การประกันคุณภาพการศึกษา

การประกันคุณภาพการศึกษา 

       พอกล่าวถึงการประกันคุณภาพการศึกษา หลาย ๆ คนก็อาจจะคุ้นเคนกับคำๆนี้ แต่สำหรับบางคนก็อาจจะไม่เคยคุ้นกับคำๆนี้  หรืออาจกำลังจะคุ้นเคยกับคำๆนี้  แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงการการศึกษา  ถ้าพูดถึงคำ ๆนี้ก็ต้องร้อง อ๋อขึ้นมาทันที  เพราะสถานศึกษาทุกแห่งจะต้องได้รับการประเมินคุณภาพทางการศึกษา  แล้วการประกันคุณภาพเกี่ยวข้องอะไรกับการศึกษา แล้วทำไมการศึกษาจะต้องได้รับการประเมินคุณภาพ  อยากรู้แล้วใช่มั้ย ? ฉะนั้นเรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน

       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540 มาตรฐานที่ 81 กำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ จึงได้มีการยกร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นมา และจากที่ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน ในเรื่องของการประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของไทย โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจนใน  หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพ ได้กำหนดให้สถานศึกษาทุกระดับต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยให้ถือว่าการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา    ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งทำรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อมุ่งหวังว่าวันหนึ่งวิธีการกระทำเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของชาติไทย      นอกจากจะมีการประเมินภายในแล้ว ยังมีหน่วยงานที่มีความสำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการประเมินมาตรบานการศึกษาอีกระดับหนึ่ง คือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

       ทำไมต้องมีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา  ที่ต้องมีก็เพราะว่าในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพนั้น จำเป็นต้องใช้หลักการบริหารจัดการเช่นเดียวกับการบริหาร และดำเนินการกิจการต่างๆ  ที่ต้องมีการดำเนินงานที่เป็นระบบและครบวงจรโดยมีขั้นตอนที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับ  อันจะสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่าบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด  รวมทั้งมีจุดอ่อนหรือปัญหาในเรื่องใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข  เพื่อให้การวางแผนและการดำเนินงานในระยะต่อไปบรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

       สมศ.ตั้งขึ้นมาเป็นองค์การมหาชนที่ต้องทำการประเมินสถานศึกษาทุกประเภท ที่ต้องจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนก็เพราะว่า การจัดการศึกษาถือเป็นการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยรับได้มอบหมายให้กระทรวง ทบวง กรมต้นสังกัดและสถานศึกษาเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมให้แก่ผู้รับบริการ  คือ ผู้เรียน  ผู้ปกครอง  ซึ่งเป็นผู้รับบริการโดยตรง ร่วมทั้งผู้รับบริการทางอ้อม คือ สถานประกอบการ  ประชาชน และสังคมโดยรวม  จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบประเมินผลว่า  การให้บริการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐและสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้รับบริการกลุ่มต่างๆ มากน้อยเพียงใด  การที่หน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอก จำเป็นต้องเป็นองค์การมหาชนทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง  ที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ  ก็เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้ทั้งในด้านการบริหาร  การจัดการ   และการเงินของสำนักงานทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารให้ลุล่วงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพราะมีความอิสระและมีอำนาจในการตัดสินใจ  และการที่ไม่ต้องขึ้นต่อหน่วยที่มีความรับผิดชอบการจัดการศึกษา  จึงทำให้ปราศจากความกดดัน   

       สมศ.จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินภายนอก  ที่จะต้องดำเนินการประเมินสถานศึกษาอย่างน้อย  1 ครั้งในทุก 5 ปี

       พินิต  ใจคำนึง (2547) ได้กล่าวถึงการทำงานของ สมศ. ในอดีตซึ่งพอสรุปได้ดังนี้   สมศ.ได้ทำการประเมินโรงเรียนที่สังกัดเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานในโครงการนำร่องก่นกว่า 218 โรงทั่วประเทศไทย โดยใช้ 14 มาตรกับอีก 53 ตัวบ่งชี้ จากการประเมินก็พบว่าต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาในทุกๆ ด้าน และมีเรื่องมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุง คือ ในด้านตัวผู้เรียนต้องปรับปรุงเร่งด่วนในด้าน การคิดวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ของนักเรียน  ส่วนด้านตัวครูนั้นต้องพัฒนาเร่งด่วนในด้านความสามารถในการจัดการเรียนการสอน  สำหรับผู้บริหารโรงเรียนนั้น ต้องปรับปรุงในเรื่องการร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการการศึกษา 

