โสภณ เปียสนิท
นาย โสภณ เปียสนิท ตึ๋ง เปียสนิท

ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อเล็ก


การสวดมนต์เป็นการบริหารจิตให้สงบในเบื้องแรก

หลวงพ่อเล็ก

โสภณ  เปียสนิท

..............................

                   คุณผู้อ่านทุกท่านครับ ผมยังอยู่ในการอบรมผู้บริหารการศึกษา ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา จังหวัดนครปฐม วันนี้เป็นที่ 13 มีนาคม 2546 เป็นวันที่ 9 แห่งการอบรม ตามหลักสูตรแล้วผมต้องอยู่ที่นี่อีก 8 วัน หลังจากนั้น จะเป็นการศึกษาดูงานการศึกษาในภาคใต้อีก 8 วัน

                    เช้าตรู่ของวันนี้ พวกเรายังแต่งกายชุดนักกีฬาลงมาทำกิจกรรมกีฬากันอย่างต่อเนื่อง บางคนวิ่ง บางคนเดินสูดอากาศยามเช้า บางคนถือโอกาสนี้ทำบุญตักบาตรไปด้วย บางคนนั่งสมาธิพัฒนาจิต ผมชอบการวิ่งออกกำลัง บางครั้งวิ่งกลับไปกลับมาอยู่ภายในสถาบันฯ บางครั้งผมวิ่งไปไหว้หลวงพ่อวัดไร่ขิง พร้อมกับการกำหนดสตินึกให้เห็นดวงแก้วกลมใสอยู่ที่กลางท้อง วิ่งไปนึกไป ทรงอยู่บ้างลืมบ้างสลับกันอยู่อย่างนี้จนเคย บางครั้งเคยนึกว่าเมื่อใดจิตจะหยุดนิ่งอยู่กับดวงแก้วกลมใสโดยไม่ซัดส่ายไปมาเสียที แต่คำตอบยังอยู่ไกลเหลือเกิน เหมือนหนึ่งว่าไม่มีวัน

                   การสวดมนต์เป็นการบริหารจิตให้สงบในเบื้องแรก ทุกคนสามารถทำได้ที่บ้านของตนในฐานะที่เป็นชาวพุทธ แต่น่าเสียดายว่าปัจจุบันนี้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะรู้คุณค่าอันแท้จริงของการสวดมนต์ไหว้พระ และปฏิบัติตนตามแนวแห่งบรรพกาล มุ่งเห็นเพียงแค่ความสำคัญด้านร่างกายเท่านั้น

                    ร่างกายของเราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหลังจากงานประจำวันเสร็จสิ้นลง เราพักผ่อนหลับนอนเพื่อผ่อนคลาย แต่ไม่ว่าในแต่ละวันเหล่านั้น เราจะยุ่งยากเหนื่อยใจเพียงใด เราก็ยังเหมาเอาว่าเป็นความเหนื่อยกายอยู่นั่นเอง ไม่มีโอกาสให้ใจได้พักผ่อน ผลที่ได้คือจิตอ่อนล้า นานเข้าก็กลายเป็นโรคต่าง ๆ นานา เช่น โรคเครียด โรคปวดหัว หรือ ไมเกรน โรคปวดท้อง และโรคเพื่อนพ้องรักเกียจ คือโรคอารมณ์บูดตอนเช้า อารมณ์เน่าตอนเพล อารมณ์เหม็นตอนค่ำ

                   คนส่วนมากคิดไม่ถึงว่าความเหนื่อยใจนั้นมีวิธีการแก้ไขเป็นการเฉพาะด้าน พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้นานมาแล้ว จึงดำเนินชีวิตไปในทางที่ตรงกันข้ามกับแนวทางที่พระองค์ชี้นำ ยิ่งนำการศึกษาของทางตะวันตกเข้ามาเป็นแนวทางด้วยแล้วยิ่งไม่เห็นคุณค่าของการทำใจให้สงบ มองว่าเป็นเรื่องของพระไป ผลก็คือเยาวชนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้เรื่องบริหารจิตเลย หรือมีก็น้อยมากเกินกว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง

                  9.00 นาฬิกา เราเข้าห้องประชุมอีกครั้ง เพื่อรับการอบรมจากท่านวิทยากร หลวงพ่อพระครูปลัดคุณวัฒน์ หรือหลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดหนองพันท้าว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ในหัวข้อคุณธรรมจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร ต่างคนต่างหาต้นเสาเป็นหลัก เพื่อจะได้พิงยามที่ต้องนั่งสมาธินาน ๆ แล้วเผลอหลับไป

