"ใครบอกว่าไม่ฟัง ฉันฟังตลอด แล้วก็หันมาดูบนกระดานด้วย"

ขณะที่ผม และเพื่อนร่วมชั้นเรียนกำลังตั้งหน้าตั้งตาเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย บ้างก็ตั้งใจฟัง บ้างก็ตั้งใจจด แต่เจ้าเพื่อนตัวดีที่นั่งติดกับผมกลับตั้งแขนขึ้นบนโต๊ะเพื่อรองรับคางด้วยใบหน้าเหม่อลอย สายตาจับจ้องไปต้นไม้ใหญ่หลังโรงเรียน นาน ๆ จึงจะละสายตามามองภายในห้องบ้าง แต่ไม่นานก็มองออกไปข้างนอกอีก

หลายครั้งผมพยายามมองตามเพื่อนคนนี้ผ่านหน้าต่างออกไปภายนอกห้องเรียน เพื่อค้นหาถึงสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่เขามองอยู่เกือบทั้งวัน กลับพบแต่ต้นฉัมฉาต้นใหญ่กับสนามหญ้านุ่ม ๆ ที่ไม่มีใครมาตัด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่น่าบันเทิงตาที่เด็ก ๆ อย่างเราจะจ้องมองอยู่ได้เกือบตลอดเวลาที่อยู่ในห้องเรียน

ครั้งหนึ่งในวิชาคณิตศาสตร์จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม ที่เด็ก ๆ เข้าใจได้ยาก บรรยากาศในห้องเป็นไปตามเดิม ทุกคนเรียน แต่คู่หูผมนั่งเหม่อ แต่ที่ผิดกับทุกครั้งคือ ช่วงท้ายคาบคุณครูเขียนโจทย์บนกระดานพร้อมกับมีคำตอบวงเล็บไว้ท้ายโจทย์แล้วพุ่งเป้ามาที่ผม ซึ่งกำลังจดทุกอย่างลงสมุดอย่างขมักเขม้น

"เธอคิดว่าคำตอบของโจทย์ข้อนี้ได้มาอย่างไร" เสียงคุณครูถามผม

"เอ่อ ..." ผมอ้ำอึ้งพร้อมกับยืนขึ้น และพยายามทำความเข้าใจโจทย์

"ไม่รู้ครับ" ผมตอบทันทีเมื่อพบว่าขืนใช้เวลานานกว่านี้ก็คิดไม่ออก

"ถ้าอย่างนั้นให้เพื่อนเธอช่วยก็แล้วกัน" คุณครูพูดพร้อมกับชี้มาที่คู่หูของผมที่นั่งเหม่อไปนอกหน้าต่าง

 "ซวยแล้ว" ผมอุทานในใจ คิดว่าคุณครูคงต้องการตักเตือนเจ้าเพื่อนคนนี้ให้ตั้งใจเรียนสักหน่อยแน่นอน และคิดว่าหลายคนก็คิดเช่นกัน

"เฮ้ย คุณครูให้ทำโจทย์บนกระดาน" เสียงกระซิบของผมเพื่อเตือนคำสั่งของคุณครู

ทันใดนั้นเจ้าเพื่อนตัวดีก็หันหน้ากลับเข้ามาในห้อง สายตาที่เหม่อลอยยังคงอยู่ แต่หัวคิ้วทั้งสองบนใบหน้ากลับเดินทางเข้ามาชิดกัน จ้องไปยังกระดาน ไม่ทันได้พูดจาก็เดินออกไปหน้าห้อง จับชอล์คแล้วเขียนแสดงวิธีทำช้า ๆ ด้วยไม่คุ้นเคยกับการเขียน และพยายามให้คุณครูอ่านออก ตั้งแต่บรรทัดแรกที่เขียนคำว่า "วิธีทำ" พร้อมกับบรรจงขีดเส้นใต้สองเส้น กระทั่งบรรทัดสุดท้ายที่ตรงกับคำตอบที่ครูวงเล็บไว้ท้ายโจทย์ แล้ววงกลมคำตอบนั้นไว้ วางชอล์ก แล้วเดินผ่านคุณครูด้วยการค้อมหลังอย่างนอบน้อมออกจากห้องไปเพื่อล้างมือที่ห้องน้ำ ในขณะที่ทุกคนกำลังทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เกิดคำถามในใจกับผมและเพื่อนทุกคน รวมทั้งคุณครูด้วย ว่าทำไมถึงแสดงวิธีทำของโจทย์ที่ผมซึ่งตั้งใจฟังและจดตลอดทั้งคาบเรียนได้ และทำได้ดีด้วย ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจฟังสักเท่าไร สมุดจดก็ใช้ไปเพียงไม่กี่แผ่น

