
จากการที่ผมได้เปิดบันทึก "เรียน ดู รู้ เล่น ผจญภัยในโลกกว้างกับนักการทูต" ใน G2K มาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีนักเรียน นักศึกษาหลายคนติดต่อสอบถามถึงการจะเป็นนักการทูต ต้องเริ่มอย่างไร เรียนอย่างไร จนถึงจะทำอย่างไรจึงจะเป็นนักการทูตได้ และต่อมาบันทึกส่วนหนึ่งของผม ได้ถูกนำไปทำเป็นอี-บุ๊ค ซึ่งหลายคนได้โหลดและอ่านแล้วนั้น
บัดนี้ โอกาสมาถึงแล้ว ใครที่อยากจะเป็นนักการทูต ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนด ได้เวลาแข่งขันกับตนเองและผู้อื่นแล้วครับ โดยการร่วมสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศประจำปี 2553 แล้วครับ
สนใจอ่านรายละเอียดจากที่นี่ http://www.mfa.go.th/internet/news/35420.pdf
ทั้งนี้ เปิดรับสมัครจนถึง 30 มิถุนายน 2553 นะครับ
สำหรับคนที่สนใจเรื่องของนักการทูต ก็สามารถหาอ่านได้จากบันทึกของผมที่มีอยู่ด้วยกันหลายบันทึก โดยดูได้จากปุ่มเมนูสารบัญ http://gotoknow.org/blog/poldejw/toc
ไหนๆ ก็เสนอเรื่องนี้แล้ว ขอให้คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจงานการทูต (อย่างไม่เป็นทางการ ในแบบบล๊อคเกอร์ G2K และถือเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)
1.ต้องการเป็นข้าราชการของแผ่นดิน ที่มีความภูมิใจในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
2.ต้องการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยการทำงานในหน้าที่นักการทูตไทยซึ่งจะเป็นการทำงานทั้งในประเทศไทยและการออกไปประจำการในต่างประเทศ
3.สนใจกิจการระหว่างประเทศรอบด้าน(นักอ่าน นักคิด นักพูดและนักฟัง) และต้องการปฏิสัมพันธ์และแข่งขันกับ "นักการทูต"ของต่างประเทศและรู้ทันต่างประเทศ
4.ภาษาต่างประเทศ คืออังกฤษอยู่ในระดับ "ดี"และภาษาต่างประเทศอื่นๆ เป็นตัวเสริม(หากมี)
5.เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง และมั่นใจว่าเก่งและดีพอ
6.มีความรู้คู่คุณธรรมประจำใจ
ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ(ข้อเขียน) ผมมองว่าเป็นการทดสอบทางวิชาการที่เป็นมาตรฐานสูง เปิดกว้างให้แสดงความคิดเห็นมาก จึงขอแนะนำให้มีความกล้าแสดงความคิดเห็นและแข่งขันกันอย่างเต็มที่
โชคดีครับ
ปล.อยากจะฝากครับว่าหากสมาชิก G2K ท่านใดมีคนรู้จักหรือญาติที่น่าจะมีคุณสมบัติหรือสนใจอยากจะรับราชการเป็นนักการทูต ก็ขอความกรุณาแนะนำบอกต่อไปด้วยครับ
สวัสดีค่ะท่านเอกฯ มาทายทัก แบบสบายๆ ส่งความเย็น ชุ่มฉ่ำ จากอันดามัน ไปยังฝั่งอินเดียนะคะท่าน ด้วยระลึกถึงค่ะ
คุณ poo ครับ
รับความเย็นชื่นใจจากฝั่งทะเลอันดามันครับ
ขอเชิญไปสนทนาธรรมกันที่นี่ครับ
http://gotoknow.org/blog/peaceful-means/363744
เจริญสุขครับ
ท่านเอกฯ ค่ะ ขอร่วมแสดงความยินดี กับบันทึกเรียน ดู รู้ เล่น ฯ ครบรอบ ๓ ปี ด้วยนะคะ จะติดตามข่าวคราวฝั่งพุทธภูมิ เรื่อยๆ ค่ะ
มีคนชอบบอกว่าน้าจ้ามีลิ้นนักการทูต ฮ่า ฮ่า...เอาไปเป็นคุณสมบัติในการสมัครงานได้ไหมคะ? lol..
