อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศConventions on the Assignment of the Receivables in International Trade

6.  หลักการคุ้มครองลูกหนี้[1]

 หลักการนี้ถือเป็นจุดเด่นของอนุสัญญาฯ นี้ โดยอนุสัญญาฯ ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า

1)  เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในอนุสัญญานี้ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ โดยปราศจากความยินยอมของลูกหนี้ รวมถึงข้อกำหนดในการชำระหนี้ที่บรรจุไว้ในสัญญาเดิม

2)  วิธีการชำระหนี้อาจเปลี่ยนแปลงบุคคล ที่อยู่ หรือบัญชี ซึ่งลูกหนี้ถูกผูกมัดให้ต้องชำระหนี้ แต่ไม่อาจเปลี่ยน

(1)  สกุลเงินของการชำระหนี้ที่ระบุในสัญญาเดิม หรือ

(2)  รัฐที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเดิมซึ่งเป็นที่สำหรับการชำระหนี้ ณ รัฐนั้น   นอกเหนือจากรัฐที่ลูกหนี้อาศัย

 6.1  สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้

การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ที่มีอยู่ตามสัญญาเดิม (Original Contract) เว้นแต่ ลูกหนี้จะให้ความยินยอมด้วยกับการเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่นั้น หรืออนุสัญญาได้กำหนดหลักไว้เป็นประการอื่น ทั้งนี้ อนุสัญญาได้วางหลักเพิ่มเติมว่า สิทธิหน้าที่ของผู้รับโอนและ ลูกหนี้นอกเหนือจากที่อนุสัญญากำหนดไว้ ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับตามสัญญาเดิมระหว่างลูกหนี้และผู้โอน (Original Contract)

จากหลักข้างต้นเป็นผลให้ลูกหนี้ยังคงมีหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิม ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับคำสั่งให้ชำระหนี้ ลูกหนี้จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม คำสั่งนั้น แม้ว่าคำสั่งนั้นจะระบุให้มีการชำระหนี้ให้แก่บุคคล หรือ ณ สถานที่ หรือผ่านบัญชี ที่แตกต่างไปจากสัญญาเดิมระหว่างลูกหนี้กับผู้โอน (Original Contract) ก็ตาม

แต่ทั้งนี้ หากคำสั่งให้ชำระหนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสกุลเงิน ที่ต้องชำระหรือสถานที่ชำระหนี้ที่ต่างไปจากประเทศที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมหรือประเทศ ที่    ลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันลูกหนี้ให้ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจก่อให้เกิดภาระที่มากขึ้นแก่ลูกหนี้ได้ เมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ถูกต้องตามที่อนุสัญญากำหนด (โปรดดูหัวข้อต่อไปประกอบ) ลูกหนี้ย่อม หลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาเดิม ในด้านกลับกันหากลูกหนี้มีสิทธิต่อผู้โอน (= ผู้โอนมีหน้าที่ต่อลูกหนี้) ตามสัญญาเดิมอย่างไร ผู้โอนก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อลูกหนี้อยู่เช่นนั้น และถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ถูกต้องตามหลักที่อนุสัญญากำหนด (โปรดดูหัวข้อต่อไปประกอบ) แม้ปรากฏต่อมาว่า ผู้โอนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่สัญญาเดิมกำหนดได้ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่ได้ชำระหนี้ไปแล้วนั้นได้

นอกจากสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนจากผู้โอนแล้ว ลูกหนี้ยังมีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้หรือสิทธิที่จะหักกกลบลบหนี้ที่มีอยู่ตามสัญญาเดิมหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเดิม ขึ้นต่อสู้หรือใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ต่อผู้รับโอนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สิทธิหักกลบลบหนี้นั้นมีอยู่แล้วก่อนหรือในขณะที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน แต่ทั้งนี้

(1)  ข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับข้อจำกัดการโอนลูกหนี้ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนได้ หากอนุสัญญารองรับให้มีการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นได้แม้มีข้อจำกัดการโอนก็ตาม และ

(2)  ลูกหนี้ไม่อาจยกข้อต่อสู้หรือสิทธิหักกลบลบหนี้ขึ้นยันต่อผู้รับโอนได้ ถ้าลูกหนี้ได้สละข้อต่อสู้หรือสิทธิหักกลบลบหนี้โดยการตกลงกับผู้โอนที่จะไม่ยก ข้อต่อสู้หรือสิทธิดังกล่าวขึ้นยันต่อผู้รับโอน และถ้าการตกลงเช่นนั้นลูกหนี้มิได้กระทำไปด้วยถูกกลฉ้อฉลหรือเพราะลูกหนี้ไร้ความสามารถ (โปรดดูรายละเอียดในหัวข้อ 7.3)

 6.2  การหลุดพ้นของลูกหนี้โดยการชำระหนี้[2]

อนุสัญญาฯ ได้บัญญัติไว้ถึงการหลุดพ้นของลูกหนี้โดยการชำระหนี้ ดังนี้

1)  ก่อนลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ตามสัญญาเดิม

2)  ภายหลังลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้รับโอนหรือตามคำสั่งผู้รับโอน

3)  ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับคำสั่งให้ชำระหนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง (เป็นการโอนหนี้ให้ผู้รับโอนเพียงรายเดียว และผู้รับโอนรายนั้นมีคำสั่งให้ชำระหนี้หลายครั้ง = ผู้รับโอนเปลี่ยนแปลงคำสั่ง)

หากลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งครั้งหลังสุดที่ลูกหนี้ได้รับจากผู้รับโอนก่อนที่ลูกหนี้จะชำระหนี้นั้น

4)  ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนมากกว่าหนึ่งครั้งจากผู้โอนคนเดียวกัน (= ผู้โอนได้โอนหนี้เดียวกันนั้นให้ผู้รับโอนหลายราย) ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามคำบอกกล่าวการโอนที่ได้รับครั้งแรก

5)  ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนมากกว่าหนึ่งครั้งจากการโอนหลายทอด (= ผู้โอน >> ผู้รับโอน 1 >> ผู้รับโอน 2 >> ผู้รับโอน 3 >> ผู้รับโอน) ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามคำบอกกล่าวครั้งหลังสุดก่อนที่ลูกหนี้จะชำระหนี้

6)  ถ้าลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนในหนี้เพียงบางส่วนหรือ หนี้ที่ยังไม่ได้แยกส่วน[3] ลูกหนี้อาจชำระหนี้ตามคำบอกกล่าวนั้น หรือจะชำระหนี้โดยถือ เสมือนว่ายังไม่ได้รับการบอกกล่าวก็ได้ (= เลือกที่จะชำระหนี้ตามหลักใน (1))

แต่ถ้าลูกหนี้เลือกที่จะชำระหนี้ตามคำบอกกล่าว ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากการชำระหนี้เท่ากับจำนวนที่ชำระตามคำบอกกล่าวนั้นเท่านั้น

7)  ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้โดยการวางเงินที่ต้องชำระต่อเจ้าหน้าที่ศาล หรือ เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจรับชำระหนี้ของลูกหนี้ (เช่น สำนักงานวางทรัพย์) หรือกองทุน-ฝากทรัพย์กลาง[4]

 6.3  ข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้

อนุสัญญาฯ ได้กำหนดข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ ไว้ดังนี้

1)  ในการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้รับโอนต่อลูกหนี้ให้ชำระสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่โอนมา ลูกหนี้สามารถยกข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ ซึ่งเกิดจากสัญญาเดิมหรือสัญญาอื่นใด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมเดียวกัน ซึ่งลูกหนี้สามารถถือเอาประโยชน์เสมือนหนึ่งการโอนยังมิได้เกิดขึ้น และการเรียกร้องเช่นว่ากระทำโดยผู้โอน

2)  ลูกหนี้อาจใช้สิทธิในการหักกลบลบหนี้กับผู้รับโอน หากสิทธินั้นมีขึ้นในช่วงเวลาที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน

3)  แม้กระนั้นก็ตาม ย่อหน้าที่ 1 และ 2 ของข้อนี้ ข้อต่อสู้และสิทธิในการ หักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ซึ่งสามารถยกขึ้นต่อสู้กับผู้โอนตามข้อ 9 และข้อ 10 ในการละเมิดข้อตกลง ซึ่งจำกัดสิทธิของผู้โอนในการโอนไม่ว่าในลักษณะใดก็ตาม ลูกหนี้  ไม่อาจนำมาใช้ต่อสู้กับผู้รับโอนได้[5]

นอกจากนี้อนุสัญญาฯ ได้กำหนดให้มีข้อตกลงไม่ยกข้อต่อสู้หรือสิทธิในการหักกลบลบหนี้ได้ด้วยในกรณีดังต่อไปนี้

1)  ลูกหนี้อาจตกลงกับผู้รับโอน โดยลายลักษณ์อักษรหนังสือลงลายมือชื่อโดยลูกหนี้จะไม่ยกข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ขึ้นต่อสู้กับผู้รับโอน ซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้ได้ตามข้อ 18 ข้อตกลงนี้ทำให้ลูกหนี้หมดโอกาสในการยกข้อต่อสู้ และการ หักกลบลบหนี้ขึ้นต่อสู้กับผู้รับโอน

2)  ลูกหนี้อาจไม่สามารถสละข้อต่อสู้ได้

(1)  ที่เกิดจากการฉ้อฉลของฝ่ายผู้รับโอน หรือ

(2)  ที่มีมูลเหตุจากการไร้ความสามารถของลูกหนี้

3)  ข้อตกลงนี้สามารถแก้ไขโดยข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรหนังสือลงลายมือชื่อลูกหนี้เท่านั้น ผลบังคับของการแก้ไขดังกล่าวต่อผู้รับโอนได้กำหนดไว้ในข้อ 20 วรรค 2[6]

สรุปการหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้

ในการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้รับโอนต่อลูกหนี้ให้ชำระสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่โอนมา ลูกหนี้สามารถยกข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ ซึ่งเกิดจากสัญญาเดิมหรือสัญญาอื่นใด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมเดียวกัน ซึ่งลูกหนี้สามารถถือเอาประโยชน์เสมือนหนึ่งการโอนยังมิได้เกิดขึ้น และการเรียกร้องเช่นว่ากระทำโดยผู้โอน ลูกหนี้อาจใช้สิทธิในการหักกลบลบหนี้กับผู้รับโอน หากสิทธินั้นมีขึ้นในช่วงเวลาที่ ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน แม้กระนั้นก็ตาม ย่อหน้าที่ 1 และ 2 ของข้อนี้ ข้อต่อสู้และสิทธิในการหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ซึ่งสามารถยกขึ้นต่อสู้กับ ผู้โอนตามข้อ 9 และข้อ 10 ในการละเมิดข้อตกลงซึ่งจำกัดสิทธิของผู้โอนในการโอนไม่ว่าในลักษณะใดก็ตาม ลูกหนี้ไม่อาจนำมาใช้ต่อสู้กับผู้รับโอนได้ 

6.4  การตกลงแก้ไขสัญญาเดิมระหว่างลูกหนี้และผู้โอน

ลูกหนี้และผู้โอนอาจตกลงแก้ไขสัญญาเดิมซึ่งอาจเป็นผลให้การแก้ไขนั้นกระทบต่อสิทธิของผู้รับโอนได้ถ้าลูกหนี้ยังไม่ได้รับคำบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ในกรณีที่มีการตกลงแก้ไขสัญญาเดิมภายหลังที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนแล้ว ผู้รับโอนไม่ต้องรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิทธิของตน เว้นแต่ผู้รับโอนยินยอมด้วยกับการแก้ไขสัญญาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากการแก้ไขสัญญาหรือการให้ความยินยอมในการแก้ไขสัญญาของผู้รับโอนเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment Agreement) ระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน ฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงย่อมต้องรับผิดตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้น[7] 

6.5  การเรียกคืนเงินที่ชำระไปแล้ว

กรณีผู้โอนไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาเดิม ไม่ทำให้ลูกหนี้มีสิทธิเรียกเงินจำนวนที่ลูกหนี้ได้จ่ายไปคืนจากผู้โอนหรือผู้รับโอนกรณีการเรียกคืนเงินที่ชำระไปแล้ว ถือว่าเป็นข้อบัญญัติหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองลูกหนี้ได้อย่างเพียงพอเช่นกัน ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นข้อบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้ ซึ่งเหมาะกับประเทศไทยและค่อนข้างสอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้เช่นกัน 

7.  ผลกระทบของการโอนสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลที่สาม (บุคคลภายนอก)[8]

 อนุสัญญาฯ กำหนดกฎหมายของประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับการพิจารณาผู้มีสิทธิดีกว่า (Priority) ระหว่างผู้รับโอนกับบุคคลที่สาม หลักการนี้แตกต่างไปจากหลักการที่ใช้กันมาแต่ก่อน เพราะเดิมประเด็นเรื่องสิทธิดีกว่าจะอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศที่สิทธิเรียกร้องตั้งอยู่ (Lex Stitus) การเปลี่ยนแปลงหลักนี้เป็นเพราะหลักการดั้งเดิมไม่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากการใช้ประเทศที่สิทธิเรียกร้องตั้งอยู่ในการพิจารณากฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่สามารถทำให้เกิดกฎหมายที่ใช้บังคับเพียงประเทศเดียวได้ และยังเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้รับโอนในการกำหนดสถานที่ตั้งของสิทธิเรียกร้องแต่ละสิทธิเรียกร้อง การกำหนดให้ใช้กฎหมายของประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่จะทำให้เกิดความแน่นอนของกฎหมายที่ใช้บังคับ

สำหรับกรณีการล้มละลาย หลักการของบทบัญญัตินี้จะสร้างความแน่นอนว่ากฎหมายที่ใช้บังคับกับการพิจารณาสิทธิที่ดีกว่ากับกฎหมายที่ใช้บังคับกับการล้มละลายเป็นกฎหมายของประเทศเดียวกัน อย่างไรก็ดี การกำหนดให้ใช้กฎหมายของประเทศที่    ผู้โอนตั้งอยู่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับการพิจารณาว่า ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ายังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติอยู่บ้าง กล่าวคือ หลักการที่บัญญัติไว้นี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการขัดกันของสิทธิดีกว่า เพราะกำหนดแต่เพียงให้ใช้กฎหมายของประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่ หากหลักกฎหมายของประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่มีความเพียงพอก็จะมีความแน่นอน แต่หากไม่เพียงพอก็จะสร้างความไม่แน่นอนว่ากฎหมายของประเทศใดกันแน่ที่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ

ดังนั้น จึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผู้มีสิทธิดีกว่าไว้อย่างละเอียดในภาคผนวก โดยกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้เป็นทางเลือกสำหรับประเทศภาคีที่จะสามารถเลือกได้ว่า ประเทศของตนจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินว่าผู้ใดมีสิทธิดีที่สุด ได้แก่ การใช้การจดทะเบียนการโอน การทำสัญญาโอน หรือการบอกกล่าวการโอน นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้จัดทำระบบการจดทะเบียนกลางเพื่อรับจดทะเบียนสิทธิเรียกร้องทุกประเทศ

นอกจากนี้ ศาลของประเทศที่ฟ้องคดีสามารถอ้างหลักนโยบายแห่งรัฐ (Public Policy) ของประเทศในการล้มล้างหลักการในการตัดสินว่า ผู้มีสิทธิดีที่สุดในการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ผู้โอนสิทธิเรียกร้องตั้งอยู่ได้ โดยใช้หลักกฎหมายที่กำหนดในกฎหมายภายในของประเทศในตนในการพิจารณาว่า ผู้ใดเป็น  ผู้มีสิทธิดีกว่าตน อีกทั้งในกรณีที่เกี่ยวกับการล้มละลาย หากกระบวนการล้มละลายเริ่มขึ้นในประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่บุริมสิทธิ์ (Preferential Rights) ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายภายในของประเทศที่พิจารณาคดีและบุริมสิทธิดังกล่าวได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในสถานะที่ดีกว่าสิทธิของผู้รับโอนในคดีล้มละลาย ทั้งนี้ อาจได้รับสิทธิดีกว่า โดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ในข้อบัญญัติข้างต้นได้ ประเทศภาคีอาจประกาศในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ว่า สิทธิเหนือกว่าเหล่านั้นคืออะไรบ้าง

สำหรับหลักเกณฑ์ในการตัดสินว่า ประเทศที่ผู้โอนตั้งอยู่คือที่ใดนั้น ในปัจจุบันมีทฤษฏีหลายทฤษฎีในการพิจารณาสถานที่ตั้งของบริษัทหรือนิติบุคคลประเภทอื่นในกรณีที่มีสถานที่ประกอบการหลายแห่ง โดยในอดีตมักจะถือ “สถานที่จดทะเบียนบริษัท” (Place of Registration) เป็นสถานที่ตั้งของบริษัท อย่างไรก็ดี โดยที่ปัจจุบันสถานที่ที่บริษัทจัดตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ประกอบการของบริษัทเสมอไป จึงเกิดทฤษฎีที่ใช้ “สถานที่ประกอบการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัญญาหลักมากที่สุด” (Place of business which has the closest relationship to the Original Contract) และทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับมากในขณะนี้เป็นการใช้ “สถานที่เป็นศูนย์กลางของการบริหาร” (Place of Central Administration) เป็นสถานที่ตั้งของบริษัท เพราะหลายประเทศเห็นว่าจะเป็นทฤษฎีที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เป็นสาขา (Branch) ของธนาคารซึ่งได้รับการอนุญาตจากธนาคารใหญ่ให้จัดการทำธุรกรรมเองได้ สาขาจะเป็นสถานที่ประกอบการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการโอนสิทธิเรียกร้องมากที่สุด ซึ่งมีส่วนหนึ่งเห็นว่า ในกรณีนี้อาจถือว่า สาขาเป็นองค์กรต่างหากจากบริษัทแม่ ซึ่งกรณีของสาขาจะแตกต่างกับบริษัทลูก (Subsidiary) เพราะบริษัทลูกจะเป็นองค์กรต่างหากจากบริษัทแม่อยู่แล้ว และถือว่าเป็นนิติบุคคลภายใต้กฎหมายของประเทศที่บริษัทลูกตั้งอยู่

