บ้านเมืองกำลังเป็นทุกข์ใช่ไหม? คุณจะเป็นใครศาสนาไหนก็ตามถามจริงๆตอนนี้คุณกำลังทุกข์ใช่ไหม?
วันนี้ขอเล่นการเมืองหน่อย เพราะหลีกไม่พ้นไม่รู้จะหลบอยู่ในมุมไหน อีกอย่างการทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ใช่การกระทำที่ดีที่สุด เพราะเมื่อบ้านเมืองกำลังจมอยู่กับดวงตาที่มองไปข้างหน้า เราในฐานะเป็นพลเมืองคนหนึ่ง(งงไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองว่าคนไหม)จะไม่ช่วยอะไรบ้างเลยในขณะที่บ้านตัวเองกำลังพังทะลาย ก็คงจะเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดนัก
จริงๆแล้วหน้าที่ของคนอย่างผม(พระ)ก็คือช่วยโปรดประชาสัพพะสัตว์นั่นเอง นั่นเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยไม่ว่าจะมองในมุมไหน เหมือนเมื่อตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ยุคแรกๆที่ได้พระอรหันต์สาวกรุ่นแรกแย้ม ๖๐ องค์ ให้ไปประกาศพระศาสนา ไปประกาศทำไมหรือก็ประกาศให้คนได้ประพฤติธรรมตามคำสอนเพื่อให้พ้นจากทุกข์ไง
ตอนนี้ท่านทุกข์ไหม?
บ้านเมืองกำลังเป็นทุกข์ใช่ไหม? คุณจะเป็นใครศาสนาไหนก็ตามถามจริงๆตอนนี้คุณกำลังทุกข์ใช่ไหม?
เพราะความโลภไม่รู้จักพอ เพราะความหลงในตัวกูของกู เพราะความโกรธที่กำลังเผาไหม้อยู่ในใจคุณไม่มากก็น้อย เหล่านี้เป็นบ่อให้เกิดความทุกข์โศกอันใหญ่หลวง ความอิสสา ริษยา อาฆาตแค้น ทุกข์ระทมใจที่เหตุการณ์ทั้งหมดไม่สมประสงค์ของท่านฯก่อให้เกิดบ่อแห่งความโศกใหญ่
ยัง ยังไม่จบแค่นี้ดอกท่านที่รัก เพราะความทุกข์โศกเหล่านี้ยังจะกัดกร่อนอยู่ในชอกหลืบของหัวใจของเราทั้งหลายไปอีกนานแสนนาน จนกว่าโลกนี้นี่จะพินาศเมื่อเรายังไม่รู้จักคำว่า "พอดี พอดี"
เมื่อเมฆหมอกที่บดบังคนตาบอดจางลงจากการตะลุมบอลคลุกฝุ่น คุณอาจคิดว่าคุณคือผู้ชนะ ชะนะ คุณอาจจะคิดว่าคุณแพ้ แต่จริงแล้วไม่ใช่เลยท่านทั้งหลาย "เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดว่าคุณชนะ ความจริงคือคุณกำลังแพ้ คิดออกไหม"
จากเหตุการณ์นี้ท่านลองออกจากกรอบมาดูว่า ความแตกแยกยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าเดิม มันเป็นแผนที่แยบยลที่สุดของขุนพลที่ชำนาญการรบ "ขุนพลมาร"
ขุนพลมาร คือกิเลสตัณหาฯชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแยบยลไร้ที่ติ ดีกว่าตำรารบของชุนวูหลายเท่านัก เพื่อให้เราแตกแยกกันดีดีนี่เอง ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างทุกวันนี้ท้ายที่สุดคือเราทุกคนแตกแยกกันอย่างไม่ต้องตีความ ซึ่งนั่นก็คือแผนของพยามารใหญ่นั่นเอง
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้ท่านก็จะตกเป็นทาสรับใช้ของพยามารต่อไปโดยไม่รู้ตัวตลอดไป หากท่านไม่หยุด หยุด แล้วเอาสติ สัมปะชัญญะทั้งหมดเท่าที่พ่อแม่ให้มาในสมองอันแสนจะสับสน สกัดก้นแผนอุบาทได้อย่างชงัดดีนักแล
ผมจะไม่ใช้คำว่าน่าสงสาร โศกเศร้า ระทมทุกข์แต่อย่างใดในเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ แต่ในภาษาธรรมเขาใช้คำว่า "น่าเสียดาย" ที่ทุกคนมีสติสัมปะชัญญะอยู่แต่ไม่มีใครอยากเอามาใช้
สุดท้ายขอฝากให้คิด ท่านเชื่อไหมท้ายสุดแล้วมันจะไม่จบแค่นี้ แต่จะซึมลึกต่อไปอีกตราบนาน
และมีใครบ้างที่รู้ว่าปัณหามันเกิดจากอะไร? "ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่เหตุ เมื่อมันจะดับมันก็จะดับที่เหตุ ไม่ใช่ที่ปลายเหตุ" สวัสดี เจริญธรรมฯฯฯ
เรียน ปัญญาวโร
เห็นด้วยกับท่านทุกประการถ้าคนเรามีแต่เอาชนะกันแล้วใครคือผู้แพ้
นมัสการค่ะ..
