อธิบายภาพ : ต้นนุ่น การปั่นนุ่น เพื่อทำหมอนและเครื่องนอน 
                                                       วาดภาพ :
วิรัตน์ คำศรีจันทร์

  เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม   เป็น ๑ ในปัจจัย ๔ สำหรับการดำรงชีวิตของทุกคน ดังนั้น ภูมิปัญญาชาวบ้านในการผลิตและสร้างสรรค์เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า ตลอดจนเครื่องนอนต่างๆ จึงเป็นเสมือนทักษะและวิชาชีวิตที่ชุมชนต่างๆจะต้องเรียนรู้ และพัฒนาความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ อีกทั้งจัดว่าเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคมและชุมชนที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวัตถุดิบและทรัพยากรของท้องถิ่น บ่งชี้การพัฒนาวิธีคิดและความสร้างสรรค์ของชุมชน ตลอดจนแสดงถึงการพัฒนาภูมิปัญญาและความผสมผสานของวิทยาการและเทคโนโลยี ที่เหมาะสมและพอเพียง

ในมิติสังคมวัฒนธรรมและกระบวนการเรียนรู้ที่อยู่ในวิถีชีวิตนั้น ชุมชนจะให้คุณค่าและความหมายของการทอผ้า ตลอดจนการทำเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอน สำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ เหมือนกับเป็นผลรวมของของการพัฒนาชีวิตหลายด้าน สามารถใช้เป็นของฝากและสิ่งแสดงความเคารพในวาระพิเศษต่างๆ เช่น การเป็นของไหว้พ่อแม่และบุพการีในงานแต่งงาน ซึ่งสื่อแสดงถึงความเป็นคนรู้ทำมาหากินและรู้จักจัดหาปัจจัยเพื่อการดำเนินชีวิตให้มีความเจริญงอกงาม ใช้เป็นของที่ระลึก ทำบุญ และสันถาวะแขกผู้มาเยือน คนหนุ่มคนสาว รวมทั้งครอบครัวพ่อแม่ที่มีลูกหลานที่จะต้องออกเรือนในอนาคต ก็จะเรียนรู้ที่จะต้องทอผ้า ทำหมอนและเครื่องนอนสะสมต่อเนื่องเป็นแรมปีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในของสำหรับจัดงานแต่งงานและทำบุญ 

ด้วยบทบาทและความสำคัญดังกล่าวนี้ ชาวบ้านและชุมชนคนหนองบัว ตลอดจนชุมชนอีกหลายแห่งในถิ่นชนบทของสังคมไทย จึงมีวัฒนธรรมการทอผ้า ทำนุ่น ทำเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า และเครื่องนอน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ในอดีตนั้น ต้นนุ่น การทำนุ่น และการทำเครื่องนอนเครื่องนุ่งห่ม จึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปและเป็นพื้นฐานความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการสู่เงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆของสังคม

ต้นนุ่น การทำนุ่น หมอน และเครื่องนอน

   ลักษณะต้นนุ่น ฝักนุ่น และนุ่น

ต้นนุ่น เป็นไม้ยืนต้นที่มีฝัก ซึ่งในฝักจะมีนุ่นสำหรับนำมาทำหมอนและเครื่องนอนให้อ่อนนุ่ม ลักษณะของต้นนุ่นจะเหยียดตรง ทั้งลำต้นและกิ่งก้านจะมีสีเขียว เริ่มออกดอกและติดลูกในหน้าหนาว ดอกของต้นนุ่นนำมาทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกกินเป็นอาหารได้ เมื่อถึงคราออกดอกและฝัก ก็จะทิ้งใบจนเกือบหมดทั้งต้น เหลือเพียงฝักซึ่งจะมีน้ำหนักและโน้มให้กิ่งลู่ ฝักต้นนุ่นเมื่ออ่อนจะมีสีเขียวเช่นเดียวกับเปลือกลำต้น เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งฝักนุ่นก็จะแก่ ฝักแก่ของต้นนุ่นมีสีน้ำตาลด้าน หากไม่สอยมาตากให้แห้งและเก็บไว้ใช้ประโยชน์ฝักนุ่นที่แก่คาต้นก็จะแตกออกและเมล็ดสีดำของต้นนุ่นซึ่งจะมีปุยนุ่นติดอยู่ตามขั้วเมล็ดก็จะปลิวลอยล่องไปตามลม ตกลงไปที่ใด เมื่อถึงหน้าฝนก็จะงอกและเติบโตอย่างง่ายดาย ต้นนุ่นจึงแพร่กระจายได้ง่ายมาก

   การเก็บและสอยฝักนุ่น 

เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งหลังเกี่ยวและนวดข้าวซึ่งฝักนุ่นก็จะแก่พอดี ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านวางมือจากการทำนาหันไปทำงานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆทั้งของชุมชน วัด สิ่งสาธารณะ และของตนเอง การทำนุ่น ทอผ้า และทำเครื่องนอนหมอนมุ้ง ก็จะเป็นงานหัตถกรรมสำหรับเด็ก สตรี และกลุ่มแม่บ้านแม่เรือน โดยจะเริ่มจากการช่วยกันไปใช้ส้าวสอยฝักนุ่นและเขย่าที่กิ่งให้ฝักแก่หลุดจากขั้ว

   แกะนุ่นและตะกร้าใส่นุ่น

จากนั้น ก็จะนำไปตากกลางลานจนแห้งสนิท เมื่อต้องการทำนุ่นก็เพียงเคาะฝักนุ่นกับท่อนไม้ ฝักนุ่นก็จะแตกออก ชาวบ้านจะแกะปุยนุ่นใส่ในเครื่องสานซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ให้มีตาห่างๆ เนื่องจากในรอบแรกนี้ ปุยนุ่นจะมีเมล็ดนุ่นติดอยู่ด้วยจึงต้องใส่ในตะกร้าขนาดใหญ่เพื่อปั่นให้ปุยนุ่นฟูและเมล็ดหลุดออกไปจนหมด

   ไม้กากบาทสำหรับปั่นและตีปุยนุ่น

เมื่อแกะปุยนุ่นติดเมล็ด ใส่ในตะกร้าสานขนาดใหญ่เต็มแล้ว ชาวบ้านก็จะปั่นนุ่นให้ฟูพร้อมกับแยกเมล็ดออกจากปุยนุ่น ไม้ที่ใช้ปั่นนั้น เป็นเทคโนโลยีและงานหัตถกรรมอย่างง่ายๆแต่มีประสิทธิภาพมาก โดยจะเหลาไม้ไผ่เป็นท่อนยาวขนาดพอเหมาะ ที่ปลายข้างหนึ่งทำไม้ไขว้กันเป็นกากบาทขนาดประมาณ ๑ คืบเพื่อปั่นและตีปุยนุ่น และบางครั้งก็อาจจะทำเป็นสองจังหวะโดยทำตรงกลางท่อนไม้อีกที่หนึ่ง

   การปั่นแยกเมล็ดนุ่นและตีนุ่นให้เป็นปุยนุ่ม

ชาวบ้านจะใช้ไม้ปั่นและตีปุ่ยนุ่นด้านที่มีกากบาทดังกล่าว แหย่เข้าไปในปุยนุ่นในตะกร้านั้น พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างประกบที่ด้ามแล้วปั่นให้กากบาทหมุนกลับไปมาอย่างต่อเนื่อง ก้อนปุยนุ่นเมื่อถูกไม้กากบาทตีก็จะแตกออก เมล็ดนุ่นสีดำสนิทขนาดประมาณ ๒ เท่าของเมล็ดพริกไทยก็จะหลุดลอดออกจากตาห่างๆของตะกร้า ชาวบ้านจะค่อยๆปั่นและตีจนปุยนุ่นฟู อ่อนนุ่ม เสร็จแล้วก็จะเก็บไว้ในกระสอบและนำนุ่นที่ยังไม่ได้ปั่นมาใส่ตะกร้าชุดใหม่แล้วก็ปั่นต่อไปอีกเรื่อยๆจนได้ปริมาณที่ต้องการ

   การยัดนุ่นใส่หมอนและเครื่องนอน

จากนั้น จึงจะนำเอาหมอนและเครื่องนอนต่างๆที่เย็บผ้าเตรียมไว้ออกมายัดนุ่น ทำทีละชิ้นและอย่างเป็นงานศิลปหัตถกรรม อดทน มีสมาธิ หากรีบเร่งและใจร้อนหรือขาดการเรียนรู้ นุ่นที่ยัดใส่หมอนและเครื่องนอนก็จะแข็งและเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ หากใส่น้อยไปและคำนวณไม่ได้ที่ ก็จะเหลวและอ่อนเกินไป

จะเห็นได้ว่า กว่าที่จะออกมาเป็นหมอนและเครื่องนอนที่สวยงามและอ่อนนุ่มน่านอนนั้น  มีกิจกรรมที่ออกมาจากชีวิตจิตใจของผู้คนและกระบวนการที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย การทำนุ่นและเครื่องนอนจึงบ่งบอกความเป็นผู้สังเกต เรียนรู้ มีภูมิปัญญาปฏิบัติ ความเป็นคนเอาธุระ และความเป็นคนทำการทำงาน เป็นแม่บ้านแม่เรือน เรียกอย่างชาวบ้านได้ว่า 'เป็นคนเอาถ่าน'

การจัดการการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม
และการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้อย่างบูรณาการ

การทำนุ่น หมอน และเครื่องนอนต่างๆ นอกจากเป็นกระบวนการเรียนรู้และสั่งสมภูมิปัญญาชาวบ้านไว้ในชุมชนและครัวเรือนแล้ว เราสามารถพัฒนาเป็นองค์ความรู้ชุมชนและพัฒนาเป็นทรัพยากรการจัดการศึกษาเรียนรู้อย่างบูรณาการ เพื่อบรรลุจุดหมายการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม

ด้านวิทยาศาสตร์ชาวบ้านและวิทยาศาสตร์ชุมชนก็สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างเป็นระบบให้ได้สีสันจากวัตถุดิบในธรรมชาติที่สวยงามและไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เทคนิคการย้อมที่คงทนและได้ความสม่ำเสมอ ลักษณะการวางเพื่อตากแดดให้ฝักแก่ของนุ่นแห้งสนิทอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในด้านการคิดก็สามารถเรียนรู้วิธีออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ

ด้านศิลปหัตถกรรมก็สามารถเรียนรู้การทำนุ่นและเครื่องนอนด้วยการพึ่งฝีมือและความสร้างสรรค์ของตนเอง ด้านการวางแผนและบริหารจัดการเชิงเศรษฐกิจก็สามารถพัฒนาการเรียนรู้ด้านการกระจายผลผลิตของชุมชนให้มีประสิทธิภาพที่สุด การตั้งราคา การนำไปขายจ่ายแจก และการจัดการด้านรายได้ ด้านภาษาอังกฤษก็สามารถพัฒนาคำศัพท์พื้นฐานและการใช้ในสถานการณ์ต่างๆจากสิ่งที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศที่ออกมาจากการมีความลึกซึ้งเกี่ยวกับตนเอง

ด้านการเรียนรู้ทางสังคมและพัฒนาความเป็นพลเมือง ก็สามารถพัฒนาความสำนึกต่อสังคม การเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนและรากเหง้าของตนเอง ด้านสุขภาพและสุขภาวะชุมชนก็สามารถพัฒนาการเรียนรู้ความเป็นปัจจัยสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เหล่านี้เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้และการจัดการศึกษาเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเป็นการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้แก่เด็กอย่างเป็นองค์รวมแล้ว ก็จะก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์และมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดของโรงเรียนกับชุมชน ชุมชนก็จะมีโรงเรียนเสริมกำลังเป็นหน่วยจัดการทางวิชาการ ส่วนโรงเรียนก็จะมีกำลังสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชน ทำให้โรงเรียนในชุมชนหนองบัวและในแหล่งชนบทมีโอกาสพัฒนาการศึกษาด้วยตนเองได้มากยิ่งๆขึ้น.