น้าจ้า
ดีใจครับที่เข้ามาทักทายกันใน G2K
กระทรวงการต่างประเทศยังต้องการคนรุ่นใหม่ เข้ามาเป้นนักการทูต...รุ่นใหม่ อีกงาหนึ่งที่จะช่วยประเทศชาติครับ
มีลิ้นทองนั้น ถือว่าได้เปรียบครับ จำเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนได้ไหมครับ ขุนช้างพูดเก่ง ลิ้นยิ่งกว่าทอง จนนางวันทองใจอ่อน
ความจริงแล้ว การพูดเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในการสื่อสารครับ มนุษยฺเรา ได้ใช้ความเป้นนักการทูตในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว นั่นคือพูดเพื่อประโยชน์ของตนเอง พูดเพื่อครอบครัว ชุมชน จนถึงพูดเพื่อประเทศหรือพูดเพื่อโลก
ผมถือว่า น้าจ้าก็เป็นทูตในภาคประชาชนอยุ่แล้วครับ เผยแพร่ความเป็นไทยในต่างแดน ถือว่าได้ช่วยประเทศชาติแล้วครับ
ขอบคุณนะครับ
ถูกต้องเลยค่ะ คำพูดนี่สำคัญที่สุด พูดไปแล้วต่อให้มีเงินเท่าไรก็ซื้อคืนไม่ได้...
น้าจ้าดีใจที่ได้พบคุณพลเดชค่ะ ขอขอบคุณค่ะ
ปล. บางครั้งน้าจ้าติดจะพูดตลกก็ให้อภัยกันด้วย เพราะโดยปกติจะไม่เป็นคนโกรธง่าย อารมณ์ดีและใจดีเป็นที่สุด ฮ่า ฮ่า โฆษณาเกี่ยวกับตัวเอง.
น้าจ้าครับ
อารมณ์ดีและใจดีถือเป็นยาวิเศษที่ทำให้ไม่แก่ครับ
โชคดีมากครับ
ความจริงแล้ว หากมีเวลา ก็อยากจะรบกวนน้าจ้าเล่าเรื่องชีวิตในต่างแดนเพื่อเป็นความรู้แก่คนทั่วไป
เอาที่อยากเล่าน่ะครับ มีสิ่งดีๆ ในสังคมที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมไทยมากไหมครับ อยากรู้
คุณพลเดชค่ะ
ขอน้าจ้าคิดดูก่อนนะคะ เพราะตอนนี้ติดอ่านหนังสือมากกว่าการเขียนหนังสือ
เมื่อ 30ปีกว่าๆที่แล้ว ตอนที่ไปเรียนที่อเมริกาใหม่ๆ น้าจ้าก็เคยเขียนเรื่องสั้นลงในหนังสือ ดิฉัน กับ ลลนา (ตอนนี้ไม่มีแล้ว) ตอนนั้นก็สนุกที่จะเขียน แต่พอได้งานทำที่ธนาคาร น้าจ้าก็ทุ่มเทชีวิตให้กับงานและต่อมาก็ครอบครัว แล้วมาค้นพบของตัวเองว่า ชอบอ่านหนังสือมากกว่าการเขียนหนังสือ เหตุผลเพราะ..
ข้อหนึ่ง....จะคิดว่าผู้อ่านเขารู้แล้ว ไม่ต้องไปบรรยายอะไรมากมาย แค่เหตุผลข้อหนึ่งก็จบแล้วค่ะ เป็นนักเขียนที่ดีไม่ได้ อิอิ. แม้กระทั้งเป็นนักเล่าเรื่อง ก็เล่าเรื่องให้คนอื่นฟังไม่ได้ เพราะอย่างเหตุผลข้างต้น.
