ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาเดียวกัน เกิดขึ้นในยุคพระเวท เมื่อแรกเกิดนั้นเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ ต่อเมื่อพ.ศ.700 เป็นต้นมา จึงได้เรียกว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่บางคนเรียกสั้นๆว่าศาสนาฮินดู
ศาสดา
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
ไม่มีศาสดาจริงจังเหมือนศาสนาอื่น แต่มีหัวหน้าลัทธิหรือผู้แต่งตำรา
ทำหน้าที่คล้ายศาสดา มีดังนี้
1. วยาสะ
ท่านผู้นี้เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงคัมภีร์พระเวท คัมภีร์อิติหาสะ
และคัมภีร์
ปุราณะ
2.
วาลฆีกิ เป็นฤษีผู้แต่งมหากาพย์รามายณะ
ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด แต่
ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเล็กพวกชาวนาได้นำไปเลี้ยงไว้
3. โคตมะหรือเคาตมะ ผู้ตั้งลัทธินยายะ
เกิดประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ.
4. กณาทะ ผู้ตั้งลัทธิไวฌศษิกะ
เกิดประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.
5. กปิละ ผู้ตั้งลัทธิสางขยะ
เกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ.
6. ปตัญชลิ ผู้ตั้งลัทธิโยคะ
เกิดในสมัยศตวรรษที่ 3 หรือ 4 ก่อน ค.ศ.
7. ไชมินิ ผู้ตั้งลัทธิมีมางสา
หรือปูรวมีมางสา เกิดระหว่างศตวรรษที่ 6-2 ก่อน ค.ศ.
8. มนู หรือ มนุ
ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์ เกิดในศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ.
9. พาทรายณะ ผู้ตั้งลัทธิเวทานตะ หรือ
อุตรมีมางสา มีผู้กล่าวว่าเป็นคนเดียว
กับวยาสะ
เกิดระหว่างศตวรรษที่ 6-2 ก่อน ค.ศ.
10. จารวากะ ผู้ตั้งลัทธิโลกายนะ
หรือวัตถุนิยม ไม่มีประวัติแน่นอน
11. ศังกราจารย์ ผู้แต่งอรรถกถา
หรือคำอธิบายลัทธิเวทานตะ เกิดระหว่างปี
ค.ศ. 788-820
และเป็นผู้ตั้งลัทธิอไทวตะ หรือเอกนิยม คือ นิยมพระเจ้าองค์เดียว
12. นาถมุนี
เป็นผู้นำคนแรกของลัทธิไวษณวะ อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 824-924
13. รามานุชาจารย์
ถือว่าเป็นคนสำคัญยิ่งของลัทธิไวษณวะ และเจ้าของปรัชญา
วิศิษฏาทไวตะ เกิดปี ค.ศ. 1027
14. มัธวาจารย์
เป็นผู้นำท่านหนึ่งแห่งลัทธิไวษณวะ และเจ้าของปรัชญาทไวตะ
หรือ
ทวินิยม อยู่ในช่วงระหว่าง 1199-1277
15. ลกุลีศะ
(สมัยของท่านนี้ยังไม่แน่นอน) เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งนิกายไศวะ
ฝ่ายใต้ผู้ตั้งนิกายปศุปตะ
16. วสุคุปตะ
เป็นผู้ตั้งลัทธิไศวะฝ่ายเหนือหรือที่เรียกว่า
กาษปีรไศวะ(อยู่ระหว่าง
ศตวรรษที่
9 แห่ง ค.ศ.)