                       หลวงพ่อเป็นพระภิกษุรูปร่างสันทัด ผิวสีคล้ำ ผอมแกร่ง ในวัยราว 45-50 ปี ครองจีวรสีเหลืองอร่ามเดินด้วยท่าทีสำรวมเข้าสู่ห้องประชุม นั่งเหนืออาสนะด้านหน้าห้องที่ได้จัดไว้ให้ มัคทายกจำเป็นสองคนช่วยกันอำนวยความสะดวก เตรียมเครื่องขยายเสียงจัดตั้งบนโต๊ะเล็ก ๆ สูงพอเหมาะในระดับปากของท่าน ท่านทักทายที่ประชุมเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มการบรรยาย

                     หลวงพ่อเล่าเรื่องของท่านเมื่อครั้งยังวัยเด็กและวัยหนุ่มว่าเหมือนกับชาวพุทธคนอื่น ที่ไม่ค่อยศรัทธาในศาสนามักนัก เป็นพุทธแต่เพียงทะเบียนบ้าน เป็นคนหนุ่มใจร้อนเกเรบ้างตามสมควร คุณแม่ของท่านเคยมาขอร้องให้ท่านได้บวชพระให้ท่านสักหนึ่งพรรษา แต่ท่านได้ใช้วิธีหลบหลีกเลี่ยงหนีเรื่อยมา ครั้งสุดท้ายแม่ขู่ว่าถ้าไม่บวชจะฆ่าตัวตาย จึงได้พิจารณาเห็นว่าควรจะถึงเวลาบวชเสียที

                      ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่ง คือตอนนั้นที่เมืองกาญจน์มีผู้ร้ายชุกชุมไม่เกรงกฏหมายบ้านเมือง ฮึกเหิมถึงขนาดว่าเห็นใครขับรถยนตร์ หรือรถมอเตอร์ไซด์แล้วจะประกาศจองกันเลยว่าคันนี้ของฉัน ชี้จองไว้ก่อน หลังจากนั้นจึงหาวิธีทำร้ายเจ้าของรถแล้วยึดรถมาเป็นของตนเอง ทางการเห็นว่าจะหนักข้อขึ้นทุกที จึงส่งตำรวจมือปราบมีชื่อท่านหนึ่งเข้าเมืองกาญจน์  หลวงพ่อเองก็เป็นผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเกเรกับเขาอยู่เหมือนกัน หากไปอาศัยร่มเงาของพระศาสนาน่าจะเป็นผลดีแก่ตัวเองและแม่ในคราวเดียวกัน

                     หลังจากท่านบวชแล้ว ผู้ที่มีประวัติการเป็นโจรผู้ร้าย เกเรในเมืองกาญจน์ค่อย ๆ ทยอยล้มหายตายจากไปที่ละคนสองคนด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป บางคนถูกแขวนคอ บางคนหายไปอย่างไร้ร่องรอย บางคนถูกเผา พบแต่กระดูกอยู่กลางป่าอ้อยตามชายห้วยชายเขา บางคนถูกยิงตายกลางตลาด บางคนถูกวิสามัญฆาตกรรมกลางตลาด เหมือนกับการฆ่าตัดตอนในปัจจุบันนี้ ทบทวนดูแล้วก็นับเป็นบุญของท่านที่ได้บวชเรียนเสียก่อน

                          จากความไม่ศรัทธาในศาสนาทำให้ท่านรู้สึกเบื่อหน่าย จึงขบคิดหาทางออกต่าง ๆ นานา เมื่อไม่พบทางออก ก็กลับมาคิดใหม่ว่า ศาสนานี้หากเป็นสิ่งลวงโลกไฉนเลยอยู่เกินร้อยปีมาจนถึงป่านนี้ น่าจะมีอะไรดีอยู่ในศาสนาบ้างเป็นแน่ ดังนั้นท่านจึงเริ่มสนใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ต่อจากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาหาความรู้ทั้งศึกษาตามตำรับตำราด้วยตัวเอง และการเดินทางไปหาครูบาอาจารย์ที่สำคัญตามที่ได้รับคำแนะนำ

                      เมื่อท่านปรับพื้นฐานการปฏิบัติได้ระยะหนึ่งแล้วจึงเริ่มเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งท่านตัดสินใจเข้าป่าโดยไม่ออกมาพบปะผู้คนโดยทั่วไปนานถึงห้าปี นับเป็นเวลาแห่งการฝึกจิตโดยแท้ หากท่านไม่มีความตั้งใจจริงต่อการปฏิบัติแล้วทำไม่สำเร็จแน่ แต่ท่านก็ผ่านช่วงเวลาแห่งการแสวงหามาได้อย่างดี โดยได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายชนิดที่เล่าให้ฟังได้ไม่รู้จบ

