“ฉันต้องไหว ต้องอดทน”

เสียงดังก้องภายในหัว ขณะสองมือแหวกน้ำ สองขาตีใต้น้ำในท่ากบ เพียงแค่ว่ายไป แล้วว่ายกลับ ขากลับแทบอดทนว่ายให้ถึงขอบสระอีกฝั่งไม่ไหว รู้สึกได้ถึงความอ่อนล้า อ่อนแรงในร่างกาย พอโผล่พ้นน้ำ ครูเอ่ยให้กำลังใจว่า

“การว่ายน้ำ ไม่เหมือนวิ่ง มันใช้คนละส่วน”

รู้สึกมีกำลังใจ ยืนนิ่งฟังร่างกาย ความอ่อนแรงผ่อนลง ค่อย ๆ ว่ายไปอีกรอบ ครูถามว่าว่ายท่าฟรีสไตร์ทเป็นไหม

ตอบครูแบบอาย ๆ เพราะว่าว่ายน้ำเป็นแบบแค่เอาตัวรอด ไม่รู้จักท่า ไม่รู้เรื่องท่า รู้แค่ลอยได้ไม่ตกน้ำตาย

ทำให้นึกย้อนเข้ามาในใจตนเองขณะเขียน

ธรรมชาติของหนูเป็นแบบนี้ ทำอะไรไม่มีแบบแผน หากเอากฏเกณฑ์อะไรมาใส่ หรือต้องมีแผน จะออกอาการต่อต้านทันที แม้กำลังทำอยู่แต่พอมีระเบียบมาครอบ หรือการสั่งให้ทำ จะเลิกทำทันที ทำให้เกิดการปิดกั้น ขาดโอกาสในการเรียนรู้ในหลายสิ่ง เพราะยืดมั่นถือมั่นว่า ชอบความอิสระไร้รูปแบบ

พอครูชี้แนะการใช้มือ การดันตัวเองขึ้นมาหายใจ จึงบอกตัวเองว่า “ลองดู” พอฝึก ๆ ไป ก็ไม่ง่ายค่ะ แต่ก็รู้สึกฝืน ๆในตนเอง แต่ก็ว่ายนะคะ ท่าฟรีสไตร์ท ที่พอจะโผล่ขึ้นมาหายใจได้บ้าง ครูแนะอีก พ่นลมออกให้หมดก่อนแล้วค่อยโผล่ขึ้นมาหายใจ เขียนถึงตรงนี้ก็รู้สึกขำตัวเอง แค่หายใจ ยังทำไม่เป็น การที่จะมีลมพอที่จะหายใจก็ต้องลดความจุ ว่าย ๆ ไปน้ำเข้าจมูก เออนะ คนเราคิด ๆ ถึงก็ยังขำ หนูว่ายแบบเอาเป็น เอาตาย อยากจะจับเทคนิคของการว่ายให้ได้ จนรู้สึกบริเวณกล้ามเนื้อแผ่นอกและหัวไหล่

หยุดคุยกับครูบอกว่ารู้สึกตึง ๆ ท่านแนะอีกว่า

“ว่ายภาวนา ไม่ใช่แข่งกีฬาทีมชาติ”

หนูจึงเอาใหม่ ค่อย ๆ ว่าย นาน ๆ ไปเริ่มล้าเปลี่ยนเป็นท่ากรรเชียงกะว่า ว่ายผ่อนคลายสบาย ๆ เพราะหนูชอบนอนแช่เล่น ๆ ในบ่อน้ำข้างบ้านสมัยเด็ก แบบลอยตัวดูพระจันทร์ เอาแว่นว่ายน้ำออก ว่ายไปเรื่อย ๆ แค่สบัดขาและเอามือพยุงใต้น้ำ

“โป๊ก โอ๊ย”

เสียงหัวหนูชนขอบสระ รู้สึกเจ็บ จริง ๆแล้ว ทั้งเจ็บทั้งอายค่ะ ฮ่า ๆ

ไม่นานครูว่ายตามมา แนะว่า ว่ายท่ากรรเชียงมือตก ให้หมุนมือกวาดน้ำคล้ายหมุนมือท่าฟรีสไตร์ทแต่กลับกัน หนูจึงลองว่ายดู ทั้ง ๆที่ยังไม่เอาแว่นตาว่ายน้ำลง ว่ายไปเรื่อย ๆ มือที่ยกขึ้น น้ำกระเด็นเข้าตา ว่ายไปถึงกลางสระท่าทางไม่ไหว แสบตามาก จึงพลิกตัวพยายามว่ายลอยตัวเข้าขอบสระก่อน

             ความจริงมันก็น่าอายอย่างนี้แหละค่ะ ครูบอกอะไรก็ทำ ทำทั้ง ๆที่ไม่ค่อยจะมีสติ ไม่คิด ไม่ประเมินสถานการณ์ ไม่เช็คต้นทุนเดิมของตนเอง ท่านบอกใหม่ก็เอาอันใหม่ทิ้งของเก่า ไม่ว่าหนูเรียนอะไรก็ดูเหมือนจะทำพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำ ๆ

ครานี้ลองใหม่ว่ายกรรเชียง แต่ก็ยังพะวงว่าจะชนขอบสระไหม มารู้สึกอีกทีว่ามือที่วาดไปจะสัมผัสขอบสระได้ หรือไม่ก็สังเกตหลังคาเอา ทำให้เกิดความสงสัยว่า นักว่ายน้ำเขารู้ได้ยังว่าถึงขอบสระแล้ว หรือใช้การสัมผัสของมือ แต่ก็ได้เรียนรู้กับตนเองว่า ณ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ขอการใคร่ครวญถึงต้นทุนในตนเอง และมักจะทำอะไรสักแต่ว่าทำ แต่ขาดปัญญา