17. รามโมหัน รอย
เป็นผู้ตั้งพรหมสมาช(สมาคม) อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1774-1833
18. สวามีทะยานัน สรัสวดี
เป็นผู้ตั้งอารยสมาช อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1824-1833
19. รามกฤษณะ
เป็นผู้นำทางความรู้และทางปฏิบัติ เป็นผู้จัดให้มีกระบวนการ
รามกฤษณะมิชชัน แม้ท่านจะไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่สวามีวิเวกานันทะ สรัสวดี ก็ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องอนุสรณ์ถึงท่าน อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1836-1886
หลักธรรม
หลักธรรมคำสอนสำคัญของศาสนาพราหมณ์
- ฮินดู มีอยู่ 3 ข้อ ต่อไปนี้
1. อาศรม หมายถึง
ขั้นตอนการดำเนินชีวิตของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็นพราหมณ์วัยต่างๆ
โดยกำหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งชาวงของการไว้ชีวิตไว้ 4 ตอน ตอนละ
25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม(วัย) อาศรมทั้ง 4 ช่วง
มีดังนี้
อาศรมที่
1 (ปฐมวัย) เรียกว่า พรหมจรยอาศรม เริ่มตั้งแต่อายุ 8-25 ปี
ผู้เข้าสู่อาศรมนี้เรียกว่า
พรหมจารี
อาศรมที่
2 (มัชฌิมวัย) เรียกว่า "คฤหัสถาศรม" อยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี
อาศรมที่
3 (ปัจฉิมวัย) เรียกว่า "วานปรัสถาศรม" อยู่ในช่วงอายุ 50-75 ปี
อาศรมที่
4 คือ สันยัสตาศรม อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป สำหรับ
ผู้ปรารถนาความหลุดพ้น(โมกษะ) จะออกบวชเป็น "สันยาสี" เมื่อ
บวชแล้วจะสึกไม่ได้
2. ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งที่ยิ่งใหญ่
อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ได้แก่ "พรหม"
ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะดังนี้
2.1
เกิดขึ้นเอง
2.2
เป็นนามธรรม สิงสถิตอยู่ในสิ่งทั้งหลาย
และเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
2.3
เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวง
2.4
สรรพสิ่งล้วนแยกออกมาจากพรหม
2.5
เป็นตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว
2.6
เป็นผู้ประทานญาณ ความคิด และความสันติ
2.7
เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสภาพเดิมตลอดกาล
วิญญาณทั้งหมดเป็นส่วนที่แยกออกมาจากปรมาตมัน
วิญญาณย่อยเหล่านี้เมื่อแยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติ ในชีวิตรูปแบบต่างๆ
เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง
ตามแต่พรหมจะลิขิต
3. โมกษะ ถือว่าเป็นหลักความดีสูงสุด
ดังคำสอนของศาสนาฮินดูสอนว่า
"ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว
ผู้นั้นย่อมพ้นจากสังสาระการเวียนว่าย ตาย เกิด
และจะไม่ปฏิสนธิอีก"
คัมภีร์
คัมภีร์พระเวท มี 3 คัมภีร์
เรียกว่า "ไตรเวท" คือ
1. ฤคเวท
เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดสดุดีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
บรรดาเทพเจ้าที่ปรากฎในฤคเวทสัมหิตามีจำนวน 33 องค์ ทั้ง 33 องค์
ได้จัดแบ่งตามลักษณะของที่อยู่เป็น 3 กลุ่ม คือ
เทพเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ เทพเจ้าที่อยู่ในอากาศ
และเทพเจ้าที่อยู่ในโลกมนุษย์ มีจำนวนกลุ่มละ 11 องค์
2. ยชุรเวท
เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยสูตรสำหรับใช้ในการประกอบยัญพิธียชุรเวทสัมหิตา
แบ่งออกเป็น 2 แขนง คือ
ก.
ศุกลชุรเวท หรือ ยชุรเวทขาว ได้แก่ ยชุรเวทที่บรรจุมนต์
หรือคำสวดและสูตรที่ต้องสวด
ข.