       ดังนั้นจากปีที่ผ่านๆ มา  สมศ.  จึงได้กำหนดมาตรฐานการศึกษา  แบ่งเป็นมาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย  เพื่อเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในระดับการศึกษาต่างๆและใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินภายนอก   เพื่อรับรองคุณภาพมาตรฐานเมื่อมีหลักการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษา ต้องนำหลักการมาวางระบบการทำงานให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันต้องเตรียมการเพื่อตรวจสอบและประเมินคุณภาพการศึกษาด้วย  แต่ในขณะเดียวกันการประกันคุณภาพการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องของการชี้ถูก ชี้ผิดหรือเป็นคำพิพากษา  แต่เป็นเสมือนเครื่องมือที่ต้องใช้ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า  ผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในท้องถิ่นใดก็ตามจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน   โดยที่มาตรฐานการศึกษาจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย  และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ดังนั้นการประกันคุณภาพเพื่อพัฒนามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจึงเป็นการประกันคุณภาพเพื่อผู้เรียน

       การประกันคุณภาพมีภารกิจหลัก  4  ส่วนซึ่งต้องแยกบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน  บทบาทแรก คือ การกำหนดมาตรฐาน หรือหลักเกณฑ์ของระบบการประกันคุณภาพซึ่งเป็นหน้าที่ของส่วนกลาง   บทบาทที่สอง คือ การประกันภายในเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาในการพัฒนาระบบการประกันภายใน  โดยนำชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม   บทบาทที่สาม คือ การประเมินภายนอกให้องค์การอิสระหรือองค์การมหาชนทำหน้าที่ในการประเมินภายนอก นั้นก็คือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา   ส่วนบทบาทที่สี่ คือ บทบาทในการนำผลการการประเมินไปใช้เพื่อการปรับปรุงการบริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารการศึกษาทุกระดับ

       ในโลกยุคปัจจุบันที่มีแต่ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาฉะนั้นคนเราจึงต้องเตรียมพร้อมตัวเองที่จะเผชิญกับสิ่งต่างๆ และปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้เราสามารถเผชิญสิ่งต่างๆ ได้ก็คือ คุณภาพของคน

       การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยจะต้องเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ  เพื่อทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ทำให้คนรู้จักคิดวิเคราะห์  รู้จักแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์  รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง  สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคุณธรรม  จริยธรรม รู้จักพึ่งตนเองและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

       ศาสตราจารย์ ดร. สมหวัง  พิธิยานุวัฒน์ (2537) ได้กล่าวไว้ว่า  รากแก้วในบริบทของสังคมไทย สิ่งที่เราอยากเห็นมาก คือ สังคมไทยมีลักษณะ 3 ประการดังนี้

1.  สังคมไทยเป็นสังคมความรู้ สังคมคุณภาพ  เราต้องการสร้างสังคมคุณภาพในสังคมไทยโดยเฉพาะในวงการการศึกษา หากวงการการศึกษาไม่มีวัฒนธรรมเหล่านี้ สังคมไทยจะเป็นสังคมคุณภาพไม่ได้

2.  เรื่องของการมีส่วนรวม เราเชื่อว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว  การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยสู่สังคมคุณภาพด้วยพลังการมีส่วนร่วม

3.  ระดับสังคม คือเรื่องของความโปร่งใส ตรวจสอบได้

รากแก้วทั้ง 3 ประการนี้  ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และต้องการจะให้การศึกษาเป็นตัวผลักดันสังคมไทยเป็นสังคมที่คุณภาพ

       ดังนั้นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง   การศึกษามีคุณภาพส่งผลให้คนมีคุณภาพ แล้วคนที่มีคุณภาพก็พร้อมที่จะพัฒนาประเทศไปสู่คุณภาพ

       การประกันคุณภาพทางการศึกษาก็เลยกลายเป็นเรื่องสำคัญของสถานศึกษาทุกระดับ  และการประกันคุณภาพการศึกษาก็เป็นของทุกคนทุกฝ่ายในสถานศึกษา ทั้งผู้บริหาร ครู อาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการประกันคุณภาพการศึกษาและมีความสามารถในการทำงาน

       สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อการประกันคุณภาพทางการศึกษา  การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องที่ควรจะมีอยู่ในสังคมการศึกษาของไทย เพราะเป็นการกระตุ้นให้สถานศึกษาได้ตระหนักถึงคุณภาพในการจัดการศึกษา และเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำให้มีการกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ และมีเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้สำหรับอ้างอิงในการปรับปรุงการจัดการศึกษา ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน และเกิดความมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

       ในการประเมินคุณภาพทางการศึกษานั้น อยากให้ผู้ที่ไปประเมินมีหลักการประเมินอย่างกัลยาณมิตร ไปอย่างเพื่อนเพื่อจะชี้แนะ บอกกล่าว แนะนำ มากกว่าจะพิพากษา วิพากษ์วิจารณ์

อ้างอิง

ชูศรี   ตันพงศ์ (2546) .ประเมินพัฒนาการมิติใหม่แห่งการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน.กรุงเทพ   มูลนิธิสดศรี - สฤษดิ์วงศ์

www.dusithost.dusit.ac.th

www.nitest.com