โสภณ เปียสนิท
นาย โสภณ เปียสนิท ตึ๋ง เปียสนิท

เดินทางหมื่นลี้ดีกว่าการอ่านหนังสือหมื่นเล่ม


การพัฒนาบุคลากรในยุคปฏิรูปการศึกษานับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะครูคือหัวใจในการปฏิรูปทั้งปวง

การศึกษาดูงาน

โสภณ  เปียสนิท

..................................

 

                การพัฒนาบุคลากรในยุคปฏิรูปการศึกษานับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะครูคือหัวใจในการปฏิรูปทั้งปวง ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษา อันดับแรก ๆ ก็คือการพัฒนาบุคลากร ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การสนับสนุนการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การสนับสนุนให้เพิ่มตำแหน่งทางวิชาการ การศึกษาหาความด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

 

                การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ครูทุกคนต้องทำให้เป็นนิสัยถาวรให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ถือว่า การทำหน้าที่ของครูลดหย่อนลงไป เพราะความรู้ในโลกนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การไม่ได้หาความรู้เพิ่มของครูจึงเหมือนกับยืนอยู่กับที่ ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า ล้าหลัง

 

                การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นของครูที่สอนอยู่ในระดับประถมและมัธยม ไม่ได้รับการสนับสนุนมากเท่าที่ควร ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะรักและแสวงหาเอาเองตามบุญตามกรรม ตรวจสอบได้จากงบประมาณที่รัฐสนับสนุนในด้านการศึกษาต่อของบุคลากร ย้อนหลังกี่ปีก็ได้

 

                การศึกษาต่อของครูในระดับมหาวิทยาลัยมีจะมีจำนวนมาก มากกว่าระดับล่าง ๆ ลงไปหลายเท่าตัว แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะอาจารย์วุฒิในระดับปริญญาเอกที่อยู่ตามมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย

 

                การฝึกอบรมของครูยังไม่เพียงพอเช่นกัน  ไม่ทั่วถึงสำหรับครูทุกคนจะได้พัฒนาตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่อยู่ห่างไกลเมือง ทั้งที่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างน่าเห็นใจมากกว่า

 

                การสนับสนุนการเพิ่มตำแหน่งทางวิชาการ สำหรับครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูเหมือนว่าจะดี แต่ว่าทำไปทำทำมากลายเป็นว่าเน้นเอกสารจนเกินพอดี จนครูทิ้งห้องเรียน ทิ้งเด็กนักเรียน หันไปทุ่มเทเวลาให้กับการจัดทำเอกสารเพื่อสนองนักวิชาการห้องกระจกหรือไม่ก็หอคอยงาช้างเสียมากกว่า

 

                การศึกษาดูงานของครูที่สอนอยู่ในระดับกลาง ระหว่างการศึกษาพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่นของสถาบันราชภัฏ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  นับว่าค่อนข้างน้อย ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

                ผมเคยไปศึกษาดูงานต่างประเทศครั้งหนึ่งเมื่อปี 2538 ที่ประเทศออสเตรเลีย พักอยู่ในบ้านฝรั่ง 10 สัปดาห์ ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทั้งวัน มีเวลาว่างก็ฝึกการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์วันละสองชั่วโมง นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งวิชาทางด้านภาษาอังกฤษ และวิชาการใช้คอมพิวเตอร์

 

                สิบปีแห่งการเป็นครู จากปี 2537 ถึงปี 2547 ถึงวันนี้ผมได้รับโอกาสศึกษาดูงานอีกครั้ง คราวนี้มีกำหนดศึกษาดูงานกลุ่มประเทศในยุโรป 3 ประเทศ คือ สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี ระหว่างวันที่ 17-25 ตุลาคม 2547 มากประเทศเกินไป และเวลาน้อยไปครับสำหรับศึกษาดูงาน เพื่อเอาการเอางานกันอย่างจริงจัง คงดูได้ไม่ทั่วถึงดอกครับ

 

                ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้การเดินทางศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นประโยชน์สูงสุด แก่ตัวผมเอง ประชาชน และประเทศชาติ คุ้มค่ากับเงินของประเทศชาติที่สูญเสียไป จึงวางแผนไว้ว่า

 