กฤษณยชุรเวท หรือ ยชุรเวทดำ ได้แก่
ยชุรเวทที่บรรจุมนต์และคำแนะนำเกี่ยวกับการประกอบยัญพิธีบวงสรวง
ตลอดทั้งคำอธิบายในการประกอบพิธีอีกด้วย
3. สามเวท
เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทประพันธ์อันเป็นบทสวดขับร้อง
บทสวดในสามเวทสัมหิตามีจำนวน 1,549 บท ในจำนวนนี้มีเพียง 75 บท
ที่มิได้ปรากฏในฤคเวท
ส่วนอถรวเวท หรือที่เรียกกันว่า
อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ที่เกิดขึ้นภายหลัง
เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือคาถาต่างๆ
สัญลักษณ์
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
ใช้เครื่องหมายอักษรเทวนาครี เขียนว่า "โอม"
เป็นสัญลักษณ์ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทั้ง 3 คือ อักษร อุ หมายถึง พระวิษณุ
หรือพระนารายณ์ อะ หมายถึง พระศิวะ หรือพระอิศวร มะ หมายถึง พระพรหม
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตรีมูรติ
เนื่องจากศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม สัญลักษณ์ในศาสนาจึงเป็นการสื่อถึงเทพต่างๆ
นอกจากจะมีสัญลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว
ยังนิยมสร้างสัญลักษณะและเครื่องหมายไว้บนหน้าผาก
หรือส่วนอื่นๆของร่างกาย นิกายไวษณพ ซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์
ทำเครื่องหมายอักษรโอม ไว้บนหน้าผาก เหนือระหว่างคิ้ว ส่วนนิกายไศวะ
ที่นับถือพระศิวะ ทำเครื่องหมายเส้นตรง 3 เส้น ซ้อนกัน
ไว้บนหน้าผากเครื่องหมายนี้ทำด้วยกระแจะจันทร์บ้าง
ผงหรือขี้เถ้าวิเศษบ้าง สีขาวก็มี สีแดงก็มี เรียกว่า สีหาสันทน์
แปลว่า ที่นั่งของสีหะคือมหาเทพที่ตนนับถือ
พิธีกรรม
ข้อปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์
- ฮินดู
มีทั้งที่เป็นส่วนเฉพาะและส่วนรวมต้องประพฤติปฏิบัติตามกฏประเพณีที่ทำไว้สำหรับวรรณะของตนนั้น
แบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ
1. กฎสำหรับวรรณะ ที่เกี่ยวกับการแต่งงาน
อาหารการกิน อาชีพ และเคหสถานที่อยู่
2. พิธีประจำวัน
ชาวฮินดูต้องทำพิธีกรรมประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ การทำพิธีต้องอาศัย
พราหมณ์
นักบวชเป็นผู้ทำเรียกว่า พิธีสังสการ เป็นพิธีประจำบ้านมี 12
ประการ
3. พิธีศราทธ์ ได้แก่
พิธีของผู้มีศรัทธาคือมีใจเชื่อมั่นเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่บิดา
มารดา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในเดือน 10 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม
15 ค่ำ การทำบุญอุทิศนั้น
เรียกอีกอย่างว่า ทำบิณฑะ
4. บูชาเทวดา
การทำพิธีบูชานี้ต่างกันไปตามวรรณะ ถ้าวรรณะสูงพอจะกำหนดลง
ได้ เช่น สวดมนต์ภาวนา อาบน้ำชำระกายและสังเวยคงคาทุกวัน พิธีสมโภชน์
ถือศีลในวันศักดิ์สิทธิ์และไปนมัสการบำเพ็ญกุศลในเทวาลัย ถ้าวรรณะต่ำก็มี
พิธีผิดแผกแตกต่างกันออกไป
นิกาย