ข้อสอง..มีคนไทยอยู่ที่อเมริกาเยอะแยะ จะกลายเป็น เอามะพร้าวห้าว ไปขายสวน.
ข้อสาม..ไม่มี เพราะแค่นี้ก็คิดไม่ออกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า....
ต้องขอขอบคุณ คุณพลเดชที่อยากจะรบกวนน้าจ้าเรื่องนี้ แต่แค่อ่านเหตุผลข้อหนึ่ง คุณพลเดชคงจะได้คำตอบว่า อิอิ..คงจะรบกวนน้าจ้าไม่ได้แน่.
น้าจ้าครับ
แค่น้าจ้าตอบก็รู้สึกว่าได้อ่านเรื่องดีๆ แล้วครับ เรามีอะไรคล้ายๆ กันครับ
ผมชอบอ่านมากกว่าเขียน ชอบขีดเขียน(วาดภาพ)มากกว่าการอ่าน
ข้อหนึ่ง..ผมก็เป็นครับ คิดแบบนี้มาตลอด จึงเริ่มต้นงานเขียนค่อนข้างช้ามาก แต่พอมีลูกก็ได้ใช้เป็นจุดที่สอนให้ลูกๆ รู้จักอ่านและเล่าเรื่องไปด้วยกันซึ่งเป้นการพัฒนาการที่ดี
ข้อสอง ก็จริงครับและก็มีคนเขียนเรื่องเล่าหลายคน แต่ก็อย่างว่านะครับ เหมือนอาหารไทย ทานที่ร้านไหน ก็อร่อยทั้งนั้น อยู่ต่างแดนพอกลับไปเมืองไทยทีไร แหม ตระเวณทานอาหารแทบจะทุกถนน
ข้อสาม ขนาดเขียนว่าคิดไม่ออก ก็ยังน่าอ่านครับ
ก็สนทนากันแบบนี้ละครับ ถือว่าได้อ่านเรื่องดีๆ ของกันและกันแล้ว รวมทั้งกัลยาณมิตรอีกมากมายก็พลอยได้อ่านการสนทนาของเราด้วย
แหม เช้าวันเสาร์ มีความสุขจังนะครับ
ด้วยความปรารถนาดีครับ
นู๋เพิ่งเข้ามาดูค่ะ จิงๆๆแล้วอาชีพนี้นู๋ฝันมาตลอด (ไม่เคยบอกใคร เพราะเป็นอาชีพสำหรับคนชั้นสูง )ในความรุสึกนะคะ ชื่นชมนักการทูตทุกคนมาตลอดค่ะไม่ว่าจะไทยรึเทศทุกคนถือว่ามีความสามารถเกินมนุษย์ทั่วไป นี่เป็นความรุสึกส่วนตัวนะคะ ในชีวิตนึงขอได้ทำงานในสถานทูตแค่นี้ก้อไม่เสียชาติเกิดแร้ว สักวันนึงหวังว่าคงจะมีชื่อนู๋ไปตกที่บอร์ดของสถานทูตใดสถานทูตนึง....สาธุ
แร้วจะต่อโทสาขารัยดีอ่ะคะ่ที่ตรงงานเรย หลังไมล์ก็ได้นะคะจะเป็นพระคุณอย่างสูง
หนูจะจ้าครับ
ถ้าจะให้ตรงที่สุดก็ต้องเรียนปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ แต่ไม่ว่าจะจบโทหรือเอก ก็ต้องสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศครับ
ซึ่งกระทรวงฯ จะเปิดรับสมัครเป็นระยะๆ
คนเราถ้าตั้งใจจริงแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอนครับ
ขอให้โชคดีและสมปรารถนาครับ
ขอบพระคุณ มากเลยค่ะ ที่มาเล่าสู่กันฟัง เป็นประโยชน์มากค่ะ แต่ปี 53 นี้
