เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ผมไปสมุย ๒ ครั้งติดๆ กัน ครั้งแรกวันที่ ๒๕ – ๒๖ ไปประชุมเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัย จัดโดยสำนักงานสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๘ – ๓๐ ไปประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางของโครงการ LLEN ของ สกว.
ครั้งแรกพักที่โรงแรม ปาล์ม บีช ได้ออกไปวิ่งที่ชายหาดบ่อผุด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีเพื่อนวิ่งเป็นควาย คือมีเด็กหนุ่มพาควายหนุ่มหน้าตาดี ร่างกายกำยำ อายุ ๗ ขวบมาวิ่งออกกำลงกายที่ชายหาด เป็นการซ้อมกำลังเอาไว้ต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้ามในบ่อน (สนาม) ชนควาย ซึ่งที่สมุยมีหลายบ่อน เป็นทั้งมหรสพ/วัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นกิจกรรมหาเงินจากนักท่องเที่ยว ค่าเข้าชมแตกต่างกันไปตามชื่อเสียงของควายคู่ชน ตั้งแต่ ๒๐๐ ขึ้นไปถึง ๕๐๐ เงินพนันติดปลายเขา ก็มีตั้งแต่เป็นหมื่นขึ้นไปถึงหลายแสน ผมได้คุยกับเจ้าของควายตัวนี้ (เสียดายลืมถามชื่อควาย) เขาบอกว่าระยะเวลาชนมีตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึง ๒๐ นาที ก่อนที่ฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ วิ่งหนี ควายหนุ่มตัวนี้ยังไม่เคยชน เพราะยังเด็กอยู่ เจ้าของบอกว่า เทียบกับคนอายุ ๑๔ ปี
ผมไม่เคยดูควายชน วัวชนก็ไม่เคย เคยดูแต่ไก่ชนในบ่อนไก่สมัยเด็กๆ และคิดว่าไก่ชนสมัยนี้ผมก็คงดูไม่ได้ หวาดเสียวและสงสารไก่ เพราะเขาเอาใบมีดโกนติดเดือย ให้มันดีดขาไปตัดคอคู่ต่อสู้ แต่ที่บ้านผมสมัยผมเด็กๆ จะเกิดข่าวโกลาหลเรื่องควายชนกันเองในนา และไล่กันเตลิดทำให้ข้าวในนาของใครต่อใครเสียหาย ชาวบ้านก็จะเล่าต่อๆ กันเป็นเหตุการณ์ของ “ข่าวชาวบ้าน” ส่วนไก่ที่ชนกันตามธรรมชาติ ผมเห็นเกือบทุกวัน เพราะที่บ้านเลี้ยงไก่ฝูงใหญ่ เลี้ยงแบบปล่อยให้มันคุ้ยเขี่ยหากินเอง และเอาเศษอาหารและข้าวเปลือกให้มันกินบ้างวันละครั้ง ในฝูงมีตัวผู้หลายตัว ก็จะมีการชนซ้อมกันเล่นๆ บ้าง นานๆ ครั้งก็จะชนกันแบบเอาเป็นเอาตาย แย่งกันเป็นจ่าฝูง
โรงแรม ปาล์ม บีช อยู่ชายหาดบ่อผุด ทางทิศเหนือของเกาะ มองไปเห็นเกาะพงันชัดเจน เป็นหาดที่ไม่กว้าง และเข้าใจว่าช่วงเช้าวันที่ ๒๖ เป็นช่วงน้ำขึ้น ชายหาดจึงแคบนิดเดียวและชัน รวมทั้งทรายร่วนไม่แน่น จึงวิ่งยาก ผมถือว่าเป็นทั้งการออกกำลังและชมทิวทัศน์ไปในตัว และทรายก็สะอาดสีน้ำตาลสวยงาม ได้เห็นความไร้ระเบียบของสังคมไทย ชายหาดจึงมีการก่อสร้างตามความพอใจของเจ้าของ ผมวิ่งผ่านร้านตัดชุดสากลที่หันหน้าออกสู่ชายหาด และรู้สึกว่ามันอยู่ผิดที่ผิดทาง