1. นิกายไวษณพ
เชื่อในการอวตารของพระนารายณ์ว่า พระนารายณ์อวตาร 24 ครั้ง
เพื่อช่วยมนุษย์โลกในคราวทุกข์เข็ญนิกายนี้เคารพบูชาพระรามพระกฤษณะรวมทั้งหณุมาน
และพระพุทธเจ้าโดยอ้างว่าเป็นอวตารปางที่ 9 ของพระนารายณ์
นิกายนี้ไม่เน้นพิธีกรรมเรียกตนเองว่าศาสนาฮินดูเคารพบูชาเทพเจ้าต่างๆและถือคตินิยมสร้างเทวรูปไว้บูชาแบบพหุนิยม
2. นิกายไศวะ
เชื่อในพระศิวะและมีความหวังว่าในอนาคตพระศิวะจะอวตารลงมาเป็นบุรุษชื่อลกุลิศะ
เพื่อโปรดปรานมนุษย์และสอนมนุษย์ถึงวิธีเข้าถึงพระศิวะ
นิกายนี้ประพฤติตนตามแบบลัทธิอัตตกิลมถานุโยค
ใช้ขี้เถ้าทาตามร่างกายและทำเครื่องหมายที่หน้าผากด้วยขีด 3 ขีด
เรียกสีหาสันทร์
ยุคก่อนพระเวท
แนวความคิดและความเชื่อถือมีลักษณะเป็นวิณญาณนิยม(Animism)คือถือและเข้าใจว่ามีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสิ่งที่ตนนับถือ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ใหญ่ และภูเขา เป็นต้น วิญญาณเหล่านี้สามารถให้คุณหรือให้โทษมนุษย์ได้ จึงมีพิธีเซ่นสรวงเพื่อเอาอกเกาใจไม่ให้บันดาลสิ่งที่มีโทษหรือภัยพิบัติแก่มนุษย์ เวลาผ่านไปวิญญาณดังกล่าวได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทพเจ้า การบูชาใช้เดือดสัตว์ เนื้อสัตว์ ขนมนมเนย ใส่เข้าไปในกองไฟเพราะถือว่าไฟเป็นฑูตของเทพเจ้า การบูชาแบบนี้นอกจากจะแลเห็นสิ่งที่บูชามอดไหม้ในทำนองว่าพระเจ้าได้เสพแล้ว ควันไฟที่ลอยขึ้นไปสู่เบื้องบนยังถือว่าจะเป็นการสื่อสารให้เทพเจ้าในสรวงสวรรค์ได้รับทราบการกระทำของตน
ยุคพระเวท
ยุคพระเวท เป็นยุคที่พวกอารยันอพยพมาจากใจกลางดินแดนของทวีปเอเชีย อพยพเข้ามา ตั้งภูมิลำเนาในลุ่มแม่น้ำสินธุ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบันนี้ ได้แก่ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของประเทศปากีสถาน พวกอารยันนั้น ตามนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นพวกผิวขาวที่เดิมมี ภูมิลำเนาอยู่ทางแถบทะเลสาบแคสเปี้ยน ระหว่างยุโรปกับเอเซีย เมื่อมีความขัดสนมีการเปลี่ยนแปลงทางดินฟ้าอากาศเกิดขึ้น พวกอารยันจึงได้แบ่งแยกสาขาอพยพไปหาแหล่งทำมาหากินใหม่ อันเป็น ต้นตอของบรรพบุรุษชนชาติโรมัน ชนชาติกรีกในยุโรป และเป็นต้นตอของพวกอียิปต์ในอาฟริกาเหนือ ในยุคพระเวท พวกอารยันซึ่งเป็นพวกผิวขาวได้เดินทางมาจากตอนใต้ของรัสเซีย เข้ามาขับไล่พวกดราวิเดียน ซึ่งเป็นพวกผิวดำและเป็นชนพื้นเมืองของอินเดีย พวกดราวิเดียนบางพวกหนีไปอยู่ศรีลังกา บางพวกก็ได้สืบเชื้อสายผสมผสานเผ่าพันธุ์กับพวกอารยันกลายเป็นคนอินเดียในปัจจุบัน คนอารยันถือพระอาทิตย์ ส่วนชนพื้นเมืองเดิมบูชาและนับถือไฟ พวกอารยันเห็นว่าความเชื่อของตนเข้ากันได้กับความเชื่อของพวกดราวิเดียน จึงได้พยายามเผยแพร่ความเชื่อของตนโดยชี้ให้เห็นว่า ดวงไฟที่ยิ่งใหญ่นั้นคือดวงพระอาทิตย์ จึงควรนับถือพระอาทิตย์ซึ่งเป็นที่มาของไฟทั้งปวงในโลกมนุษย์ โดยวิธีนี้ทำให้แนวคิดทางศาสนาของชนพื้นเมืองเดิมกับพวกอารยัน ผสมผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นศาสนาพราหมณ์ขึ้น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแบ่งออกเป็น 3 ยุคคือ
