ประสบการณ์ข้อดีของอารมณ์เสีย
หลังจากที่ผมได้เขียนบันทึก "ข้อดี ของ อารมณ์เสีย" บันทึกดังกล่าว ปรากฏว่าผมนำมาใช้เตือนตัวเองได้ผลครับ ขอนำมาเล่าให้ฟังสักสองสามเรื่อง
เรื่องแรก ผมนำกล้องถ่ายรูปติดไวรัส ไปให้ร้านคอมพิวเตอร์ร้านหนึ่งเขาช่วยกำจัดไวรัสให้ที ผมเดินเข้าไปติดต่อพนักงานคนหนึ่ง เขาก็ชี้ให้ไปหาอีกคน ผมไปหาคนที่เขาให้ไปหาบอกว่ากล้องติดไวรัส พนักงานคนนั้นบอกเดี๋ยวก่อน แล้วก็ไปทำอย่างอื่น โดยไม่สนใจใยดี ปล่อยให้ผมรออยู่อย่างนั้น
แว็บแรก ผมรู้สึกโกรธครับ อยากจะเดินออกจากร้านไปเลย แต่พอมาคิดได้ว่า ความโกรธเป็นสัญญาณเตือนว่าเรามองโลกไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมก็เลยมาคิดดูว่าเขาคงจะมีงานวุ่น เลยยังไม่มีเวลาให้เรา
สักพัก พนักงานก็เรียกผมเข้าไป ผมก็ส่งกล้องให้ เขาก็รับไปทำสักประมาณ 3 นาที แล้วก็บอกผมว่า มีไวรัส 3 ตัว บอกชื่อไวรัสมาด้วย เขากำจัดเรียบร้อยแล้ว ผมถามค่าบริการเท่าไร เขาบอกไม่มีค่าใช้จ่าย ผมขอบคุณเขา แล้วก็เดินออกมา
แล้วผมก็กลับมาคิดทบทวน ที่เขาไม่สนใจผม เพราะงานเขายุ่ง เขาทำงานให้คนอื่นก่อน เสร็จแล้วเขาก็มาบริการให้ผม ที่ผมคิดว่าเขาไม่สนใจเรา เรามองผิดไปเอง
เรื่องที่สอง เรื่องการนิเทศงานวินัยเชิงบวก ผมไปนิเทศงานวินัยเชิงบวกที่โรง้รียน มีคุณครูบางท่านปฏิเสธเลยครับ ว่าวินัยเชิงบวกใช้ไม่ได้ผล นักวิชาการก็ดีแต่คิด ไม่เคยมาสอน ไม่เคยสัมผัสเด็กว่าขนาดไหน แว็บแรก ผมไม่พอใจครับ แต่พอนึกถึงสัญญาณเตือน แสดงว่าผมมองโลกผิดความเป็นจริง ความเป็นจริง คือ ที่คุณครูคิดอย่างนี้ เขาก็คิดตามมุมมองของเขา ตามประสบการณ์ของเขา เราต้องยอมรับว่าเขาเป็นของเขาอย่างนี้ ผมเลยต้องปรับมุมมองใหม่ ยอมรับเขาตามที่เขาเป็น ความไม่พอใจก็หายไปครับ
เรื่องที่สาม ผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่ง นัดผมมาทานข้าว เพื่อคุยปรึกษาเรื่องการศึกษาดูงาน ตอนนั้นพอดีผมนัดอีกคนไว้อยู่ แต่เห็นว่าเรื่องศึกษาดูงานสำคัญกว่า ผมก็เลยเลื่อนนัดคนที่นัดไว้ สักครู่ผู้บริหารที่นัดผมไว้ก็โทรมาเลื่อนนัด บอกว่าติดประชุม แว็บแรกผมก็รู้สึกไม่พอใจครับ แต่พอนึกถึงสัญญาณเตือน ก็เลยต้องกลับมามองตามความเป็นจริงว่าตอนที่เขานัดเรา เขายังไม่ติดประชุม พอนัดเราแล้ว คงมีประชุมด่วนเข้ามา ทำให้ความไม่พอใจหายไปครับ
ก็เป็นตัวอย่างการใช้สัญญาณเตือนใจที่ได้ผลครับ
แต่ที่ "หลุด" สัญญาณเตือนใจเอาไม่อยู่ ก็ยังมีนะครับ
สวัสดียามเช้าค่ะอาจารย์
ความคิดอัตโนมัติ ความคิดแว๊บแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนอะไร ทำให้เกิดการมองและแปลความหมายผิดพลาดบ่อยเหมือนกัน อาจารย์เล่าประสบการณ์ให้ฟังเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ ชื่นชมนะค่ะ ผ่านมาได้3สถานการณ์ที่ทดสอบอารมณ์มากพอสมควร สามารถระงับความโกรธได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณบันทึกดีๆนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
* ความคิดอัตโนมัติ ความคิดแว๊บแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนอะไร ทำให้เกิดการมองและแปลความหมายผิดพลาดบ่อยเหมือนกัน
(ครับ ถ้าแว๊บแรกเลย ฟันธงเลย ตัดสินใจเลย มีโอกาสผิดพลาดสูงครับ)
ขอบคุณครับ