เมื่อทุกคนเริ่มตั้งสติได้ เจ้าเพื่อนตัวดีก็เดินข้ามานั่งประจำที่ สายตาทุกคู่ในห้องเรียนจ้องมาที่เขาเหมือนกับอยากได้คำตอบของคำถามทีว่า "ทำไมถึงทำได้" แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าตัวแต่อย่างใดเนื่องจากได้นั่งเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เย็นวันนั้นผมได้สอบถามคู่หูขณะเดินออกจากโรงเรียนด้วยกันหลังจากออกกำลังกายในทำนองชื่นชมว่า คนที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนยังหาคำตอบไม่ได้ แต่คนที่มองไปข้างนอกกลับหาคำตอบนั้นได้

"... โจทย์มันไม่ได้ยากนี่นา ลองคิดดูดี ๆ ก็คิดออกแล้ว ..." เพื่อนอธิบาย

"แต่แกทำได้ยังไง ไม่ได้ฟังเลยไม่ใช่เหรอ" ผมยังสงสัย

"ใครบอกว่าไม่ฟัง ฉันฟังตลอด แล้วก็หันมาดูบนกระดานด้วย" เพื่อนแย้ง

"ดูกระดานแป๊บเดียว แล้วก็ไปดูนอกห้องอีกน่ะเหรอ"

"เออสิ ดูแป๊บเดียวให้เข้าใจก็พอ นอกนั้นไม่จำเป็น ..." เพื่อนผมยังคงอธิบายและสั่งสอนปนด่าว่าตลอดเวลาที่เดินกลับบ้าน

 

เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวยังได้เกิดขึ้นกับผมอีกหลายครั้งในระดับชั้น วิชา และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไปทุกครั้ง จริง ๆ ผมเกือบจะลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปเสียด้วยซ้ำ แต่หลังจากการได้อ่านงานวิจัยที่เกี่ยวกับการศึกษาหลายเล่มจึงระลึกได้โดยบังเอิญ ซึ่งงานวิจัยเหล่านั้นได้ผลว่าการใช้กลวิธีการเรียนของนักเรียนนั้นมีความสัมพันธ์ทางลบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

หากพูดง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ก็จะหมายความว่า คนที่มีผลการเรียนดี จะมีการใช้กลวิธีในการเรียนน้อย ถึงขั้นไม่ใช้เลยก็มี แต่คนที่มีผลการเรียนด้อยกว่าคนเมื่อสักครู่ จะมีการใช้กลวิธีในการเรียนสูงกว่า คือมีการใช้วิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้เรียนเข้าใจ อย่างการฟัง การจด การทำแบบฝึกหัด ฯลฯ สูงกว่านั่นเอง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นราวสิบกว่าปีมาแล้ว ลักษณะของเหตุการณ์ผมยังจำได้ดี แต่รายละเอียดปลีกย่อยอย่างโจทย์ข้อที่คุณครูใช้ หรือบทสนทนาก็ไม่สามารถระลึกได้ทั้งหมด อาจจะมีการแต่งเติมบทสนทนาบ้าง แต่ก็อิงตามความทรงจำที่มีอยูน้อยนิดครับ

ต้องขออภัยท่านเจ้าของงานวิจัยที่มีลักษณะดังกล่าวที่ผมไม่ได้มีการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ เพราะผมต้องการเล่าประสบการณ์เก่า ๆ ให้ทุกท่านได้รับฟัง จึงไม่ได้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่ออ้างอิงครับ

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

ยาสีฟัน