มีเวลาเตรียมตัวกันน้อยมากเลยค่ะ เพราะจากเวลาที่เปิดรับสมัคร จนกระทั่งวันสอบ
เทียบกับเนื้อหาที่สอบ นี่ถือว่าสุดยอดจังเลยค่ะ โดยส่วนตัวก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่ทุกวันค่ะ
เพียงแต่ไม่ได้ใช้ในทุกทักษะ และไม่ได้เรียนจบจากต่างประเทศ เลยไม่ค่อยมั่นใจในภาษาของตัวเองเลย
แต่ก็จะพยายาม ให้มากที่สุดจนถึงวันสอบไปก่อน จะพยามตั้งโจทย์เอง และลองเขียนเรียงความเองดู
เพราะเราก็น่าจะพอรู้ๆ โจทย์ว่าเค้าน่าจะถามอะไรบ้าง พอไปเขียนส่วนเรียงความ มันจะได้ไม่เสียเวลาคิดนาน
ฝึกสมองไปด้วย เพราะการเขียน ยิ่งเรียงความด้วยแล้ว ขนาดเป็นภาษาไทยก็ยังยากเลย 100 คน จะเขียน
เรียงความดีสักกี่คน ...ก็เลยว่า จะทำวิธีนี้ดู พยามตั้งโจทย?หลายๆแนว ลองเขียนเอง ตอบเอง
ส่วนการแปลคงไม่น่าจะเกินความสามารถ
อาชีพนี้ไม่ถึงกับเป็นอาชีพในฝัน ความจริงแล้ว ความฝันคือ อยากเป็นอาจารย์สอนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งก้คงจะต้อง
มาหาทุนเรียนปริญญาเอกกันอีก เลยต้องเตรียมตัวไว้ตลอดเวลา แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าบางที
ความฝันอาจไม่ได้ดังใจเราเท่าใดนัก ก็พอเบนความฝันของตัวเองมาบ้าง ว่า อยากทำงานอะไรก้ได้ที่มีดี มีเกียรติ
ได้แสดงความสามารถของตัวเองเต็มที่ ไม่ใคร่อยากทำงานแบบเครื่องจักรเหมือนหน่วยงานราชการต่างๆเท่าใดนัก แต่ไม่ได้มองราชการ ในแง่ลบนะคะ ฉะนั้นคำตอบที่ได้มันก็เลยมาลงที่นอกจากกระทรวงศึกษา แล้ว ยังมีกระทรวงการต่างประเทศอีกกระทรวง
ที่ข้อสอบก็ขั้นเทพ ขั้นตอนการคัดเลือกก็ขั้นเทพ และยังเป็นงานที่ท้าทายอีกด้วย และบางท่านยังแนะนำว่า ถ้าเรายังอยากขอทุนเรียนต่อ ก็สามารถทำได้อีกด้วย โหๆๆๆ.... เริ่มใจขึ้นมาเป็นกองแล้วค่ะ แต่ยังแป้วอีกอย่าง คือ เราจะสู้คนที่เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ไหมหนอ ...ภาษาอังกฤษก็เยอะซะด้วย แต่ก็เอาก็เอาละ...คงได้เปรียบเราก็ส่วนภาค ข. การเขียน
การแปลเท่านั้นล่ะน่า ภาษาอังกฤษอีก 100 ข้อนั่น คงไม่เกินความสามารถเรา เพราะแกรมมาและ reading เราแน่ปึ้ก ตามไสตล์การเรียนแบบไทยๆ ...
