เมตตาภาวนา

ในวันที่2ตื่นนอนในเวลาตี4ครึ่งอย่างไม่งัวเงียและรู้สึกสดชื่นจึงได้รีบกำหนดแผ่เมตตาให้ตนเองด้วยความคุ้นชินและตามด้วยบทฝึกที่อาจารย์พรพิมลให้ไว้คือในวันที่2นี้ให้แผ่เมตตาไปยัง"สรรพสัตว์ทั้งหลาย"เป็นการฝึกแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณไปยังเหล่าสัตว์โดยไม่เจาะจง คำบริกรรมที่ครูแมวเลือกใช้คือ"ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด" ตั้งแต่6โมงเช้าจนถึงเวลารับประทานอาหารเช้า และขณะกินก็ต้องแผ่เมตตาไปด้วย คือจิตต้องจดจ่อและมีอารมณ์เดียวคือความปรารถนาให้สรรพสัตว์มีความสุข  ก็ได้"เรียนรู้จากการฝึก"ในวันที่2นี้ว่าการแผ่เมตตาโดยการเจาะจงให้บุคคลและการแผ่แบบไม่เจาะจง  อารมณ์และความสุขสงบของจิตนั้นมีความต่างกันในระดับที่ตนเอง"รับรู้"ได้   และทำให้เข้าใจว่า"จิตที่มีเมตตาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงนั้นจำเป็นอย่างยึ่งที่จะต้อง"ฟูมฟัก" และฝึกปฏิบัติให้เกิดความชำนาญจึงจะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้" และต้องฝึกให้เป็นประจำโดยการเริ่มจากการแผ่ให้ตนเองก่อนเพราะตนเป็นที่รักยึ่งแห่งตน"เรารักสุขเกลียดทุกข์อย่างไรบุคคลอื่นก็เช่นกัน"  จากนั้นจึงแผ่ให้บุคลที่2คือคนที่เคารพเพื่อน้อมนำคุณธรรมท่านมาเป็นเครื่องเจริญกุศลและส่งความรักปรารถนาไปยังท่าน และแผ่ไปยังบุคคลที่3คือคนที่เรารักสนิทสนมได้แก่ คนที่เราสนิทสนมรักและเมตตาอยากให้เขามีความสุข และค่อยแผ่ไปยังสรรพสัตว์ ในเวลา3วันอันมีคุณค่านี้ครูแมวได้แต่ขอบคุณในความเมตตาของครูบาอาจารย์และขอบคุณตังเองที่เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ไม่อหังการ์ว่าตนเอง"รู้และเคยอ่านเคยฝึกมาแล้ว" เพราะจากการอ่านจากตำราและคัมภีร์ทางศาสนารวมถึงการฝึกวิปัสนาที่ต้องเจริญสติในกายเวทนาจิตธรรมนั้นมีความแตกต่างจากการฝึกครั้งนี้อย่างชัดเจน และทำให้เข้าใจด้วยว่าสามารถนำเอา"เมตตาภาวนามาใช้ในการฝึกวิปัสนาได้อย่างไร" การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นไม่มีวันที่สิ้นสุดจริงจริง"