วินัยเชิงบวก ต้องใจเย็นและใช้เวลาครับ
ขอบคุณมากครับ
* หากเราคิดใคร่ครวญดีๆทำให้เราสามารถลดความโกรธลงไปได้มากมาย..โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ
(เมื่อก่อนผมไม่ค่อยใคร่ครวญหรอกครับ อะไรไม่ได้ดังใจก็จะต้องแสดงออกครับ และ มักจะโกรธ คนที่ทำให้เราไม่พอใจ)
...เคยนิเทศครูรุ่นหลังๆเสมอว่าการโกรธนักเรียน...อย่าไปทำร้ายเขา....กรณีที่โกรธมากๆให้เดินออกมาระงับอารมณ์สักครู่คิดให้ดีๆ..เขาคือศิษย์ที่เราต้องอบรมสั่งสอนเขา..ความโกรธค่อยบรรเทาลงจึงค่อยคุยและสอนกันใหม่
(นี่แหละครับ วินัยเชิงบวกของแท้ครับ อย่าโกรธเด็ก ถ้าโกรธแล้วระงับไม่ได้ ให้ถอยออกมาก่อน)
...ได้รับการขานรับค่อนข้างมาก...เพราะสำหรับเด็กๆเราโกรธเขาก็เท่านั้นเอง...คนที่เครียดก็คงอยู่กับตัวเราเป็นผลเสียต่อตัวเอามากด้วยค่ะ...
(ดีจังเลยครับ ได้รับการขานรับ ครับ เด็กๆเราโกรธเขาก็เท่านั้นเอง เสียทั้งสองฝ่าย ทั้งครู ทั้งเด็ก)
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม
* หญิงสาวคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า "อะไรวะ ขายทุเรียนแต่ไม่รู้จักพันธุ์" แค่ได้ยินคำพูดมันก็น่าโกรธหรืออารมณ์เสียนะคะ
(ครับ ถ้าเป็นผมอย่างนี้เมื่อก่อนก็ต้องสวนกลับไปบ้างละครับ)
* แต่พี่คิมก็หยุดและ "ยิ้มให้เขา พบกับอาการหน้าบูดบึ้ง
(สุดยอดเลยครับ พี่คิม ยังยิ้มได้)
ถือว่าเขาเป็นครู มาทดสอบอารมณ์เราก็แล้วกันนะครับ
ขอบคุณมากครับที่นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน
เรื่องวินัยเชิงบวก ที่คุณครูบางท่านบอกใช้ไม่ได้ผล ผมว่าเขาปิดกั้นตัวเองครับ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะมันกระเทือน "อัตตา" ครับ
ถ้าค่อยๆคิด ค่อยเปลี่ยน อย่างที่พี่คิมเขียนมา ดีมากเลยครับ
* สำหรับวินัยเชิงบวก หรือครูที่บ่นว่าเด็กมีปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ แสดงว่าคุณครูท่านนั้นยังไม่เข้าใจกระบวนการและไม่เคยนำวินัยเชิงบวกไปใช้กับเด็ก
* การใช้วินัยเชิงบวก ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา เด้กบางคนอาจจะเข้าถึงได้เร็วกว่า เด็กบางคนอาจใช้เวลานาน เราก็เปลี่ยนเทคนิควิธีการไปเรื่อย ๆ
* ที่สำคัญต้องรู้จักเด็กคนนั้นเป็นอย่างดี วินัยเชิงบวกไม่ได้ถุกนำมาใช้กับเด็กที่คาดว่าเขามีปัญหาเท่านั้น สามารถใช้ได้กับเด็กทุกคน เพราะเด็กทุกคนมีข้อบกพร่องทั้งนั้นค่ะ
สำหรับประเด็น
ถ้าเหากคุณไม่คิดว่านักวิชาการเก่ง...คุณก็น่าจะเขียนเรื่องที่คุณเก่งกว่านักวิชาการ...มาเผยแพร่นะคะ จริงไหมคะ
ผมเองก็คันปากเหมือนกันนะครับ ถ้าเขากล้าเปิดใจ พูดอย่างพี่คิมก็เเหมือนกันนะครับ
ขอบคุณพี่คิมมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็มที่เป็นประโยชน์
สวัสดีค่ะ คุณครูsmall man
น่าชื่นชมมากๆค่ะที่คิดได้แบบนี้ ถ้าทุกคนทำได้แบบคุณครูตั้งแต่กรณีแรก ก็ไม่ต้องเสียเวลาเปล่าแล้ว คือถ้าเราเดินหนี พออารมณ์ดีก็กลับมา เสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าน้ำมันรถ และเสียหน้าด้วย เพราะยังไงก็ต้องพึ่งเค๊าอยู่ดี เราทำเองไม่เป็นนี่นา
ครับ บางเรื่องเราก็ยึดตัวเองมากเกินไป มองความสำคัญของตัวเองมากเกินไป มีแต่เสียกับเสียครับ
ขอบคุณครับ