ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement, FTA) นั้นเกี่ยวข้องกับยาและบริการสาธารณสุขของประเทศไทยอย่างไร?????

จากข้อเรียกร้องที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลง FTA  กับประเทศต่างๆ รวมทั้งกรอบเจรจาที่ผ่านรัฐสภาของสหรัฐฯ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ส่งผลกระทบต่อการสาธารณสุขไทยและการเข้าถึงยา ซึ่งมีความสำคัญมาก ทั้งนี้เนื่องจากยาและการสาธารณสุขเป็นเรื่องของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์และสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเจรจาแลกเปลี่ยนต้องอยู่บนหลักการว่าเกิดผลกระทบทางลบต่อการเข้าถึงยาและระบบสุขภาพหรือไม่ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับข้อเสนอหลักการผลประโยชน์จากการค้าที่ได้รับเพราะชีวิตมีค่ามากกว่าที่จะนำไปเปรียบเทียบเป็นตัวเงิน ดังนั้นการเจรจาเปิดเสรีการค้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยาและการบริการสาธารณสุขนั้น ต้องคำนึงถึงผู้ป่วยและผู้บริโภค และการพึ่งตนเองด้านยาและสาธารณสุข ซึ่งจะมีผลการทบต่อการมีสุขภาวะที่ดี

         จะเห็นได้ว่าอายุสิทธิบัตรของประเทศไทยตามมาตรฐานที่กำหนดในข้อตกลงทริปส์ คือ 20 ปีก็นับว่ายาวนานมากเกินกว่าอายุการใช้งานของประดิษฐ์ยาอยู่แล้ว และก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยาทั่วโลก ดังเป็นที่ยอมรับของประเทศต่างๆ อยู่แล้ว จึงได้ระบุในข้อตกลงทริปท์และการสาธารณอย่างชัดเจน และการผูกขาดที่ยาวนานมากเกินกว่าอายุการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์นั้น ก็ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเททศที่ผลิตยาที่ชื่อสามัญ เพราะเมื่ออายุการผูกขาดตลาดยาววจนเมื่อหมดอายุการคุ้มครองสิทธิบัตร ก็จะมมียารุ่นใหม่ในกลุ่มเดียวกันออกสู่ตลาดส่งผลระยะยาวต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทยในการพึ่งตนเองด้านยาในเรื่องนี้ เป็นการให้ผลประโยชน์ผูกขาดตลาดแก่เจ้าของสิทธิบัตรนานเกินไป

           จากผลการศึกษาราคายาต้านไวรัสเอดส์  พบว่ารายจ่ายค่ายาในแต่ละวันของการใช้ยาต้นกำเนิด  ( Original  drug Branded drug )  แพงกว่ายาสามัญ  ( Generic drug )  2-10 เท่า  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าในสูตรการใช้ยานั้น  ถ้ามียาที่มียาชื่อสามัญด้วย  อัตรา  B/G  จะต่ำ  เมื่อพิจารณาค่ายาพบว่า  ราคายาต่อวันถ้าเป็นยาชื่อสามัญ  ตั้งแต่  40  ถึง  448  บาท  แต่ถ้าเป็นยาต้นกำเนิด  ตั้งแต่  252  ถึง  791  บาท  เมื่อเปรียบเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำ  170  บาทของคนไทยแล้ว  พบว่า  ค่ายาในสูตรที่เป็นยามีสิทธิบัตรสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน  1.5  ถึง  4.7  เท่า

          ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยาและการบริการสาธารณสุขต้องคำนึงถึงการประเมินผลกระทบต่อผู้ป่วยและผู้บริโภค และการพึ่งตนเองด้านยาและสาธารณสุข  โดยไม่ทำให้มีการผูกขาดตลาดยาวนานขึ้น และยามีราคาแพงขึ้น ทำให้รายจ่ายและความมั่นคงทางด้านยา สาธารณสุขเพิ่มขึ้น