Brain - Based Learning
แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(Brain - Based Learning)
สุวิมล หนูฉ้ง
เมื่อกล่าวถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับวงการศึกษาของไทย มีคุณครูจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจถึงแนวคิด หลักการทฤษฎีที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ แต่อย่างไรก็ดีก็มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน ได้มีการจัดทำหลักสูตร ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน และจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้ หน้าที่และกระบวนการทำงานของสมอง รวมทั้งแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ เพื่อจะช่วยเพิ่มความสามารถในการอออกแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างดี และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังที่จะเขียนถึงทฤษฎีการเรียนรู้ และแนวทางในการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสมองโดยตรง คือทฤษฎีพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ได้เสนอแนวคิดว่า ศักยภาพเป็นความเก่งของคน มีหลากหลาย คนแต่ละคนจะเก่งไม่เหมือนกัน การเสริมสร้างความเก่งหรือพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ครูผู้สอนต้องเข้าใจ รับรู้ความสามารถความถนัดในการเรียนรู้ที่หลากหลาย แม้นักเรียนจะไม่ถนัดทางคณิตศาสตร์ แต่ถ้าได้รับการกระตุ้นตอบสนองด้านที่ถนัด ก็จะทำเกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่ดีต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดีกว่ามุ่งเน้นเพียงคณิตศาสตร์ด้านเดียว ศักยภาพของคน (multiple intelligence) มี 8 ด้าน ดังนี้ (การ์ดเนอร์. 1983 อ้างถึงใน วิชัย วงษ์ใหญ่. 2542 : 7-11)
1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
2.ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence
3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)
4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence
5.ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
6.ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
7.ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
8.ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่ครูผู้สอนต้องรู้เพื่อใช้ประกอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะอธิบายว่า คนเราเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ได้แก่ ทฤษฎีของเพียเจท์ (Piaget) บรูเนอร์ และออสุเบล (Brunner and Ursubel) (โกวิท ประวาลพฤกษ์ และคณะ. ม.ป.ป. : 79-89) กลุ่มนี้สนใจปัจจัยภายในตัวบุคคล ที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัย (กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา. 2539 : 4) ปัญญาเกิดจากตัวบุคคลเอง ไม่ใช่จากเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อม ดังนั้นความรู้เดิมและสภาพแวดล้อมที่มีความหมายต่อบุคคล จะมีผลต่อการเรียนรู้ในเรื่องใหม่
โดย เพียเจท์ ค้นพบว่าการมีประสบการณ์ตรงหรือการได้ปฏิบัติจริง ส่งผลต่อการสร้างความรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้เกิดจากการกระทำของผู้เรียน โดยใช้การสัมผัสจับต้อง ทดลอง พิสูจน์ การเรียนรู้จะเกิดได้ดีเมื่อผ่านการกระทำหลาย ๆ อย่างประสานสัมพันธ์กันอย่างดี ครูควรใช้สื่อที่เป็นรูปธรรม เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง เด็กจะเกิดความคิดรวบยอด จึงจะเกิดการเรียนรู้ที่ดี
ในส่วนของ บรูเนอร์ ได้สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยการค้นพบ เขาเชื่อว่า การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้น ผู้เรียนควรได้มีส่วนร่วมในการค้นพบกระบวนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขั้นตอนการเรียนรู้จากประสบการณ์ไปสู่ความรู้แบบนามธรรม มี 3 ระดับ คือ การได้สำรวจ จับต้อง สัมผัส วัตถุของจริง ทำให้เกิดจินตนาการ สร้างภาพในใจแทนวัตถุ และใช้สัญลักษณ์ซึ่งเป็นนามธรรมแทนของจริง
นอกจากนี้ออสุเบล เน้นที่การจัดการเรียนการสอนให้มีความหมายต่อตัวผู้เรียน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนมีพื้นฐาน และนำมาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ โดยที่ผู้สอนควรจัดเนื้อหาให้สอดคล้อง หรือเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาก่อน จะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. 2536 : 178)
เมื่อครูผู้สอนเข้าใจหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้แล้ว การศึกษาเทคนิคการสอนก็มีความจำเป็นต่อการออกแบบการเรียนรู้ โดยมีเทคนิคการการสอนเพื่อให้สัมพันธ์กับหลักการทำงานของสมองดังต่อไปนี้
1. การนำเสนอเนื้อหาความรู้หลายๆ รูปแบบ เช่น กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนรู้ตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านการทำงาน ศิลปะ สาธิตให้ดู เช่นการสอนดนตรี ใช้ดนตรีประกอบจะช่วยให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้
2. ครูต้องทำความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการการเติบโตที่แตกต่างกันแม้จะอยู่ในวัยเดียวกันก็ตาม เด็กแต่ละคนจึงมีความพร้อมในการเรียนรู้ในช่วงวัยช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน ดูแลสุขภาวะของเด็กทั้งในเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย สอนให้เด็กรู้จักจัดการความเครียดผ่อนคลาย
3. เชื่อมโยงข้อมูลความรู้กับบริบทต่างๆ ที่ใกล้ตัว อาทิ วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนจึงจะสามารถเข้าใจได้ดี
4. จัดสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์ สร้างสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เอื้อให้ผู้เรียน และครูผู้สอนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอน สอนให้เด็กเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและอธิบายให้เด็กรู้ว่า อารมณ์ความรู้สึกนั้นส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างไร
5. พยายามหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลความรู้ที่ไม่เชื่อมโยงกับบริบท ข้อมูลความรู้อย่างเดียวจะทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องยาก ออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ใช้สมองหลายส่วนทำงานประสานเชื่อมโยงกัน
6. ใช้สื่ออุปกรณ์ เทคนิคการเรียนการสอนที่ดึงดูดความสนใจ เช่น งานศิลปะ บอร์ดภาพ เสียงเพลง ครูผู้สอนต้องมีความกระตือรือร้นและมีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ
7. กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและทบทวนใคร่ครวญสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
8. ไม่เน้นความรู้แบบท่องจำ เพราะจะทำให้เด็กไม่พยายามเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ
9. ใช้เทคนิคการเรียนการสอนที่ทำให้เด็กได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงอย่างหลากหลาย เช่น การทดลองทำให้ดู การทำโครงงาน ทัศนศึกษา เน้นให้ผู้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
10. สร้างบรรยากาศผ่อนคลายในชั้นเรียน หลีกเลี่ยงการกดดัน บังคับ ดุด่า การทำโทษอย่างรุนแรงทั้งทางกายและจิตใจ พยายามลบบรรยากาศแห่งความกลัวในตัวผู้เรียน ขณะที่ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย
11. ใช้กลยุทธ์ เทคนิควิธีในการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดความสนใจเด็กให้มากที่สุดทางประสาทสัมผัสทุกด้าน ทั้งการมองเห็น การได้ยิน อารมณ์ความรู้สึก การสัมผัส
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดย Tony Buzan ใช้ลักษณะของ 5 ส. เป็นแนวคิด คือ สัญลักษณ์ สั้น เส้น สีสัน และสร้างสรรค์