วันที่ ๒๘ ผมนั่งเครื่องบินของสายการบิน บางกอก แอร์เวย์ส ไปตอนบ่าย เดินทางไป ๒ คนกับคุณเปา ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ตอนบ่ายนั้นเองฝนตกหนักมากที่เกาะสมุย และคืนนั้นเป็นคืนเพ็ญ ซึ่งที่เกาะพงันจะมี ฟุลมูน ปาร์ตี้ ผมตั้งใจสังเกตว่าการวิ่งที่ชายหาดเช้าวันที่ ๒๙ หลังฝนตก ๑ วันจะแตกต่างจากเมื่อเช้าวันที่ ๒๖ อย่างไร ปรากฎว่าไม่ต่างมาก เพราะน้ำฝนซึมแห้งไปแล้ว แต่เช้านี้น้ำลง ชายหาดบ่อผุด (โรงแรม ibis ที่เราค้างคืนอยู่ติดกับโรงแรม ปาล์ม บีช) จึงกว้างขึ้นหน่อย แต่ความลาดชันก็ยังเหมือนเดิมจึงวิ่งไม่สบาย แต่ก็ดีไปอย่างที่การวิ่งต้องออกกำลังมาก จากความร่วนซุยของทราย ที่แม้เปียกก็ยังร่วนซุยกว่าชายหาดอื่นๆ
ผมวิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงตลาดบ่อผุด ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิม ที่ปรับตัวมาทำธุรกิจท่องเที่ยว มีสะพานท่าเทียบเรือทำด้วยไม้สำหรับให้บริการเรือนำเที่ยว ไปเกาะพงัน และไปดำน้ำ คงจะแถวหมู่เกาะอ่างทอง
ตอนวิ่งไปตามชายหาดผมสงสัยว่ารอยเท้าสัตว์ที่น่าจะเป็นรอยเท้าสุนัข ทำไมจึงมีแถวเดียว มีระยะห่างเท่าๆ กัน ไม่เป็น ๒ แถว จนในที่สุดมีสุนัข ๒ ตัวมาทักทายและวิ่งเล่นไปกับผม แล้ววิ่งเลยไป ผมวิ่งตามไปเห็นกับตา ว่าเมื่อสุนัขวิ่งแบบควบ รอยเท้าหน้ามันรวมกันเป็นรอยเท้าเดียวกัน และรอยเท้าหลังมันก็รวมเป็นรอยเท้าเดียวกัน ดังรูป
เช้าวันที่ ๒๙ นี้ ควายหนุ่มไม่ได้ออกมาวิ่ง
เช้าวันที่ ๓๐ ผมเปลี่ยนเป็นออกไปวิ่งริมถนน ออกจากโรงแรม ibis เลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออก ผ่านหน้าโรงแรม ปาล์ม บีช รีสอร์ท และอื่นๆ แม้ถนนจะไม่กว้าง แต่ก็มีทางเท้า และสะอาด บรรยากาศเป็นเมืองท่องเที่ยว ต่างจากเชียงใหม่ตรงที่ไม่มีของกินขายตอนเช้าตรู่เลย ผู้คนคงจะปรับตัวเป็นนักตื่นสายตามนักท่องเที่ยว
ผมวิ่งไปประมาณ ๑๐ นาที ถึงซอยเข้าชายหาดบ่อผุด จึงลองวิ่งเข้าไป ถนนไปชนชายหาดตรงประมาณกึ่งกลางหาดพอดี ผมซึงเลี้ยวซ้ายวิ่งกลับโรงแรม สวนกับน้องควาย ซึ่งวันนี้เป็นชายหนุ่มคนใหม่พาออกมาวิ่ง นึกขึ้นได้ว่าผมสวมเสื้อเหลืองและมีคนบอกว่าควายไม่ชิบพระที่จีวรสีเหลือง จึงทีข่าวควายไล่ขวิดพระบ่อยๆ ผมจึงระวังตัวเต็มที่ แต่ควายหนุ่มตัวนี้คงจะคุ้นกับคน จึงไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น
ผมมีข้อสังเกตว่า ชายหาดบ่อผุดนี้ทรายที่อยู่ชายน้ำจะมีเม็ดโต สีน้ำตาล ส่วนบริเวณที่เหนือขึ้นมาจนติดกับบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึง จะเม็ดละเอียดและมีสีขาว
วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ค. ๕๓