ขอบพระคุณ มากเลยค่ะ ที่มาเล่าสู่กันฟัง เป็นประโยชน์มากค่ะ แต่ปี 53 นี้
มีเวลาเตรียมตัวกันน้อยมากเลยค่ะ เพราะจากเวลาที่เปิดรับสมัคร จนกระทั่งวันสอบ
เทียบกับเนื้อหาที่สอบ นี่ถือว่าสุดยอดจังเลยค่ะ โดยส่วนตัวก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่ทุกวันค่ะ
เพียงแต่ไม่ได้ใช้ในทุกทักษะ และไม่ได้เรียนจบจากต่างประเทศ เลยไม่ค่อยมั่นใจในภาษาของตัวเองเลย
แต่ก็จะพยายาม ให้มากที่สุดจนถึงวันสอบไปก่อน จะพยามตั้งโจทย์เอง และลองเขียนเรียงความเองดู
เพราะเราก็น่าจะพอรู้ๆ โจทย์ว่าเค้าน่าจะถามอะไรบ้าง พอไปเขียนส่วนเรียงความ มันจะได้ไม่เสียเวลาคิดนาน
ฝึกสมองไปด้วย เพราะการเขียน ยิ่งเรียงความด้วยแล้ว ขนาดเป็นภาษาไทยก็ยังยากเลย 100 คน จะเขียน
เรียงความดีสักกี่คน ...ก็เลยว่า จะทำวิธีนี้ดู พยามตั้งโจทย?หลายๆแนว ลองเขียนเอง ตอบเอง
ส่วนการแปลคงไม่น่าจะเกินความสามารถ
อาชีพนี้ไม่ถึงกับเป็นอาชีพในฝัน ความจริงแล้ว ความฝันคือ อยากเป็นอาจารย์สอนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งก้คงจะต้อง
มาหาทุนเรียนปริญญาเอกกันอีก เลยต้องเตรียมตัวไว้ตลอดเวลา แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าบางที
ความฝันอาจไม่ได้ดังใจเราเท่าใดนัก ก็พอเบนความฝันของตัวเองมาบ้าง ว่า อยากทำงานอะไรก้ได้ที่มีดี มีเกียรติ
ได้แสดงความสามารถของตัวเองเต็มที่ ไม่ใคร่อยากทำงานแบบเครื่องจักรเหมือนหน่วยงานราชการต่างๆเท่าใดนัก แต่ไม่ได้มองราชการ ในแง่ลบนะคะ ฉะนั้นคำตอบที่ได้มันก็เลยมาลงที่นอกจากกระทรวงศึกษา แล้ว ยังมีกระทรวงการต่างประเทศอีกกระทรวง
ที่ข้อสอบก็ขั้นเทพ ขั้นตอนการคัดเลือกก็ขั้นเทพ และยังเป็นงานที่ท้าทายอีกด้วย และบางท่านยังแนะนำว่า ถ้าเรายังอยากขอทุนเรียนต่อ ก็สามารถทำได้อีกด้วย โหๆๆๆ.... เริ่มใจขึ้นมาเป็นกองแล้วค่ะ แต่ยังแป้วอีกอย่าง คือ เราจะสู้คนที่เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ไหมหนอ ...ภาษาอังกฤษก็เยอะซะด้วย แต่ก็เอาก็เอาละ...คงได้เปรียบเราก็ส่วนภาค ข. การเขียน
การแปลเท่านั้นล่ะน่า ภาษาอังกฤษอีก 100 ข้อนั่น คงไม่เกินความสามารถเรา เพราะแกรมมาและ reading เราแน่ปึ้ก ตามไสตล์การเรียนแบบไทยๆ ...
สองปัญหาผ่านไป ใจก็ยังแป้วอยู่ตรง เอ๊ะ เปิดอ่านในกระทู้ต่างๆทำไมเค้าพูดเรื่องเส้นสายกันมากนักนะ แต่ในใจ เนื่องจากผ่านประสบการณ์การเจอเส้นสายมาตลอดชีวิต เพราะเป็นเพียงลูกชาวนาคนนึง ก็สอนให้เข้าใจว่า ไอ้ที่ว่าเขาเส้น เขาอาจจะเก่งจริงๆก้ได้ เพราะ ถ้าเป็นลูกหลานนักการทูตเดิมด้วยแล้ว ความรู้ ความสามารถเค้าคงไม่ด้อยสักเท่าไหร่หรอก ...และก็มีพี่ใจดีมาตอบให้หายข้องใจ อีกว่า ...ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ลูกหลานคนมีชื่อเสียง และลูกหลานนักการทูตเท่านั้นที่สอบเข้าได้ ที่ผ่านมา ก็มีอย่างละเท่าๆกันนะคะ และข้อสอบไม่ได้เขียนชื่อลงไปที่ตัวข้อสอบ จึงไม่รู้ใครเป็นใครแน่ๆ และพี่เค้าก็เป็นอีก 1 คน ที่ไม่ใช้เส้นสาย และไม่ใช่ลูกคนใหญ่คนโต ....เอาล่ะสิ ใจขึ้นมาเป็นกองอีกแล้ว ....หลังจากศึกษาอะไรต่างๆมามากพอแล้ว ก้เริ่มอ่าน โหลดจากเว็บไซต์มั่ง อ่านหนังสือพิมพ์มั่ง ต่างๆนานาๆ อย่างตั้งใจมากขึ้นค่ะ ...เพราะถ้าเราจะทำอะไรแล้ว มีอะไรมาทอนกำลังใจเรามากๆ เราก็จะไม่มีความพยายาม และระบบการสอบ การคัดเลือก เส้นสาย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเลยนะคะ ที่จะบั่นทอนความตั้งใจ และความะพยายามของคนที่อยากจะเข้ามาทำหน้าที่การงานตรงนั้นจริงๆ
ยาวมากเลยอยากแชร์ให้ฟังค่ะ .....ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะแชร์ ..เรื่องเด็กๆสนใจอยากจะเป็นนักการทูตขึ้นมาเยอะเลยค่ะ ..
ทำไมเพิ่งจะมาสนใจก้เพราะ มันเป็นเรื่องไกลตัวของเด็กอีสานเกินไปค่ะ .....เดี๋ยวจะมาเล่าใหม่ค่ะ ...ขอตัวอ่านหนังสือก่อนค่ะ