                ผมตั้งใจจะจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ ตาเห็นภาพ หูที่ได้ยินสรรพสำเนียง จมูกได้กลิ่น กายได้สัมผัส ใจได้เรียนรู้  จะต้องบันทึกเรื่องราวไว้เป็นลายลักษณ์เพราะผมไม่ต้องการให้ผมลืมเหตุการณ์อันสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่ เมื่อใด

 

                ดังนั้นผมจะไม่ลืมฟิล์มและกล้อง เพื่อบันทึกภาพต่าง ๆ ด้วยมือตนเอง ต้องไม่ลืมปากกาและสมุดเล่มเล็ก ๆ ไว้ติดตัวเสมอ ผมต้องการบันทึกตั้งแต่ออกเดินทางก้าวแรกจากวิทยาเขตจนถึงก้าวสุดท้ายตอนกลับเข้าบ้านพัก อยากให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มเล็ก หรืออย่างน้อยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ “หัวหินสาร”

 

                จากกำหนดการเดินทางศึกษาดูงาน ที่ผู้จัดการการเดินทางครั้งนี้ส่งมาให้ พบว่า คณะของเราศึกษาดูงานในสถานศึกษาของทั้งสามประเทศ 4 แห่ง ดูงานด้านการท่องเที่ยวที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่เมืองอินน์สบรูคประเทศออสเตรีย ด้านศิลปกรรมที่เมืองฟลอเร้นส์ อิตาลี และด้านเศรษฐกิจที่กรุงโรม อิตาลี

 

                เป็นการศึกษาดูงานนอกสถานศึกษาอีก 3 วัน รวมการศึกษาดูงานครั้งนี้ 7 วัน เป็นการเดินทางล้วน ๆ อีกสองวัน คาดว่าจะต้องพักผ่อนปรับร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง (jet lag) อีกสองวัน รวมแล้วสูญเสียเวลาไป 11 วันเต็ม ความคุ้มค่าจะประเมินได้ด้วยตัวบ่งชี้อย่างไร

 

                ตารางการเดินทางครั้งนี้มีดังนี้ครับ

                วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2547 ราวเที่ยงคืน สายการบินไทยทีจี 970 มุ่งหน้าสู่เมืองซูริค ข้ามคืนสู่วันจันทร์ที่ 18 เครื่องบินร่อนลงที่สนามบินโกสเต้น ศึกษาดูงานที่ International Tourism Institute Switzerland

 

            วันอังคารที่ 19 เราจะเดินทางถึงประเทศออสเตรีย เมืองอินน์สบรูค และเข้าศึกษาดูงานที่ University of Innsbruck ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม

 

                วันพุธที่ 20 เดินทางสู่เมืองเวนิส เมืองเก่าแก่ของอิตาลี ศึกษาดูงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่

 

                วันพฤหัสบดี ที่ 21 ศึกษาดูงานที่ The School of Arts, Florence

 

            วันศุกร์ที่ 22 ถึงกรุงโรม ศึกษาดูงานที่ International University : European School of Economices, ROME

 

            วันเสาร์ที่ 23 ศึกษาดูงานที่นครรัฐอิสระวาติกัน และชมพิพิธภัณฑ์รวมผลงานปติมากรรมต่าง ๆ

 

                วันอาทิตย์ที่ 24 ศึกษาดูงานกรุงโรม

 

                และวันจันทร์ที่ 25 เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ

 

                มองคร่าว ๆ แล้ว การเดินทางครั้งนี้ ผมจักได้รับความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยทั้งหมด เพราะเรื่องราวของประเทศเหล่านี้ผมไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทั้งสิ้น ผมมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้ จากการอ่าน การดูรายการสารคดีการท่องเที่ยว น้อยเต็มที

 

                ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นประเทศเล็ก ๆ มีพื้นที่สวยงามเป็นที่เลื่องลือ และดาราบางคนแอบไปซื้อบ้านไว้พักผ่อนในบางครั้ง นาฬิกาที่ราคาแพงระยับ แน่นอนครับ ไม่เคยนึกฝันว่าจะได้สวมใส่ เกินฐานะครับ และที่สำคัญผมไม่มีรสนิยมในการสวมใส่ของราคาแพง

 