สองปัญหาผ่านไป ใจก็ยังแป้วอยู่ตรง เอ๊ะ เปิดอ่านในกระทู้ต่างๆทำไมเค้าพูดเรื่องเส้นสายกันมากนักนะ แต่ในใจ เนื่องจากผ่านประสบการณ์การเจอเส้นสายมาตลอดชีวิต เพราะเป็นเพียงลูกชาวนาคนนึง ก็สอนให้เข้าใจว่า ไอ้ที่ว่าเขาเส้น เขาอาจจะเก่งจริงๆก้ได้ เพราะ ถ้าเป็นลูกหลานนักการทูตเดิมด้วยแล้ว ความรู้ ความสามารถเค้าคงไม่ด้อยสักเท่าไหร่หรอก ...และก็มีพี่ใจดีมาตอบให้หายข้องใจ อีกว่า ...ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ลูกหลานคนมีชื่อเสียง และลูกหลานนักการทูตเท่านั้นที่สอบเข้าได้ ที่ผ่านมา ก็มีอย่างละเท่าๆกันนะคะ และข้อสอบไม่ได้เขียนชื่อลงไปที่ตัวข้อสอบ จึงไม่รู้ใครเป็นใครแน่ๆ และพี่เค้าก็เป็นอีก 1 คน ที่ไม่ใช้เส้นสาย และไม่ใช่ลูกคนใหญ่คนโต ....เอาล่ะสิ ใจขึ้นมาเป็นกองอีกแล้ว ....หลังจากศึกษาอะไรต่างๆมามากพอแล้ว ก้เริ่มอ่าน โหลดจากเว็บไซต์มั่ง อ่านหนังสือพิมพ์มั่ง ต่างๆนานาๆ อย่างตั้งใจมากขึ้นค่ะ ...เพราะถ้าเราจะทำอะไรแล้ว มีอะไรมาทอนกำลังใจเรามากๆ เราก็จะไม่มีความพยายาม และระบบการสอบ การคัดเลือก เส้นสาย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเลยนะคะ ที่จะบั่นทอนความตั้งใจ และความะพยายามของคนที่อยากจะเข้ามาทำหน้าที่การงานตรงนั้นจริงๆ
ยาวมากเลยอยากแชร์ให้ฟังค่ะ .....ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะแชร์ ..เรื่องเด็กๆสนใจอยากจะเป็นนักการทูตขึ้นมาเยอะเลยค่ะ ..
ทำไมเพิ่งจะมาสนใจก้เพราะ มันเป็นเรื่องไกลตัวของเด็กอีสานเกินไปค่ะ .....เดี๋ยวจะมาเล่าใหม่ค่ะ ...ขอตัวอ่านหนังสือก่อนค่ะ
กลับมาจากอ่านหนังสือค่ะ ตัดสินใจพับเอกสารต่างๆ เก็บ เพราะ ยังไงๆก็อ่านไม่ทันแน่ เหมือนว่ามันจะออกน้อยนคะ ข้อสอบ
คำถามเพียงแค่ 1 บรรทัด แต่เนื้อหา ความรู้ ความคิดที่ใช้สอบ มันไม่น้อยเลย และโดยเฉพาะ ภาค ก ส่วนแรก นั่นน่ะ
ครอบจักรวาล ทั่วโลกเลย ค้นหาเอกสาร เนื้อหาต่างๆมาได้ครบค่ะ แต่ไม่สามารถอ่านได้ทันจริงๆ อีกอย่าง เกิดไปอ่านคุณสมบัติ
และ การสอบของ ผอ. ฝ่ายหนึ่ง ของกระทรวงการต่างประเทศ คุณสมบัติท่านเพอร์เฟ็คมากมายเลยค่ะ เห็นเลยว่าตอนนี้เราคงยังไม่พร้อมแน่นอน ...ขอรอสอบปีหน้าก็แล้วกัน เสียดายจริงๆ ค่ะ ...กระตือรือร้นกับรอบนี้มากทีเดียว หลังจากที่จ้องๆ มา 2 ปีแล้ว ไม่สมัครไม่สอบสักที แต่รู้แล้วว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะภาษาเราคงด้อย จนได้อายอีกแน่ ใน รอบ ภาค ค ที่ทราบว่า
มันการคัดเลือกที่สุดหินอีกเหมือนกัน ...ขอเตรียมตัวใหม่ดีกว่าค่ะ ท้อเหลือเกิน จะได้ไม่ได้ ไม่ว่า แต่ขออย่าได้อายก็พอ
ไม่ทราบว่า พอจะมีผู้สอบได้ ที่มีความรุ้ดี ความคิดดี สามารถเรียนรู้ได้ แต่คุณสมบัติธรรมดา ไม่จบต่างประเทศ มายกตัวอย่างให้ฟังบ้างได้มั้ยคะ ...
Bee_Rachanee
ไม่อยากให้ท้อถอยหรือท้อใจก่อนที่จะได้สอบนะครับ เพราะการได้สอบก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวและหาประสบการณ์ที่ดี ข้อสอบกระทรวงการต่างประเทศตรงไปตรงมาคือคัดเอาคนที่มีความสามารถทางวิชาการจริงๆ ในวิชาที่ระบุเอาไว้ ดังนั้น หากสมัครได้ทันก็น่าจะสอบครับ เรื่องคุณสมบัติ นั้น ถือเอาผลสอบข้อเขียนเป็นสำคัญเป็นด่านแรกครับ ยืนยันได้ว่าลูกคนธรรมดาก็สามารถเป็นนักการทูตได้ครับ ไม่เกี่ยวกับตระกูลหรือเส้นสาย และในปัจจุบันก็มีแต่ลูกคนธรรมดาที่รักที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ ขอให้โชคดีครับ
ปกติเคยเห็นสอบช่วงเดือน พ.ย -ธ.ค. ไม่ทราบว่า จริงๆแล้ว สอบนักการทูต สอบช่วงใดกันแน่คะ
แล้วจะเปิดอีกครั้ง ปีหน้าเลยหรือไม่คะ ....ติดตามอยู่เรื่อยๆนะคะ ปีหน้า รับรองว่าจะพร้อมแน่นอนค่ะ
ทั้งเนื้อหาข่าวสารจะเปลี่ยนไปยังไง จะเกาะติดไว้เลยค่ะ ...เสียดายมากๆค่ะ
Bee_Rachanee ครับ
กระทรวงการต่างประเทศเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกตามความต้องการซึ่งตามหลักก็น่าจะเปิดทุกปีครับ
ให้ติดตามทางเว็บของกระทรวงนะครับ www.mfa.go.th
ถ้ามุ่งมั่นจริงๆ ปีหน้าก็ยังไม่สายเกินไปครับ แต่สำหรับปีนี้ เข้าใจว่าปิดรับสมัครไปแล้ว
โชคดีครับ
รุ่นพี่คะ - หนูเป็นนักการทูตรุ่นใหม่ค่ะ รู้สึกดีใจที่ได้ทราบแนวคิดและปรัชญาชีวิตจากนักการทูตรุ่นพี่ ยิ่งดีใจไปอีกว่า มีนักการทูตที่ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมจิตใจ การให้ และตอบแทนสังคมอยู่ด้วย เพราะเท่าที่เห็นมา คนที่สนใจเรื่องแนวนี้เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของสังคม กต. เท่านั้น ซึ่งหนูและพี่ๆ บางคนก็หวังว่า กระแสธรรมะและความดีงามในจิตใจแต่ละคน จะสั่นสะเทือนกระเพื่อมไป ช่วยกันสร้างสังคมเล็กๆ ของเราให้เป็นสังคมที่น่ารัก และขยายไปช่วยต่อ jigsaw ความน่าอยู่ให้สังคมไทย หวังว่า เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และผู้ใหญ่จะเข้ามาร่วมวงมากขึ้น ๆ ค่ะ
รุ่นน้องคะ - สำหรับผู้ที่สมัครสอบเข้า กต. ปีนี้ พี่ขออวยพรให้ทำให้ดีที่สุดสำหรับการสอบข้อเขียนวันเสาร์ - อาทิตย์ที่จะถึง
