เป้าหมายที่แท้จริงของ TQF คือการช่วยกันพัฒนาคุณภาพของอุดมศึกษาไทย ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่เพื่อแสดงอำนาจเหนือควบคุมมหาวิทยาลัยโดย กกอ./สกอ.

          ผมอ่านข่าวตัดจาก นสพ. สยามรัฐ ไม่ระบุวันที่ แต่ระบุว่าอยู่ระหว่าง ๓๐ เม.ย. – ๖ พ.ค. ๕๓ เรื่อง สรุปผลการสัมมนาทบทวนการบังคับใช้ ‘TQF’  เขียนโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ แล้วเกิดความรู้สึกที่ลงในบันทึกนี้   โดยขอย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้พูดในฐานะตำแหน่งใดๆ   และไม่รับรองความถูกต้อง

          เสียดายที่บทความนี้ค้นไม่พบใน อินเทอร์เน็ต   มิฉนั้นจะได้ ลิ้งค์ให้ได้อ่านบทความนี้ด้วย

          ในสังคมประกอบด้วยคนหลากหลายความคิด/ความเชื่อ หลากหลายอารมณ์ หลากหลายจิตใต้สำนึก   คือในโลกนี้ สังคมนี้ มี “ความจริง” หลายชุด อยู่ในใจผู้คน   หน้าที่ของคนทำงานสาธารณะในภาพใหญ่ก็คือ ต้องหาทางสร้างความพร้อมใจ   เพื่อร่วมกันเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า  ดีกว่าสำหรับสังคมภาพรวม   โดยที่อนาคตนั้นจะเปลี่ยนไปจากอดีตและปัจจุบันมากอย่างคิดไม่ถึง 

          คุณภาพของอุดมศึกษาไทย เป็นเรื่องท้าทายมากในภาพรวม   แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัย (ส่วนน้อย?) เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยรับผิดชอบเองได้ และทำได้ดีเกินมาตรฐานอยู่แล้ว   มหาวิทยาลัยเหล่านั้นน่าจะแสดงหลักฐานสภาพ “เหนือมาตรฐาน” ของตน   และขอยกเว้นการรายงานที่ไม่จำเป็นสำหรับมหาวิทยาลัยในระดับนั้น   เพื่อลดภาระงานจุกจิกลงไป   จะได้มีเวลาทำงานคุณภาพมากยิ่งขึ้น   ผมเคยกล่าวยุให้มหาวิทยาลัยที่คิดว่าตนทำดีอยู่แล้วทำเช่นนี้  กล่าวอย่างเปิดเผยในหลายที่ หลายวาระ หลายเรื่อง   ไม่เฉพาะเรื่อง TQF

          เป้าหมายที่แท้จริงของ TQF คือการช่วยกันพัฒนาคุณภาพของอุดมศึกษาไทย ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง   ไม่ใช่เพื่อแสดงอำนาจเหนือควบคุมมหาวิทยาลัยโดย กกอ./สกอ.  

          หลายท่านอาจไม่ทราบว่า เวลานี้มหาวิทยาลัยไทยมีอิสระมาก มากจนสามารถทำอะไรๆ ที่เป็นโทษต่อประเทศในภาพรวมอยู่ไม่ใช่น้อย   ดังปรากฎเป็นข่าวอยู่เนืองๆ   และไม่เป็นข่าวเปิดเผย แต่เป็นข่าวซุบซิบก็มาก

          การหวังให้มีเฉพาะกลไกคุณภาพภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพื่อลดความยุ่งยาก จึงเป็นความคิดที่ผิด   อย่างไรเสียก็ต้องมีกลไกระดับประเทศ ทำหน้าที่บริหารจัดการคุณภาพของอุดมศึกษาในภาพใหญ่   ต้องมีระบบธรรมาภิบาลอุดมศึกษาของประเทศ   และต้องเป็นระบบที่ทำงานได้ผล

          แต่ก็เป็นความจริง ว่ากลไกกำกับดูแลคุณภาพอุดมศึกษาระดับประเทศมันมีหลายกลไก และแยกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ประสานร่วมมือกัน หรือบางเรื่องก็ขัดกัน   สับสน/ยุ่งยากต่อผู้ปฏิบัติ

          แทนที่จะยกเลิก TQF อย่างที่เสนอในบทความที่กล่าวถึง   ผมกลับมองว่า ควรใช้ TQF เป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพอุดมศึกษา ที่เน้นคุณภาพของ Learning Outcome   โดยที่ความรับผิดชอบไปอยู่ที่กลไกภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก   แต่ก็ต้องมีกลไกกำกับระดับประเทศเสริม ในลักษณะร่วมมือกับกลไกภายในมหาวิทยาลัย   และกลไกระดับประเทศที่มีหลายกลไกไม่ร่วมมือกันก็ต้องเปลี่ยน ให้เป็นกลไกเอื้อความสะดวกต่อกลไกคุณภาพภายในมหาวิทยาลัย   

          เมื่อวันที่ ๗ พ.ค. ๕๓ ผมเรียนท่านเลขาธิการ สกอ. ดร. สุเมธ แย้มนุ่น   ว่าควรเอาการคัดค้าน TQF มาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์ระบบคุณภาพของผลลัพธ์ของอุดมศึกษา    โดยมีเป้าหมายที่การลดภาระด้านการรายงานของมหาวิทยาลัย/อาจารย์ ต่อหน่วยกำกับภายนอก   แต่มีเวลาและความพยายามเพิ่มคุณภาพของผลลัพธ์อย่างแท้จริงด้วยกิจกรรม (IQA)   โดยที่ระบบ EQA เป็นตัวหนุน ไม่ใช่ตัวเพิ่มภาระ   
 

 

 
 
วิจารณ์ พานิช
๖ พ.ค. ๕๓