาดนัด คือ ต้องการเห็นครูอาจารย์แต่ละคนหรือโรงเรียนแต่ละแห่งที่เข้าร่วมตลาดนัดความรู้ในครั้งนี้   จะสามารถนำกระบวนการหรือวิธีการจัดการความรู้นี้ ไปปรับใช้ในโรงเรียนหรือบริบทของตนเองและขยายผลในวงกว้างต่อไปได้  โดยเฉพาะหากสามารถเชื่อมโยงระหว่างพ่อแม่,  ผู้ปกครอง, ครูอาจารย์, ผู้บริหารโรงเรียน, นักกิจกรรม,นักพัฒนา, องค์กรพัฒนาเอกชน, นักวิชาการ, นักวิจัย  ฯลฯ  ได้จะยิ่งดีมาก  และหากครูหรืออาจารย์ได้ลดบทบาทลง โดยทำหน้าที่เป็น  “คุณอำนวย”  และยกบทบาทสำคัญนี้ให้แก่เด็กนักเรียน  คือ  ให้เด็กวัยรุ่นเหล่านั้น  คิดและดำเนินการแก้ไขปัญหาในลักษณะ  “เพื่อนช่วยเพื่อน”  หรือ  “พี่ช่วยน้อง”    ให้เด็กนักเรียนที่ผ่านมรสุมชีวิตวิกฤติวัยรุ่นมาแล้ว ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้, เล่าประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียนรุ่นน้องได้รับฟัง  ถ้าทำได้เช่นนี้  สังคมไทยจะได้ความรู้เชิงปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาหรือการป้องกันวิกฤติเด็กวัยรุ่นที่ตรงเป้าและได้ผลดีทีเดียว  ซึ่งที่สำคัญ ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ   โดยต้องมีการทบทวน และนำความรู้ที่ได้รับเหล่านั้น ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง  แล้วบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไปเรื่อยๆ  ไม่มีวันจบ จึงจะเรียกได้ว่า เป็นการจัดการความรู้ที่แท้จริง
          ทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่า  เป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งของการทำหน้าที่วิทยากรหลักด้านการจัดการความรู้ครั้งแรกในชีวิตของผู้เขียน  ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้ เพื่อปรับปรุงพัฒนาเทคนิควิธีการในการเป็นวิทยากรนำกระบวนการจัดการความรู้ต่อไปอย่างไม่รู้จบเช่นกัน