1. ยุคพระเวท 1000-100 ปีก่อนพุทธกาล
2. ยุคพราหมณ์ 100 ปีก่อนพุทธกาลถึง พ.ศ.700
3. ยุคฮินดู 700 ปีเป็นต้นมา
แผนผังแสดงการพัฒนาทางด้านแนวความคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู |
|||||
|
ยุคก่อนพระเวท |
ยุคพระเวท |
อติเทวนิยม(Henotheism)
|
ยุคพราหมณ์ |
เอกนิยม(Monism) |
ยุคฮินดู |
|
วิญญาณนิยม(Animism) |
พหุเทวนิยม (Polytheism)
|
เอกเทวนิยม (Monotheism) |
พหุเทวนิยม (Polytheism) |
||
ยุคพระเวทพัฒนามาจากแนวความคิดแบบวิญญาณนิยมเป็นพหุเทวนิยม(Polytheism) ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าที่สำคัญในยุคพระเวทมี 4 องค์ และถือเป็นพระเจ้ารุ่นแรกสุดของยุคพระเวท คือ
พระสาวิตรี เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ เนื่องจากพวกอารยันนับถือพระอาทิตย์มาก่อน
พระวรุณ เทพเจ้าแห่งฝน
พระอินทร์ เทพเจ้าผู้สร้างโลก เพราะพวกอารยันมองเห็นความจำเป็นที่โลกจะต้องมีผู้สร้าง พระอาทิตย์จึงเกิดขึ้น
พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย เป็นผู้ปกครองชีวิตในปรโลกหลังจากมนุษย์ตายไปแล้ว
ยุคพระเวทได้เกิดคัมภีร์ทางศาสนาเรียกว่าคัมภีร์พระเวท เรียกว่าไตรเพท คือฤคเวท ยชุรเวท และสามเวทหรืออถรรพเวท
1. ฤคเวท(Rigaveda) เป็นคัมภีร์ที่ประกอบขึ้นด้วยคำฉันท์ ซึ่งเป็นบทร้อยกรองสำหรับใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้าต่างๆ เช่น พระวรุณ พระสาวิตรี พระสูรยะ พระอุษา และพระวิษณุ เป็นต้น
2. ยชุรเวท(Yajurveda) เป็นคำร้อยแก้ว ว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและพิธีบวงสรวงต่างๆ เช่น ประกอบยัญพิธี การบูชายัญประเภทต่างๆ ต้องมีพระหรือผู้ทำพิธี 4 พวกคือ
* พรหมาหรือพราหมณ์ * อุทคาตา
* โหต * อัธวารยุ
3. สามเวท(Samveda) เป็นร้อยกรองประเภทคำฉันท์ที่มีความไพเราะมาก ใช้ประกอบดนตรีสำหรับขับกล่อมเทพเจ้า
4. อถรรพเวทหรืออถรเวท(Athavveda) เป็นพระเวทที่เกิดขึ้นหลังสุด และเป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนต์ นำสวัสดิมงคลมาสู่ตน และเพื่อใช้ทำลายศัตรู
เรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในยุคพระเวท คือการแบ่งบุคคลออกเป็น 4 ประเภทเรียกว่าวรรณะ คำว่าวรรณะแปลว่าสีผิว สันนิษฐานว่าการแบ่งชนชั้นในระยะแรกๆถือตามสีผิว คือดราวิเดียน ผิวดำ ส่วนอารยันผิวขาว
วรรณะพราหมณ์ มีหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า สั่งสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชนทุกวรรณะ ศึกษาจดจำและสืบต่อคัมภีร์พระเวท และเป็นปุโรหิตให้แก่กษัตริย์ถือเป็นวรรณะสูงสุดในสังคมเพราะเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้เป็นเจ้า
วรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมืองและทำศึกสงครามขยายเขตแดน เชื่อว่าเกิดจากพระพาหา(แขน)ของพระผู้เป็นเจ้า
วรรณะแพศย์ เป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคม ได้แก่พ่อค้า ประชาชนเกษตรกรเชื่อว่าเกิดจากพระโสณิ(ตะโพก)ของพระผู้เป็นเจ้า
วรรณะศูทร เป็นวรรณะของพวกกรรมกรผู้ทำงานรับจ้างแบกหามหรือให้บริการแก่วรรณะอื่นๆ เชื่อว่าเกิดจากพระบาทของพระผู้เป็นเจ้า
อติเทวนิยม(Henotheism)
ความคิดและความเชื่อที่เชื่อมต่อระหว่างแนวคิดแบบพหุเทวนิยมและเอกเทวนิยม เป็นความคิดและความเชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เพียงพระองค์เดียว มักใช้เวลาประกอบพิธีบูชายัญเท่านั้น
ยุคพราหมณ์
เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในความคิดทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูคือความเชื่อถือแบบอติเทวนิยม ซึ่งพัฒนามาจากความเชื่อแบบพหุเทวนิยม ได้เปลี่ยนมาเป็นความเชื่อแบบเอกเทวนิยมอย่างเต็มที่ ยกย่องว่าพระพรหมเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายเพียงพระองค์เดียว
เอกเทวนิยมพัฒนาไปเป็นเอกนิยม คือนับถือพระเจ้าองค์เดียว เกิดจากสาเหตุ 4 ประการคือ
1. เกิดจากความเบื่อหน่ายในเทพเจ้า คนอินเดียเกิดความรู้สึกว่าเทพเจ้านั้นก็ไม่ผิดอะไรกับมนุษย์ยังมีความโลภ มัวเมาในอำนาจ
2. พวกพราหมณ์มั่งคั่งร่ำรวยมากขึ้นก็มีโอกาสหาอำนาจมากขึ้น การได้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์ต้องการเป็นใหญ่เหนือเทพเจ้า พราหมณ์ยกย่องตนเองว่า”สากลจักรวาลย่อมอยู่ในอำนาจของเทวดา เทวดาย่อมอยู่ในอำนาจของมนต์ ส่วนมนต์นั้นย่อมอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ เพราะฉะนั้นพราหมณ์จึงเป็นเทวดาของเรา”
3. พวกพราหมณ์เองเริ่มสงสัยเรื่องศาสนาของตนที่มีลัทธิพิธี ซึ่งวางเป็นข้อกำหนดไว้มากมายและซับซ้อนจนเกินความพอดี เกิดความสงสัยว่าการประกอบพิธีกรรมตามที่มีวางกำหนดไว้มากมายจะได้ผลจริงหรือไม่
4. การที่เทพเจ้ามีตัวตนเหนือมนุษย์ก็เท่ากับถูกจำกัดด้วยสถานที่และเวลา(Space and Time)เท่ากับเป็นสิ่งที่มีขอบเขตจำกัด แต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ไม่ควรจะถูกจำกัดด้วยสถานที่และเวลา ควรจะเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
ที่มา : 1. ศาสนาเปรียบเทียบ รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม
2. ศาสนาเบื้องต้น ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
3. สิบเอ็ดศาสนาของโลก พล.อ.ต.ประทีป สาวาโย
4. จริยศาสตร์ วศิน อินทสระ
ขอขอบคุณอ.จริยา พรจำเริญ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐมที่ให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์แก่นักเรียนในกลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ในการเรียนการสอนรายวิชา ศาสนศึกษา ส 31101