                      ท่านเล่าถึงว่าครั้งหนึ่งท่านต่อสู้กับความง่วงด้วยการทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา เช่นการหย่อนหูหรือปั่นหู มองแสงสว่าง นึกถึงแสงสว่าง ล้างหน้า มองดูดวงดาว ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้ผล บางครั้งเอาปี๊บมาตั้งแล้วนำไม้กระดานพาดแล้วนั่งบนไม้กระดาน บางครั้งเผลอหลับไป เป็นอันว่าตก ตกแล้วก็ขึ้นนั่งใหม่ ท้ายที่สุดท่านชนะความง่วงด้วยการเดินจงกรม

                       การเดินจงกรมมีผลมาก ทำให้เดินทน แข็งแรง อาหารย่อยง่าย มีโรคน้อย จิตใจตั้งมั่นแล้วในขณะเดินจงกรมมักไม่เสื่อมถอยโดยง่าย ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์อยู่กลางป่าลึกแถว ๆ ชายแดนพม่า พบพวกเดินหนังสือของกองทหารกระเหรี่ยง ท่านเห็นว่าเขาเดินเร็ว จึงได้ทดลองเดินตามดูบ้าง เดินแข่งกันไปมาในที่สุดพบว่าทหารที่แข็งแรงนั้นยอมแพ้ในความเดินได้เร็วและทนของท่าน

                          อีกครั้งหนึ่งท่านถูกเสากุฏิดีดที่ศรีษะอย่างแรงจนสลบไปทำให้ต้องไปโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่นาน เมื่อกลับถึงวัด ปรากฏว่าท่านอยู่ในภาวะหลงลืมจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคน หรือเรื่องราวที่ย้อนหลังกลับไปแม้จะเพียงชั่วโมงเดียว แต่มีเหตุประหลาดทางจิตเกิดขึ้นกับท่านคือ เมื่อเห็นตัวเลขไม่ว่าจะมากมายเพียงใด จะรู้จำนวนรวมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเครื่องคิดเลข เมื่อใครท่องสวดมนต์บทใด ท่านจะท่องกลับหลังได้ในทันที มองเห็นคนเดินมาหาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเหล่านั้นต้องการสิ่งใด หรือประสบปัญหาอย่างใดอยู่ เรื่องเหล่านี้ผ่านการทดลองหลายครั้งจนท่านเองก็แปลกใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่านเชื่อในคำกล่าวที่ว่า คนเรานั้นใช้กำลังจิตแค่เพียง 30% เท่านั้นในชีวิตประจำวัน หากผู้ใดน้ำอีก 70 % ที่เหลือมาใช้ได้จะเป็นอัจฉริยะ

                          หลวงพ่อเล็กยังได้เล่าประสบการณ์อื่น ๆ อีกมากตลอดหกชั่วโมงที่เรียนรู้อยู่กับท่าน ผมสนใจที่จะฟังประวัติการปฏิบัติธรรมของท่านโดยไม่รู้สึกง่วงเลย และดูเหมือนว่าเวลาที่ฟังท่านเทศน์สอนอยู่นั้นน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับใจที่ต้องการ คงอีกนานกว่าจะได้พบพระที่สอนจนผมหลับไม่ลงได้อีกสักครั้ง

หมายเลขบันทึก: 363858เขียนเมื่อ 4 มิถุนายน 2010 22:45 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 14:30 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (7)

ขอบคุณ สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่มาเล่าสู่กันฟังค่ะ....

สวัสดีค่ะ

มาอ่านค่ะ..  ขอร่วมอนุโมทนาบุญและขอบคุณค่ะ..   

กำลังใจครับ อ่านก็เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้อย่างดี

ขอบคุณที่อ่านครับ

  •  เข้าอ่านบันทึกเก่าๆ ที่ท่านบันทึกไว้ ต้นฉบับบันทึกเรื่อง เห็มสมณะหรือไม่ค่ะนี่

เรียนคุณอุ้มบุญครับ

เป็นคนละองค์ ต่างเรื่องกันครับ หลวงพ่อเล็กองค์นี้ หลังจากอบรมผู้บริหารระดับสูง (รมส.)ของราชมงคลในปีนั้นแล้ว ผมไม่มีโอกาสได้พบนมัสการท่านอีกเลย หลวงพ่อเล็ก วัดหนองพันท้าว ท่าม่วง หรือท่ามะกานี่แหละครับ 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี