Universal Studio and Disney Land

         เราไป USA กันเมื่อ 27 March -7 April 2009 ค่ะ  ไป Orlando  และก็ต่อด้วย Los Angeles

การทำวีซ่าเข้าประเทศอเมริกา  เหมือนที่คุณโน้ตอุดม พูดในเดี่ยว 8 เลยว่า  ต้องใช้รูปถ่ายที่เห็นหูทั้งใบ  เราเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องไปถ่ายรูปใหม่  ขณะที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าสถานทูตฯ ที่เชียงใหม่  รปภ. ก็บอกเราว่า ถัดไปอีกประมาณ 50 เมตร มีร้านถ่ายรูปอยู่เค้าสามารถถ่ายรูปให้เข้ากับ criteria ที่ทางสถานทูตต้องการ ก็เลยไปใช้บริการค่ะ  รอเพียงแป๊ปเดียวก็ได้รูปที่มีหูครบทั้งใบ  สรุปแล้วการทำวีซ่าก็ผ่านไปค่ะ อ้อ เจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์ที่อยู่หลังกระจกกันกระสุนเค้าก็ไม่ค่อยถามอะไรมาก ถามนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ OK เพราะเราเตรียมเอกสารกันไปเพียบ  แล้วอีกวันเราก็ได้รับ visa USA 10 years สมใจ ได้ไปแล้ว...

การเดินทางที่แสนพิเศษ  พิเศษยังไง ก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวธรรมดากับพิเศษ  พิเศษก็เยอะหน่อย  trip นี้ก็เช่นกัน  เป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก ออกเดินทางด้วยเครื่องบิน TG จากเชียงใหม่ 27 march  14.50 น. ต่อเครื่องที่สุวรรณภูมิ 18.25 น. ต่อเครื่องที่ Los Angeles 22.00 น. ถึง Orlando 29 march 05.50 น.   กว่า 20 ชั่วโมงบนเครื่องบินไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนอน กิน เข้าห้องน้ำ ฟังเพลง สุดยอดแห่งการเดินทางค่ะ...อ้อ ลืมเล่า ที่สนามบิน LA กว่าเราจะหา Terminal 7 ที่จะต่อเครื่องไป Orlando ได้นี่ก็เล่นเอาเหนื่อยเพราะไกลกันพอสมควร  สนามบินที่ LA เค้าก็ต้อนรับเราด้วยสุนัขตัวเท่าคนเตี้ย มาดม ดม คิดว่าคงจะหายาเสพติด...

ที่พักที่ Orlando  เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่ใกล้ๆ กันกับที่ประชุม  ซึ่งเค้าจะทำอาหารเช้าที่เหมือนกันทุกวันปานประหนึ่งว่าพ่อครัวจะถูกจับเข้าคุกถ้าหากทำอาหารอื่นนอกเมนู   อาหารก็ประกอบด้วย ข้าวโอ๊ตเละๆ ขนมปัง  แยม  เนย  นมสด กล้วยหอม โยเกิร์ต ไส้กรอก หมูบดเละๆ ทำเป็นแผ่นกลมๆ (เรียกอะไรก็ไม่รู้) และกาแฟ และมีวาฟเฟิลที่เราจะต้องไปประกอบเอง หลังจากที่แอบดูฝรั่งทำแล้วเราก็ไปประกอบบ้าง ไม่ยากแฮะ...

Universal Studio Orlando  นัดกันตอน 10.00 น. เพื่อเดินทางไป Universal Studio Orlando  อันที่จริงเรากะว่าจะไปเที่ยวอันนี้กันที่ LA แต่ก็ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็มีคนพาไปแล้วก็ OK ไปกันเลย... เราเข้าไปหลายที่เหมือนกันค่ะ เช่น Magic House, Horrow, ET, Barney, Simpson, Jaw, Mummy, Diaster, Twister  ที่เด็ดสุดก็คือ  ในห้อง Horrow เราถูกเรียกขึ้นไปร่วมแสดงบนเวทีด้วย  ก็ฝรั่งคนที่เป็นพิธีกรเค้ามาดึงมือเราไปจากที่นั่งเลย (หลังจากที่เราพยายามหลบตา และนั่งอยู่แถวหลังสุดฤทธิ์) ก็เลยแสดง spirit of Thailand แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็ใจสู้น่ะ ฝรั่งก็ถามง่ายๆ ชื่ออะไร มาจากไหน อะไรทำนองนี้  แล้วเค้าก็ให้เราร่วมแสดง effect ต่างๆ ด้วย คนดูชอบใจกันใหญ่ มีรูปประกอบด้วย ตอนเฉือนแขนน่ะ  ชอบอีกที่ก็คือ ET สุดยอดเลยตอนที่นั่งรถจักรยานเหินฟ้าเข้าไปหาดวงจันทร์  สวยมากมาก  เด็ดสุดก็คือ Mummy ตื่นเต้นจริงๆ รถไฟเหาะที่ไม่ชอบเลยแต่นั่งแล้วก็มันส์ดี เหาะเข้าไปในปากมัมมี่เลย  อ้อ ก่อนเข้า Mummy เค้าให้ฝากของไว้ใน Logger ก่อนเข้าไป ก็เห็นระบบ finger print ในการ lock ประตูตู้ของฝรั่งก็ง่ายดีนะคะ (แอบดูฝรั่งคนอื่นทำก่อนและค่อยไปทำมั่ง)

Shopping ที่ Wall Mart & Florida Mall  วันที่ 30 เราไปช้อปค่ะ Wall Mart ก็เหมือนกับ Lotus บ้านเรา  แต่มีข้าวของแปลกๆ เยอะแยะที่บ้านเราไม่มีขาย  มีคนที่มา trip เดียวกัน ซื้อจานกลับบ้านเป็นโหลเลยค่ะ เค้าว่าจานยี่ห้อนี่ที่เมืองไทยขายแพงมาก แต่ที่ Wall Mart ขายไม่กี่เหรียญ  ร้านขายยาใน Wall Mart ก็น่าสนใจดีค่ะ มีเครื่องวัดความดันบริการในห้างด้วย  อ้อ ซื้อของใน Wall Mart เนี่ย พนักงานเค้าจะเอาของใส่ถุงพลาสติกให้เรา แล้วเราก็ต้องปลดออกมาเองเพราะเค้าจะหมุนวนใส่ไปเรื่อยๆ ค่ะ  ส่วน Florida Mall เป็นห้างที่ใหญ่ๆมากมาก เหมือนเอาสยามพารากอนซัก 4 อันมารวมกัน เอ หรือจะมากกว่านั้นหว่า  มี shop มากมายให้เลือก และที่สำคัญมีที่พักเป็นโต๊ะรับแขกตามจุดต่างๆ ให้พักขาด้วยค่ะ  วันนี้เรากินอาหารกลางวันกันใน Food Center ใน Florida Mall  โอ้โห กินไม่ได้เลยค่ะ  มีแต่ของมันๆ ในภาชนะยักษ์  ก็เลยกินแบบจานเดียว 2 คน  อ้อ ห้องน้ำเค้าแปลกดีค่ะ มีแบบห้องน้ำครอบครัวด้วย  โปรแกรมสุดท้ายก็คือ Premium Outlet เสร็จเลย รูดปื๊ดค่ะงานนี้ ของถูกมากได้มาหลายอย่างเลยแหละ

Sea World  ไปกันวันที่ 31 March ค่ะ  ตอนแรกก็ไม่ได้ทำการบ้านมาคิดว่าจะเหมือนกับสวนสัตว์บ้านเรา แต่ที่ไหนได้ อลังการมาก  เข้าไปหลาย station เหมือนกันค่ะก็มี ปลาวาฬเพชฆาต Shamu (ทีมีข่าวเมื่อตอนต้นปี 2010 ว่าโดดงับครูฝึกหญิงดำดิ่งลงไปใต้น้ำ แต่เป็นอีกตัวนึง ไม่ใช่ shamu) พวกที่นั่งโซนเปียกก็สมใจไปตามๆ กัน Sea lion อันนี้ก็สนุก ฝรั่งเค้าผูกเรื่องเก่งน่ะค่ะ เอาสัตว์มาแสดงด้วย น่ารักมากเลย  วันนี้เรากินอาหารกลางวันกันในนี้เป็นแฮมเบอร์เกอร์ยักษ์กับโค้ก ต่อคิวกันยาวมากมาก อ้อ เรื่องคิวนี่สำคัญมากค่ะ ฝรั่งเค้าให้ความสำคัญกับคิวไว้ค่อยเล่าเรื่องคิวให้ฟังทีหลังนะคะ   จากนั้นก็ไปดู Dolphin และตบท้ายด้วย Pet  ที่เอาน้องหมา น้องแมว สัตว์เล็กๆ มาแสดงเป็นเรื่องราว ไม่เหมือนบ้านเราที่มักจะให้สัตว์แสดงเป็นคน ให้วาดรูป ให้ ฯลฯ แต่ที่นี่เค้าเคารพสิทธิสัตว์ การบังคับให้สัตว์ทำอะไรที่เกินสัตว์จะทำได้นี่เห็นเป็นการทรมานสัตว์ค่ะ

Epcot park  วันที่ 1 April  เป็นอีกโซนนึงของ Disney Land  สไตล์ผู้ใหญ่หน่อยคือจะมีส่วนต่างๆ ให้เข้า เราก็เก็บกันได้หลายโซนเหมือนกัน  เข้า Space ที่เป็นรถไฟ แล่นไปตามราง แสดงถึงกำเนิดโลก กำเนิดอารยธรรมต่างๆ ทำนองนี้  จากนั้นก็เข้าไปที่ Innovation ดูนวตกรรมแปลกๆ  Land เป็นพื้นดิน  Living ก็ไปดูพวกพืชต่างๆ มีกล้วยอ่องบ้านเราด้วย  ที่ชอบมากๆ ก็คือ Mission Space in Mar เค้าให้เราเป็นนักบินอวกาศขับยานอวกาศไปที่ดวงจันทร์ ก็ขึ้นลำละ 4 คน อันนี้สนุกเพราะทำเหมือนจริงมาก แต่เมาหัวน่าดูเลยค่ะ  อันที่ชอบอีกก็คือ Energy with Ellen อันนี้ก็สนุกก็นั่งเก้าอี้เลื่อนไปเรื่อยๆ  สุดท้ายก็ไปดูวิวสวยๆ ใน Town ก็จะเป็นส่วนที่สร้างเลียนแบบเมืองต่างๆ ทั่วโลกค่ะ

วันกลับจาก Orlando   เดินทางกลับจาก Orlando 2 April  วันนี้ไม่มีกิจกรรมอะไรเลย นั่งรอ คุยกันจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง  ลาก่อนโรงแรมที่มีอาหารเหมือนกันทุกวัน  มี internet ให้เล่น 1 เครื่องที่ Lobby ห้องกว้างขวาง  บรรยากาศเงียบ  ไม่รู้คนที่ Orlando เค้าไปอยู่ไหนกันหมด  เมืองเค้าเงียบมากมาก  ไปถึง LA 21.30 น.  ตอนที่จะแยกจาก group ที่ LA ก็ใจหายเล็กน้อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราผจญภัยเองแบบ backpack ช่างกล้า...ติดตามตอนต่อไปของผจญภัยใน LA ได้ตอนหน้าค่ะ