ในการยกร่างอนุสัญญาฯ ประเด็นเรื่องที่ตั้งของนิติบุคคลเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายถกเถียงอย่างมากที่สุดประเด็นหนึ่ง ในที่สุดเพื่อเป็นการประนีประนอม จึงเป็นที่ตกลงกันว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์เป็นการทั่วไป สำหรับการพิจารณาว่า สถานที่ตั้งซึ่งระบุในบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ โดยกำหนดไว้ในหมวดเรื่องการขัดกันของกฎหมาย ซึ่งประเทศภาคีอาจประกาศไม่ผูกพันได้ ให้ใช้หลักเกณฑ์ “สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของการบริหาร” ของนิติบุคคลนั้น ส่วนกรณีสถานที่ตั้งของลูกหนี้ ให้ใช้ “สถานที่ประกอบการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัญญาเดิมมากที่สุด”

 8.  หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครมีสิทธิดีกว่าในสิทธิเรียกร้อง[9]

 อนุสัญญาฯ กำหนดทางเลือกให้ประเทศภาคีสามารถเลือกหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิดีกว่า (Priority) ที่สอดคล้องกับกฎหมายและทางปฏิบัติของประเทศตนได้ ด้วยการทำคำประกาศ เมื่อใดก็ได้ โดยกำหนดไว้เป็นภาคผนวก ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ทางเลือก ได้แก่ หลักผู้มีสิทธิดีกว่าบนพื้นฐานของการจดทะเบียน หลักจัดตั้งระบบการจดทะเบียนระหว่างประเทศขึ้นเป็นการเฉพาะ หลักผู้มีสิทธิดีกว่าบน พื้นฐานของเวลาที่ที่ทำสัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องและหลักผู้มีสิทธิดีกว่าบนพื้นฐานของเวลาที่มีการบอกกล่าวการโอน ซึ่งหลักเกณฑ์ข้างต้นจะช่วยในการพิจารณาในกรณีที่มีผู้โต้แย้งหลายฝ่าย ทั้งระหว่างผู้รับโอนหลายคน และระหว่างผู้รับโอน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าหนี้ของผู้โอน ซึ่งหากประเทศภาคียอมรับหลักการที่กำหนดไว้ในภาคผนวกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะลดปัญหาของศาลในการพิจารณาเลือกใช้กฎหมายในการตัดสินว่า ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องดีกว่ากัน


[1]วิลาวรรณ  มังคละธนะกุล, เรื่องเดิม, หน้า 6.

[2]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 17.

[3]เช่น หนี้ตามสัญญา Syndicated Loan หรือหนี้ที่ใช้ในการแปลงสินทรัพย์เป็น  หลักทรัพย์ (Securitization) เป็นต้น.

[4]ในหัวข้อการอธิบายการชำระหนี้ของลูกหนี้ผู้ศึกษาขอขอบคุณ คุณจันทิมา  เพียรเวช รองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์   แห่งประเทศไทย และคณะทำงานย่อยสรุปอนุสัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงิน ในทางการค้าระหว่างประเทศที่อนุเคราะห์ข้อมูลในการประกอบทำวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ซึ่งขณะนั้นผู้ศึกษาเองก็เป็นนิติกรของสำนักกฎหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็น      ผู้หนึ่งที่อยู่ในคณะทำงานย่อยดังกล่าว.

[5]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 18.

[6]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 19.

[7]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 20.

[8]วิลาวรรณ  มังคละธนะกุล, เรื่องเดิม, หน้า 7.

[9]วิลาวรรณ  มังคละธนะกุล, เรื่องเดิม, หน้า 10.