สำหรับผู้ที่กำลังดูลู่ทางเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าปีต่อ ๆ ไป พี่ขอให้เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นข้าราชการที่ดีด้วย เพราะการเป็นนักการทูตไม่ได้หมายถึงชีวิตที่โก้เก๋ในสายตาคนนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมิติอื่นที่น้องอาจต้องเตรียมตัวและเตรียมใจสำหรับการใช้ชีวิตเป็นนักการทูตด้วย เช่น การอุทิศเวลาส่วนตัวให้กับงานหนัก การโยกย้ายตลอดชีวิตราชการที่อาจทำให้วางแผนชีวิตไม่ง่ายนัก ฯลฯ ท้ายสุด ที่สำคัญ คือ อยากให้ค้นหาตัวเองให้เจอก่อนค่ะ ว่า ชอบและถนัดงานที่ต้องใช้ทักษะอะไร ชอบ life style แบบไหน ชอบอยู่ใน setting แบบไหน
ฝากไว้เท่านี้ก่อนค่ะ ไว้วันหลังจะมาคุยใหม่ค่ะ สวัสดีนะคะ
น้องนักการทูตรุ่นใหม่ครับ
ยินดีที่ได้รู้จักในเว็บการจัดการความรู้แห่งนี้
ผมพยายามอย่างมากในอดีตที่จะสร้างกลุ่มปฏิบัติธรรมขึ้นมาในกระทรวง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจนัก ส่วนใหญ่บอกว่าไม่มีเวลา และเนื่องจากการโยกย้ายบ่อยของพวกเรา จึงทำให้กลุ่มไม่ยั่งยืน
นักการทูตต้องรู้หลักธรรมครับ รู้และมีประสบการณ์ปฏิบัติพอที่จะบอกต่อและชี้แจง รวมถึงแนะนำคนได้เพราะเราต้องเป็นตัวแทนประเทศในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนด้วย โดยเฉพาะในด้านจิตใจ นอกเหนือไปจากงานประจำและการเป็นตัวแทนประเทศไทย
ผมเป็นนักการทูตรุ่นเก่าที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาจิต นอกเหนือจากการมีความรู้แล้วต้องมีคุณธรรมด้วย คุณธรรมนี้ มาจากหลักธรรมทางศาสนา(ทุกศาสนา) ดังนั้นงานของนักการทูตจึงต้องสมดุลย์ทั้งทางโลกและทางธรรม
และที่สำคัญผมเห็นว่างานการทูต ไม่ใช่รายงานกระทรวงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักรายงานประชาชนด้วย ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องงานการทูต เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของการทูตภาคประชาชน จึงควรได้รับรู้ว่านักการทูตคือใคร ทำอะไร จะให้อะไรกับสังคมได้บ้าง
ผมจึงรู้สึกดีใจที่น้องนักการทูตรุ่นใหม่ เข้ามาเรียนรู้ในเว็บนี้ อยากให้เข้ามากันและฝึกการให้ความรู้แก่ประชาชนเท่าที่จะทำได้ ยินดีต้อนรับครับ
สำหรับผู้ที่จะสอบเข้ากระทรวง ก็ขอให้กำลังใจ อย่าท้อถอย ทำข้อสอบให้เต็มความสามารถของเรา และขอให้มาสอบทั้งสองวันเพราะทุกข้อสอบเป็นความรู้และประสบการณ์ที่ดีทั้งนั้น ที่สำคัญจงเป็นตัวของตัวเองแสดงเอกลักษณ์ของตวเองออกมา
หากมีอะไรจะสอบถาม ก็เข้ามาถามในบันทึกนี้ได้
ขอให้โชคดีครับ
ผมเรียนอยู่รร สามัคคีวิทยาคม ที่เชียงรายคับ
ผมเคยไปเรียนที่ เยอรมัน 4ปี คับ
อยากจะถามพี่ๆๆๆ ว่า จะต้องเรียนคณะ อะไรคับ
จึงจะเป็นนักการฑูตคับ
ช่วยบอกทีนะ ขอบคุณคัฟ