                ประเทศออสเตรีย กรุงเวียนนา ผมนึกถึงเมืองเล็ก ๆ ที่มีนักดนตรีคลาสสิค ชื่อก้องโลกชื่อโมสาร์ท และคริสทัลสวยงาม แค่นี้กระมังเท่าที่จำได้ ข้อมูลอื่นผมยังนึกไม่ออกในขณะนี้

 

                ส่วนอิตาลีเมืองเก่าแก่ ผมนึกถึงเมืองปอมเปอี เมืองที่จมอยู่ใต้เถ้าถ่านลาวา หนังสือเรื่อง พ่อค้าจากเมืองเวนิสของ เชคสเปียร์อันโด่งดัง รูปปั้นเดวิส ภาพวาดบนผนังและหลังคาโบสถ์ของไมเคิล แองเจลโล่ คงเพียงเท่านี้ เอ๊ะ ยังมีภาพวาดโมนาลิซ่า ของเลียวโอนาโด ดาวินซี่ อีกอย่าง

 

                ผมจึงต้องทำการบ้านก่อนการเดินทาง เหมือนนักศึกษาทำการบ้านก่อนเข้าศึกษาในห้องเรียนจริงกับครูอาจารย์ เพื่อทำให้การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีความหมายสมจริงตามชื่อที่ได้ตั้งไว้ให้มากที่สุด ผมจะนำสิ่งที่ผมได้รับจากการเดินทางครั้งนี้ มานำเสนอผู้อ่านคอลัมน์นี้เป็นตอน ๆ ต่อไปครับ

หมายเลขบันทึก: 363863เขียนเมื่อ 4 มิถุนายน 2010 23:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:38 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (12)

ชอบเดินทางมากเลยค่ะทำยังงัยถึงจะมีโอกาสดี ๆ เหมือนท่านคะ

ทำงานหนัก วางแผนชีวิต แล้วก้าวเดินครับ

อีกอย่าง อ่านหนังสือแล้วจดบันทึกไว้

แล้วใส่ไว้ในบล็อกไว้อ่านกัน

ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ

สวัสดีค่ะ อาจารย์โสถณ

อาจารย์ภาษาอังกฤษจะมีโอกาสได้ไปต่างประเทศทุกคนหรือเปล่าคะ

มีโอกาสมาก ที่จะได้ไป เพราะอยู่ในฟิลด์อยู่แล้ว

แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่น เช่นการศึกษาต่อ

การทำวิจัย การฝึกอบรม การไปเป็นวิทยากร เป็นต้นครับ

เอาเป็นว่าใกล้กว่าอย่างอื่น

ไม่ได้เพิ่มบล็อกนี้เลย สัญญาว่าจะเริ่มบันทึกใหม่เร็วๆนี้

ครับผม

ครับ ขอบคุณคุุณครููสำหรับประสบการณ์ครับ

เดินทางหมื่นลี้ดีกว่าการอ่านหนังสือหมื่นเล่ม

ผมว่ามันดีคนละอย่างนะครับต่อให้เดินทางล้านลี้แต่ไม่อ่านหนังสือเลย...ก็คงตามคนที่อ่านหนังสือเยอะ ๆ ไม่ทัน

ใช้วิธีเขียนบันทึกซิครับ ลี้ละเล่มก็พอ เขียนไปอ่านของตัวเองไป

หมื่นลี้ก็หมื่นเล่ม พอดี แต่เห็นด้วยที่เขียนว่า ต้องอ่านหนังสือ

ครับผม

สวัสดี ครับ อาจารย์

อ่านบันทึกนี้ แล้ว

เห็นด้วยกับอาจารย์ นะครับ

เดินทางหมื่นลี้ดีกว่าการอ่านหนังสือหมื่นเล่ม

ขอบพระคุณมาก ครับ

เป็นความเห็นของปราชญ์จีน

ผมเห็นตามนั้นด้วย เหมือนคุณ แต่....

ไม่ค่อยมีตังค์ เลยอ่านหนังสือดีกว่าครับ ฮาหน่อยก็ดี

สวัสดีค่ะอาจารย์ แวะมาชื่นชมอาจารย์ค่ะ

Ico48เรียน ดร. ครับ

อ่านไปสองตอนแล้วนะครับ

ตรงไหนที่ผิดพลาดบกพร่อง

เพราะไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยนัก

ช่วยแนะด้วยนะครับ

อยากให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี