บทที่ 4 บทวิเคราะห์
อนุสัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ
ตอนที่ 2
1.3 วิเคราะห์ข้อพิจารณาว่าด้วยบทบัญญัติว่าด้วยหลักการคุ้มครองลูกหนี้
โดยหลักแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลประโยชน์ซึ่งกฎหมายจะต้องคุ้มครอง แต่ขัดแย้งกันอยู่ คือ ผลประโยชน์ทางด้านการค้า ซึ่งต้องให้มีการใช้เครดิตได้กว้างขวาง โดยถือว่าหนี้เงินก็เหมือนกับทรัพย์สินชนิดอื่นควรให้โอนกันได้โดยข้อตกลงระหว่างผู้โอน และผู้รับโอน และมีผลใช้ยันกับบุคคลที่สามได้โดยไม่ต้องมีพิธีการอะไร และไม่ต้องให้ลูกหนี้ยินยอมด้วย แต่ก็มีผลประโยชน์ของลูกหนี้อีกฝ่ายหนึ่งที่กฎหมายจะต้องให้ความคุ้มครองโดยมิให้ลูกหนี้ถูกกระทบกระเทือนจากการโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ หากลูกหนี้ชำระหนี้ไปก่อนที่ควรจะรู้ถึงการโอนการการชำระหนี้นั้นก็ควรจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายและหากลูกหนี้มีข้อต่อสู้อะไรกับเจ้าหนี้เดิมก็ควรจะใช้ยันกับเจ้าหนี้ผู้รับโอนได้ ทั้งไม่ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหนี้โดยที่ลูกหนี้มิได้ยินยอมหรือรับรู้ด้วย ระบบกฎหมายที่สำคัญมีแนวความคิดไม่ตรงกันทีเดียวว่า จะควรคุ้มครองผลประโยชน์ฝ่ายไหนยิ่งกว่า[1]
จากการศึกษาพบว่า หลักการคุ้มครองลูกหนี้ในหลักการเดียวกันกับอนุสัญญาฯ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รองรับในหลักการคุ้มครองลูกหนี้ไว้เช่นกัน โดยบัญญัติไว้ในเรื่องการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ในมาตรา 306 วรรคสองว่า “การโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าว หรือความยินยอมเช่นว่านี้ ต้องทำเป็นหนังสือ”
จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติในมาตรา 306 ได้กำหนดวิธีการโอนระหว่างผู้รับโอน และลูกหนี้ไว้ว่า การโอน จะมีผลต่อเมื่อ 1) มีการบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือ ลูกหนี้ยินยอม และ 2) คำบอกกล่าวหรือความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วยการโอนระหว่างเจ้าหนี้ผู้โอนและเจ้าหนี้ผู้รับโอน แม้จะได้ทำเป็นหนังสือแล้ว แต่ถ้ามิได้บอกกล่าวการโอนแก่ลูกหนี้ หรือลูกหนี้มิได้ยินยอมด้วย การโอนนั้นก็ยกขึ้นต่อสู้ลุกหนี้หรือบุคคลภายนอกไม่ได้ และการไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่ มาตรา 306 วรรคหนึ่งกำหนดไว้ มีผลให้ไม่อาจยกเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องใช้ยันลูกหนี้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 306 วรรคสอง
โดยมาตรา 306 วรรคสอง กำหนดไว้ ว่า “ถ้าลูกหนี้ทำให้พอใจผู้โอนด้วยการใช้เงิน หรือด้วยประการอื่นเสียแต่ก่อนได้รับบอกกล่าวหรือก่อนตกลงให้โอนไซร้ ลูกหนี้นั้นก็เป็นอันหลุดพ้นจากหนี้” กล่าวคือ ถ้าการโอนนั้นลูกหนี้มิได้ยินยอม หรือ มิได้ได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือก็ถือสำหรับลูกหนี้นั้นว่าการโอนยังไม่มี ยังถือว่าผู้โอนเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงอาจชำระหนี้แก่ผู้โอนได้ การชำระหนี้อาจทำด้วยการใช้เงิน หรือทำการอย่างอื่นก็ได้เมื่อชำระหนี้แล้วหนี้ก็ระงับ ผู้รับโอนจะมาเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้อีกหาได้ไม่ ในทางตรงกันข้ามถ้าได้มีการบอกกล่าวการโอนให้ลูกหนี้ทราบหรือลูกหนี้ยินยอมด้วยกับการโอนแล้ว ลูกหนี้ก็จะต้องชำระหนี้ให้กับผู้รับโอนอาจจะชำระหนี้ให้กับผู้อื่นหาได้ไม่
ในขณะอนุสัญญาได้กำหนดหลักคุ้มครองลูกหนี้ไว้อย่างละเอียดและชัดเจนกว่ามาก โดยกำหนดเป็นหลักการว่า ในการชำระเงินลูกหนี้จะหลุดพ้นจากหนี้ด้วยการชำระเงินตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิมจนกว่าลูกหนี้จะได้รับแจ้งการโอน อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับแจ้งแล้ว ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้รับโอนเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับแจ้งจากผู้รับโอนเป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องเดียวกันจากผู้โอนมากกว่ามากกว่าหนึ่งฉบับ ลูกหนี้จะหลุดพ้นเมื่อชำระเงินตามที่ได้รับแจ้งฉบับแรก อย่างไรก็ดี หากเป็นการบอกกล่าวการโอนหลาย ๆ ทอดให้ลูกหนี้ชำระเงินตามที่ได้รับแจ้งฉบับ ล่าสุด
ในกรณีที่ผู้รับโอนเป็นผู้แจ้ง ลูกหนี้สามารถให้ผู้รับโอนแสดงหลักฐานว่าตนเป็นผู้รับโอนที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อป้องการการชำระหนี้ผิดคน อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ต้องขอพยานหลักฐานภายในระยะเวลาอันสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ถ่วงการชำระหนี้ โดยอ้างว่าไม่ทราบหลักฐานภายในระยะเวลาอันสมควร หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ถ่วงการชำระหนี้ โดยอ้างว่า ไม่ทราบว่าผู้รับโอนเป็นผู้รับโอนที่ถูกต้องหรือไม่ การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ถ่วงการชำระหนี้จะทำให้ต้นทุนในการให้เครดิตสูงขึ้น
ทั้งนี้ ข้อกำหนดนี้จะไม่กระทบกระเทือนต่อภาระหน้าที่ที่ลูกหนี้มีอยู่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้ให้กับบุคคลอื่นที่มีสิทธิโดยชอบตามกฎหมายภายในของตน อาทิ การวางทรัพย์ต่อเจ้าหน้าที่ของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เป็นต้น[2]
สำหรับข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้โอนและลูกหนี้ที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเดิม อาทิ สัญญาให้บริการ การบำรุงรักษา เป็นต้น จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาเดิมด้วย
ผู้ศึกษาเห็นว่า การระบุกฎหมายในลักษณะเช่นข้อ 17 ของอนุสัญญาฯ นั้น มีลักษณะเป็นการมุ่งไปในทางคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกหนี้มากกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด ในแง่ข้อกฎหมาย “ว่าด้วยวิธีการหลุดพ้นจากการชำระหนี้” โดยในอนุสัญญาฯ นั้นมีรายละเอียดและทางเลือกให้กับลูกหนี้นอกเหนือกว่าที่ประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้[3] อีกทั้งหลักในการคุ้มครองลูกหนี้ของอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ เป็นที่ยอมรับของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เช่น ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในการประชุมยกร่างข้อบทนี้ ประเทศไทยก็แสดงท่าทีอย่าง ชัดเจนที่จะให้มีการระบุหลักการนี้ไว้ในอนุสัญญาฯ เพราะหากเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องข้ามประเทศ ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยจะได้ไม่ต้องรับภาระในการตรวจสอบว่าหนี้ของตนถูกโอนไปกี่ทอดแก่ผู้ใดบ้าง และตนต้องชำระหนี้กับผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องรับภาระจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินด้วย จึงเห็นได้ว่าการคุ้มครองสิทธิและพันธะของลูกหนี้ (Debtor Protection) จะให้ความคุ้มครองสำหรับลูกหนี้อย่างเพียงพอ
โดยที่อนุสัญญาฯ มุ่งเน้นที่จะให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องได้ง่าย ด้วยเหตุผลที่ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นเพื่อให้เจ้าหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนมาใช้ได้ก่อนหรือหาแหล่งเงินทุนได้ง่ายก่อนที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ควรได้รับผลกระทบอย่างไม่จำเป็นจากการโอนสิทธิเรียกร้องหรือหากจะกระทบก็ให้กระทบลูกหนี้น้อยที่สุด อนุสัญญาฯ จึงกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากไม่ได้รับการยินยอมจากลูกหนี้ การโอนจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของลูกหนี้ รวมถึงข้อตกลงในการชำระเงินที่ระบุอยู่ในสัญญาเดิม คำสั่งให้ชำระเงินอาจเปลี่ยนชื่อบุคคล ที่อยู่ หรือเลขบัญชีที่ลูกหนี้จะต้องชำระเงินได้ แต่จะเปลี่ยนสกุลเงินที่ระบุในสัญญาเดิม หรือประเทศที่ระบุในสัญญาเดิมให้เป็นประเทศอื่นจากประเทศที่ลูกหนี้มีถิ่นที่อยู่ไม่ได้[4] เป็นต้น ซึ่งในการบอกกล่าวลูกหนี้หรือคำสั่งให้ชำระเงิน ต้องทำเป็นภาษาที่ใช้ในสัญญาเดิมหรือภาษาอื่นที่ลูกหนี้จะเข้าใจได้[5]
นอกจากนี้อนุสัญญาฯ ได้กำหนดให้ทั้งผู้โอนและผู้รับโอนทั้งสองฝ่ายสามารถส่งคำบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ถึงการโอน และวิธีการชำระหนี้แต่ภายหลังจากที่ได้มีการส่งคำบอกกล่าวไปแล้ว เฉพาะเพียงผู้รับโอนเท่านั้นมีสิทธิแจ้งวิธีการชำระเงินให้ลูกหนี้ทราบ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามนี้แล้ว ทำให้ลูกหนี้ชำระเงินให้ผิดคนและเกิดความเสียหายขึ้น ฝ่ายนั้นจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นต่ออีกฝ่ายหนึ่ง[6]การบอกล่าวให้ลูกหนี้ทราบถือเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระ แก่ลูกหนี้ในการพิจารณาว่าจะต้องชำระเงินให้กับผู้ใด หากลูกหนี้ได้รับแจ้งก็ยังคงชำระเงินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมได้ต่อไป
เห็นได้ว่า หลักการต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ในกรณีที่ประเทศไทยต้องหาแหล่งเงินทุนมาประกอบการในธุรกรรมที่ต้องรับโอนสิทธิเรียกร้องจากต่างประเทศในฐานะเป็นลูกหนี้ผู้กู้ยืม และประเทศไทยเองก็ได้มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลักการนี้ จึงถือว่าเป็นหลักการที่ดีสำหรับประเทศไทย ในการที่จะปรับใช้กับกฎหมายภายในประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้วย
ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นได้ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ได้บัญญัติไว้ในบรรพ 2 หนี้ ลักษณะบทเบ็ดเสร็จทั่วไปใช้บังคับระหว่างเจ้าหนี้เดิมกับผู้รับโอน ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ แต่ยังคงเงื่อนไขสัญญาเดิมเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในการทำนิติกรรมระหว่างประเทศที่มีความแตกต่าง ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Law Application) การมีอนุสัญญาฯ เป็นตัวกลางในการใช้บังคับร่วมกัน จะทำให้สิทธิหน้าที่และความรับผิด รวมทั้งหลักเกณฑ์การปฏิบัติเป็นไปในทางเดียวกัน สำหรับประเทศไทย การได้ประโยชน์จากอนุสัญญาฯ นี้ จะอยู่ในฐานะที่เป็นลูกหนี้ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหนี้ โดยยังคงเงื่อนไขสัญญาเดิม (Original Contract) เป็นหลัก และในธุรกรรมทางการเงินบางประเภท เช่น ธุรกิจแฟ็คเตอริ่ง โปรเจ็คไฟแนนซ์ สัญญาสัมปทาน รวมทั้งธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมากที่มีความจำเป็นต้องหาเจ้าหนี้หลายราย ทำให้เกิดความสะดวกและสามารถกำหนดกรอบของความรับผิด โดยไม่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างในด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา อีกทั้งยัง ส่งเสริมระบบการเงินการคลังของประเทศไทยให้สามารถนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศได้[7]
นอกจากนี้ อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ก็จะให้ผลประโยชน์ของผู้กู้จากความคุ้มครองของกฎหมายภายใน ที่จะไม่ถูกแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสมเช่นกัน เนื่องจากอนุสัญญาฯ กำหนดให้ลูกหนี้ต้องมีถิ่นทีอยู่ในรัฐภาคีผู้ทำสัญญา หรือกฎหมายของรัฐภาคีผู้ทำสัญญาใช้บังคับกับคู่สัญญาเดิม (Original Contract) และจำกัดผลของการโอนที่จะมีต่อลูกหนี้เฉพาะที่ระบุไว้ในมาตรา 19-23 เท่านั้น[8]
แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ผลกระทบของอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ แล้ว เห็นได้ว่า สิทธิในการโอนสิทธิเรียกร้องตามอนุสัญญานี้ไม่ได้เกิดจากความตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้แต่อย่างใด หากแต่เป็นการตัดสินใจของเจ้าหนี้ (ผู้โอน) ซึ่งอยู่ต่างประเทศแต่ฝ่ายเดียวที่สามารถกระทำการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินไปให้แก่ผู้รับโอนอีกประเทศหนึ่ง แม้จะขัดต่อเจตนาของลูกหนี้ก็ตาม ดังนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากธุรกรรมทางการเงินอาจก่อให้เกิดผลกระทบกับลูกหนี้ได้ เนื่องจากธุรกรรมทางการเงินจะมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งจะต่างกับการโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากธุรกรรมทางการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพียงตัวเงินอย่างเดียวจึงไม่มีผลกระทบมากนัก
แต่อย่างไรก็ดีหากเป็นการผูกพันตามอนุสัญญาและจะต้องนำมาตรการ เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องทางการเงิน (Receivable) มาใช้ ก็มิได้ขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปที่กำหนดว่าลูกหนี้ต้องชำระหนี้ทั้งปวงที่มีอยู่ให้กับเจ้านี้ทั้งหมด[9]
1.4 วิเคราะห์ข้อพิจารณา ว่าด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิ และพันธะของผู้โอนและผู้รับโอน กรณีการบอกกล่าวลูกหนี้ในกรณีโอนต่างราย
จากการศึกษาพบว่า ในเรื่องการโต้แย้งระหว่างผู้รับโอนหลายคนหรือระหว่าง ผู้รับโอนกับบุคคลที่สามนั้นได้บัญญัติไว้ในข้อ 17.4 ของอนุสัญญาฯ โดยภายใต้บทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ได้กำหนดถึงหลักการโอนต่อ ๆ มาว่า “ถ้าลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนมากกว่าหนึ่งครั้งของสิทธิเรียกร้องทางการเงินรายเดียวกัน โดยผู้โอนคนเดียวกัน ลูกหนี้จะหลุดพ้นโดยการชำระหนี้ตามคำบอกกล่าวที่ได้รับครั้งแรก”
ในขณะที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ปรากกฎหลักนี้แต่อย่างไรมีเพียง มาตรา 307 ที่กำหนดในเรื่องการโต้แย้งสิทธิระหว่างผู้รับโอนหลายคน หรือระหว่างผู้รับโอนกับบุคคลที่สามว่า “ในกรณีพิพาทในการโอนต่างราย การโอนรายใด ที่ได้ บอกกล่าวหรือตกลงก่อน การโอนรายนั้นก็จะได้สิทธิดีกว่าการโอนรายอื่น ๆ” โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดแต่เพียงว่า หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาไม่ให้โอนสิทธิเรียกร้อง การแสดงเจตนาเช่นนั้นจะใช้เป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้”
ตามบทบัญญัตินี้ ถ้าปรากฏว่า ผู้รับโอนรายหลังได้แจ้งการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ก่อน ลูกหนี้ก็ต้องถือว่าผู้นั้นเป็นผู้รับโอน ผู้รับโอนรายแรกซึ่งยังไม่ได้ บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ไม่อาจอ้างการโอนของตนขึ้นมาใช้กับลูกหนี้หรือผู้รับโอนรายหลังนั้น หมายความว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนหลายราย และทุกรายมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ในระหว่างผู้รับโอนหลายรายนั้น ผู้รับโอนรายใดที่ได้บอกกล่าวหรือตกลงกันก่อน ผู้รับโอนรายนั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า จึงเห็นได้ว่า การยอมรับหลักตามข้อ 17.4 นี้ อาจไม่สอดคล้องกับหลักตามอนุสัญญาฯ
วิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลักการในมาตรา 307 นั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า หากลูกหนี้ไม่ยินยอมให้เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลอื่นด้วยการกำหนดห้ามไว้ในสัญญาเดิม เจ้าหนี้จะโอนสิทธิให้แก่บุคคลอื่นได้หรือไม่
นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กับการโอนสิทธิเรียกร้องภายในประเทศ หากมีประเด็นความขัดแย้งเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องก็ต้องใช้หลักกฎหมายขัดกันของไทย ซึ่งไม่อาจเพียงพอกับการนำมาปรับใช้ ในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศสำหรับธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไรและธุรกรรมทางการเงินรวมถึงหนี้ทางการค้าอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจง ที่ต้องรับการโอนสิทธิเรียกร้องจากต่างประเทศ
อีกทั้ง ผู้ศึกษาเห็นว่า มาตรา 307 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อผู้รับโอนได้หากผู้รับโอนไม่รอบคอบให้ลูกหนี้ให้คำรับรองก่อนรับโอนว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ให้ตนเมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องกัน ดังนั้น การบัญญัติกฎหมายเช่นนี้เป็นการไม่สมประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
แต่ในขณะที่อนุสัญญานั้น การโอนต่างรายในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนมากกว่าหนึ่งครั้งจากการโอนหลายทอด[10] อนุสัญญา กำหนดให้การโอนที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวครั้งแรกเป็นการโอนที่ผูกพันให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่ผู้รับโอน รายดังกล่าว อันเป็นการบัญญัติข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่าที่ประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้
นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า การคุ้มครองสิทธิและพันธะของผู้โอนและ ผู้รับโอน โดยหลักแล้วจะเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ปรากฏในสัญญาโอนสิทธิ และในกรณีที่เป็นการโอนระหว่างประเทศ ก็จะต้องพิจารณาถึงทางปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับกันในวงธุรกิจนั้น ๆ ด้วย[11] และนอกจากนี้ อนุสัญญาฯ กำหนดเป็นหลักการไว้ว่า “หากไม่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น ผู้โอนยอมรับผูกพันตน ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิที่จะโอนสิทธิเรียกร้องได้ ผู้โอนยังมิได้ทำการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินนั้นให้แก่ผู้รับโอนคนอื่นมาก่อนและลูกหนี้ไม่มีข้อต่อสู้หรือสิทธิหักกลบลบหนี้ที่จะยกขึ้นต่อผู้รับโอนแต่ประการใด แต่ไม่รวมถึงการรับรองความสามารถของลูกหนี้ในการชำระเงินแต่ประการใด[12]
การกำหนดเช่นนี้ เพื่อเป็นการประกันว่า สิทธิเรียกร้องที่โอนเป็นสิทธิ เรียกร้องที่ผู้รับโอนสามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระเงินเมื่อถึงกำหนดชำระเงินได้โดยไม่มีอุปสรรค ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงในการไม่ได้รับชำระเงินจะสูงขึ้น อันจะทำให้ผู้รับโอนต้องคิดคำนวณความเสี่ยงของตนก่อนที่จะตัดสินใจให้เครดิตแก่ผู้โอน
นอกจากนี้อนุสัญญาฯ ยังได้กำหนดให้ชัดลงไปอีกว่า “หากไม่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน สิทธิของผู้รับโอนในการรับชำระเงิน ครอบคลุมไปถึงดอกผลของสิทธิเรียกร้อง รวมทั้งสินค้าที่ลูกหนี้ส่งคืนด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้รับโอนให้ลูกหนี้ชำระเงิน
วิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและพันธะของผู้โอนและผู้รับโอนนั้นจึงเป็นหลักการที่ให้ความคุ้มครองทุกฝ่าย โดยให้ประโยชน์สมกันทั้ง ผู้โอนและผู้รับโอน ดังนี้คือ
1) ผลประโยชน์ของผู้โอน (Assignor) ที่ได้รับจากกฎหมายภายใน (National Law) จะไม่ถูกแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสม (Would not be unduly interfered with) โดยผลของอนุสัญญาฯ เช่น ไม่ได้มีการรอนสิทธิ (Preclude) ของผู้โอนที่จะเสนอขายสิทธิเรียกร้องทางการเงินให้แก่ผู้ให้สินเชื่ออื่นใดเนืองจากไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ผู้ให้กู้ รายใดรายหนึ่งเหนือกว่ารายอื่นแต่อย่างใด
2) ผลประโยชน์ของผู้รับโอน (Assignee) ที่ได้รับจากกฎหมายภายในจะไม่ถูกแทรกแซงอย่างเหมาะสม (Would not be unduly interfered with) เช่นกัน เนื่องจากอนุสัญญาไม่ได้ให้ ลำดับสิทธิที่ดีกว่า (Priority) ที่เหนือกว่าแก่ผู้รับโอน ต่างประเทศ (Foreign Assignee) แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการระบุกฎหมายของประเทศใด ที่จะเป็นตัวกำหนดลำดับสิทธิที่ดีกว่า (Priority) เท่านั้น [13]
โดยหลักกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ ผู้ศึกษาเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย ในกรณีที่ประเทศไทยต้องตกเป็นผู้รับโอนโดยเฉพาะในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ตามอนุสัญญานั้น เห็นได้ว่า ปัจจุบันสำหรับในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ประเทศไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางในการทำการค้าและการทำธุรกรรมต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในเอเชียเอง ประเทศไทยก็ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่เชื่อถือในเรื่องทางการค้าหรือนโยบายต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการค้าและการทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยการโอนสิทธิเรียกร้อง
จึงอาจเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะต้องแสวงหาแหล่งเงินทุนและกำไรระหว่างประเทศเพื่อนำมาพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงรุก
ดังนั้น เมื่อหลักกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้รับโอนเช่นนี้ ก็จะทำให้ประเทศไทย กล้าที่จะตัดสินใจเสี่ยงเป็นผู้รับโอนในกรณีที่เห็นว่า การรับโอนสิทธิเรียกร้องนั้นน่าจะเป็นผลประโยชน์แก่ชาติ หรือแม้กระทั่งในภาคเอกชนเองก็กล้าตัดสินใจเสี่ยงเช่นกัน หากการรับโอนสิทธิเรียกร้องนั้นได้ประโยชน์ในเชิงมูลค่ามากกว่า
ด้วยเหตุนี้ การคุ้มครองสิทธิและพันธะของผู้โอนและผู้รับโอน โดยหลักแล้วจะเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ปรากฏในสัญญาโอนสิทธิ และถ้าไม่มีการระบุไว้เป็นอย่างอื่นแล้วเงินหรือสินค้าที่ได้รับจากสิทธิเรียกร้องทางการเงินไม่ว่าจะชำระให้แก่ผู้โอนหรือผู้รับโอน รับโอนจะมีสิทธิในเงินหรือสินค้านั้น ละถ้ามีการชำระให้แก่ผู้อื่น ที่ผู้รับโอนมีบุริมสิทธิเหนือกว่า ผู้รับโอนจะมีสิทธิในเงินหรือสินค้านั้น ทั้งนี้มูลค่าที่ผู้รับโอนจะได้รับคืนต้องไม่เกินสิทธิที่ผู้รับโอนพึงได้
จึงเห็นได้ว่า การกำหนดหลักการเช่นนี้ ก็เพื่อคุ้มครองผู้รับโอนไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการที่จะไม่ได้รับชำระเงินจากลูกหนี้และเป็นการให้ผู้รับโอนได้คิดถึง การได้เสียของตนก่อนที่จะเสี่ยงที่จะตัดสินใจให้เครดิตแก่ผู้โอน อีกทั้งผลประโยชน์ของผู้โอนและผู้รับโอนที่ได้รับจากกฎหมายภายในจะไม่ถูกแทรกแซงอย่างเหมาะสม (ดังกล่าวไว้ข้างบน)
นอกจากนี้ อนุสัญญาฯ ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน โดยเน้นประเด็นการคุ้มครองคู่สัญญาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นด้านการ คุ้มครองผู้บริโภคและลูกหนี้
ดังนั้น หากประเทศไทยจะต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ จึงเห็นชัดว่า หลักข้อกฎหมายนี้ ย่อมจะเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ผู้โอนและผู้รับโอน ในกรณีของการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ สำหรับธุรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ มากกว่าหลักการโอนสิทธิเรียกร้องประมวลแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้
ดังนั้น จึงต้องพิจารณาในผลกระทบทางกฎหมายดังกล่าวว่า ประเทศไทยควรแก้ไขหรืออนุวัติกฎหมายตามให้สมประโยชน์แก่ประเทศไทยหรือไม่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ฉบับนี้
[1]โสภณ รัตนากร, เรื่องเดิม, หน้า 433.
[2]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 17.
[3]วิลาวรรณ มังคละธนะกุล, เรื่องเดิม, หน้า 14.
[4]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 15.
[5]ดูรายละเอียดได้ในบทที่สาม ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ผู้เขียนได้กล่าวไว้อย่างละเอียดแล้ว.
[6]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 13.
[7]กระทรวงการคลัง, เอกสารคณะทำงานย่อยอนุสัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ (กรุงเทพมหานคร: สำนักกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, ม.ป.ป.), หน้า 17.
[8]เรื่องเดียวกัน.
[9]จรัญ แสงสมบูรณ์, รายงานเสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง ผลกระทบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ (กรุงเทพมหานคร: สำนักนโยบายระบบการเงินและระบบสถาบันการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง, 2548), หน้า 38.
[10]การโอนหลายทอด เท่ากับ (ผู้โอน >> ผู้รับโอน 1 >> ผู้รับโอน 2 >> ผู้รับโอน 3 >> ผู้รับโอน).
[11]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 11.
[12]เรื่องเดียวกัน, ข้อ 12.
[13]กระทรวงการคลัง, เอกสารคณะทำงานย่อยอนุสัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ, หน้า 29.