การพัฒนาการเกษตร

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีพลเมืองที่เป็นเกษตรกรประมาณ60%ของพลเมืองทั้งหมด ตั้งแต่เด็กๆเราเคยได้ยินคำว่า"เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจด้วยการเกษตร" จนปัจจุบันเรามีอายุกว่า50ปี การเกษตรของไทยยังก้าวหน้าไปได้ไม่ไกลนัก ยังไม่เห็นเรืองอำนาจแต่อย่างไร และที่สำคัญเกษตรกรไทยยังเป็นกระดูกสันหลังของชาติเหมือนเดิมแต่เป็นกระดูกที่กำลังผุ น่าสงสารและเวทนา ทุกท่านเคยได้ยินรัฐบาลประกันราคาข้าว แต่ชาวนาไม่เคยขายข้าวตามราคาประกัน ชาวไร่มันสำปะหลังถูกเพลี้ยแป้งทำลายเสียหายเป็นจำนวนมาก คิดเสียว่าเป็นเคราะห์กรรมของชาวไร่ผู้นั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมปี52 ผมได้ส่งแก้วมังกรไปขายที่ประเทศฝรั่งเศส ทางประเทศคู่ค้าได้ตำหนิสินค้าว่าไม่พึงประสงค์จึงได้งดคำสั่งซื้อแก้วมังกรตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาแก้ไข ต้องทำใจคิดเสียว่าเป็นเคราะห์กรรมของผู้ปลูก ผมคิดว่าการพัฒนาการเกษตรของไทยควรเริ่มพัฒนาตามหัวข้อ 4 ข้อดังนี้ 1.เกษตรกร 2.ผู้ให้ความรู้การเกษตร 3.ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร 4.องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้อง

1. เกษตรกร ตัวเกษตรกรต้องมีความกระตือรือร้น หมั่นหาความรู้ใส่ตัวเอง เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆให้ทันสมัย เรียนรู้ด้านการเกษตรและธุรกิจการเกษตร ควรมีการจัดตั้งกลุ่มมีแกนนำในพืชที่ปลูก เช่นกลุ่มผู้ปลูกแก้วมังกร เพื่อมีการแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆภายในกลุ่มและภายนอกกลุ่ม เพื่อง่ายต่อการติดต่อกับหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อมวลสมาชิก ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเกษตรกรทำตาม จะได้เกษตรกรที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความรู้ในด้านการผลิตรวมถึงความรู้ด้านธุรกิจเกษตร รู้ช่วงเวลาในการผลิตและช่วงเวลาขายที่ได้ราคาดีที่สุดทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศด้วย

2. ผู้ให้ความรู้การเกษตร หมายถึง ครู อาจารย์ พนักงานของบริษัทห้างฯร้านต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และปราชญ์แขนงต่างๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นมันสมองชั้นเลิศที่จะป้อนความรู้ต่างๆให้แก่เกษตรกรตามความถนัดของแต่ละบุคคล ความรู้ที่ป้อนให้ควรเป็นเรื่องที่นำไปใช้ได้จริง ทันต่อเหตุการณ์และทันสมัย ง่ายต่อการใช้หรือประยุกต์ใช้ งานวิจัยควรเน้นเรื่องความต้องการของเกษตรกร สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างสิ่งใหม่ๆเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก ควรมีการสมาคมระหว่างบุคคลเหล่านั้นเพื่อแก้ปัญหาต่างๆอย่างบูรณาการ