จริงๆแล้วอาตมาไม่อยากเขียนเรื่องการเมืองให้มากเท่าไหร่ หลอก แต่เมื่อไปที่ต่างๆได้ฟังคนนั้นคนนี้แสดงความเห็นตามแต่ที่ตนคิดได้ หรือแม้กระทั่งข่าวที่เขียนโดยผู้มีการศึกษาก็ดี ส่วนมากมีอยู่สามแนวคิดคือ ๑ ฝ่ายช้าย ๒ ฝ่ายขวา ๓ กลัวเขาว่า เลยไม่เข้าข้างฝ่ายใด และส่วนมากอีกเช่นกันที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด
ดูเหมือนว่าศัพท์ที่บอกว่า "เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด" เป็นคำที่ส่วนมากมักนิยามเป็นตัวเอง แต่ก็ยังเกิดปัณหาอยู่นั่นเองใช่ไหมแม้ว่าจะไม่เข้าข้างใคร สรรหาคำดีดี ที่คิดว่าเหมาะสมมาใช้ก็ยังไม่จบ คิดว่าจับขังหัวหน้าแล้วเรื่องก็คงจบแต่จริงๆแล้วไม่ใช่มันเหมือนการกดทับหญ้าไว้ด้วยหินก้อนใหญ่คิดว่าหญ้าจะไม่งอกแต่ไม่เลย เมื่อไหร่เอาหินออกหญ้าก็กลับงอกใหม่ซ้ำยังจะงามเสียยิ่งกว่าเดิม ซึ่งนี่ก็คือวังวนของปัณหา
สรูปสั้นๆคือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน หรือไม่อยู่ฝ่ายไหนเลย คุณก็ไม่สามารถหนีพ้นข่ายแห่งปัณหาไปได้ และโดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่เข้าไปยุ่ง ไม่ฝักฝ่ายใดเลยยิ่งแตกออกเป็นอีกกลุ่มหนึ่งไปๆมาคนที่เป็นกลางก็เป็นหมากตัวหนึ่งกำหนดให้เดินไปในทิศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
เหตุผลก็คือเราเป็นหมากตัวหนึ่ง ที่ตกอยู่ในการเดินเกมส์ของ"ขุนพลมาร" เพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายคือความแตกแยก จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจพวกเราก็ได้ทำให้แผนการของท่านพยามารสำเร็จลุล่วงไปกว่าครึ่งแล้วขอรับ พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกถ้าไม่ก้าวเดินดีดี และถึงตอนนี้พวกเราก็ได้เป็นหมากให้พยามารใช้เดินไปจนถึงจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง
อย่าพึ่งตกใจครับ นี่น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นแค่นั้นเอง
และคุณเชื่อหรือไม่ว่า "คุณทักษิณ" ก็เป็นหมากตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่าหมากตัวเล็กอย่างพวกเราเท่านั้นเอง
นมัสการ..ท่านปัญญาวโร ค่ะ
ขอบพระคุณสำหรับความคิดเห็นทุกๆท่าน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ลำบากมากในตอนนี้แม้แต่การแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ปัจจุบัน จอคอมฯของอาตมาเล็กเกินไปหรือความคิดของอาตมาใหญ่เกินไป อาตมาอยากบอกเหมือนกับทุกๆคนว่า "อาตมาก็หวังให้สถานการณ์เป็นไปเหมือนค่ำคืนในวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เหมือนกัน" และเชื่อว่าทุกๆท่านที่เป็นคนไทยก็หวังอย่างนั้นแต่การที่จะสมหวังเป็นอีกเรื่องหนึ่งในคติที่ว่า "เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมด้วย" หมายถึงถ้าหวังว่าอยากให้ไทยเราหวลกลับมารักกันเหมือนรักแรกพบอีกครั้งก็ต้องช่วยกันกระทำเพื่อให้ความหวังของพวกเราเป็นจริง ตามเหตุ-ผล ขอย้ำว่าต้องช่วยกันทุกๆคนทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นอีกเหมือนดั่งเดิม แต่ไม่ใช่ช่วยกันให้เกิดปัญหาเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ความจริงที่ยังอยากจะบอกอีกข้อหนึ่งก็คือ
แม้แต่รัฐบาลเองก็เป็นหมากอีกตัวหนึ่งเหมือนกัน หมากอีกตัวที่จะดำเนินไปในแผนแห่งความแตกแยกของพยามาร
สาระที่สำคัญในบันทึกนี้ที่ยังไม่ได้นำมาเขียนยังมีอีก ที่ไม่นำมาเขียนเพราะอยากให้ท่านทั้งหลายคิดต่อยอดเอาเอง
คงไม่เป็นไรกระมั้งท่านผู้นิรทุกข์ ที่เราจะแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นพลังนำไปสู่ความสันติแห่งเราชาวสยาม เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านผู้เป็นบัณฑิตจงพิจารณา แสดงความเห็นเถิด เจริญพร
ในส่วนของพระย่อมมีหน้าที่ชี้ขุมทรัพย์ทางปัญญาให้ประชาชนมีดวงตา
เห็นธรรม แต่น่าอนาถที่พระบางรูปเข้าไปยุ่งเกี่ยวร่วมพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
เดรัจฉานวิชาโดยไม่คำนึงถึงสมณสารูป
บ้านเมืองจึงวุ่นวายเป็นทุกข์เข็ญเช่นนี้... ความรู้ที่ขาดปัญญากำกับอันตราย
เช่นนี้เองหนอ...