วัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลง : ความหลากหลายบนความหลายหลาก

YENJIT
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
วัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลง

วัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลง : ความหลากหลายบนความหลายหลาก
เย็นจิตร  ถิ่นขาม
Yenjit Thinkham

สาขาสังคมวิทยาการพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กระบวนทัศน์วัฒนธรรมแนวเก่า - วัฒนธรรมแนวใหม่
           ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการคมนาคมภายใต้ระบบทุนนิยมโลกถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกานุวัตร ระบบการสื่อสารช่วยส่งผ่านประสบการณ์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม วัตถุนิยมจากสากลมาผนวกรวมเข้ากับท้องถิ่น ก่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ค่านิยม และระบบคุณค่าต่างๆในสังคมไทย


           ลักษณะของโลกานุวัตรก่อให้เกิดความฉาบฉวยชั่วแล่น ทั้งในแง่ของรสนิยมการบริโภคและการใช้ชีวิต อีกทั้งยังทำให้บางสิ่งบางอย่างเลือนหายไปจากจิตสำนึกของบุคคล อาทิ ความรู้สึกสงบ ความต่อเนื่องมั่นคง ความผูกพันที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น รวมถึงความผูกพันกับเวลาและสถานที่ (อภิญญา เฟื่องฟูสกุล, 2546) และผลของมันก็คือ การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการมองความจริง เปลี่ยนแบบแผนในการใช้ชีวิตประจำวันของปัจเจกบุคคล และเปลี่ยนแบบแผนประเพณีต่างๆที่เคยปฏิบัติสืบทอดกันมา (พัฒนา กิติอาษา, 2546)


            Max Weber  นักทฤษฎีกระแสหลัก (ในอัมรา พงศาพิชญ์, 2549) มองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมและการกลายเป็นสังคมใหม่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในยุโรปจากพื้นฐานความคิดเสรีนิยมที่ทุกคนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ  ในด้านสังคมวัฒนธรรมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิรูปคริสเตียน  นอกจากนั้นการที่สังคมจะพัฒนาหรือขับเคลื่อนไปนั้นต้องอยู่บนบรรทัดฐาน  ค่านิยม  และวิธีการคิดที่เหมือนกัน(อัมรา พงศาพิชญ์, 2549)  ในขณะที่ปัจจุบันแนวทางการมองหรือการศึกษาวัฒนธรรมในยุคที่หลังทุนนิยมหรือยุคทฤษฎีวิพากษ์  ได้มีนีกวิชาการที่เชื่อว่าสังคมสมัยใหม่มีปัญหาและความไม่สมดุล  ดังนั้นการมโนทัศน์ในการมองวัฒนธรรมแบบเดิมไม่สามารถที่จะอธิบายการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลายในสังคมได้


          นักวิชาการสำนักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt School) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของนักทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) เช่น Habermas ได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมกับโครงสร้างสังคม  รวมทั้งปัจจัยภายนอก  ตลอดจนรูปแบบการสื่อสาร ฯลฯ  วัฒนธรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ผ่านกระบวนการเรียนรู้  การเปลี่ยนแปลงจะถาวรหรือคงอยู่ตราบเท่าที่ความชอบธรรมและในสังคมสมัยใหม่ความชอบธรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก  และทั้ง Habermas และ Foucault เองก็ได้ให้ความสำคัญกัวัฒนธรรมและความรู้ซึ่งเป็นส่วนของวัฒนธรรม และความรู้ที่ถูกครอบงำโดยหลักการของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีพลังอำนาจมาก  และวัฒนธรรมของ Habermas  เองก็ไม่มีพื้นที่และเวลาเป็นตัวกำหนดความเหมือนหรือความแตกต่างกันของวัฒนธรรม
           

             Antonio Gramsci (Theory of Ideological Hegemony),  Roland Barthes (วัฒนธรรมมวลชน) Neitzsche (วัฒนธรรมมวลชน) และ  Theodore Adorno  (อุตสาหกรรมวัฒนธรรม)  ได้เปิดมุมมองและนิยามความหมายวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปบนความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวของโลกที่ทับซ้อนกันอยู่   Antonio Gramsci มองเรื่องของอำนาจการปฏิบัติการของวัฒนธรรมที่ผ่านกลไกปฏิบัติการทางอุดมการณ์  (ideological  appatatuses )   ทำให้ประชาชนยอมรับเอาค่านิยม  จริยธรรม  อุดมการณ์ของชนชั้นผู้ปกครองราวกับว่าเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งหากจะวิเคราะห์ว่าในความหมายของ Gramsci  แล้ว  วัฒนธรรมจะหลากหลายหรือแตกต่างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ของผู้ปกครองและการยอมรับเอาอุดมการณ์ของคนในสังคม  Roland Barthes มองว่าวัฒนธรรมมวลชนนั้นอยู่บนพื้นฐานของการให้ความหมายและให้คุณค่าของสิ่งๆ  หนึ่งมากกว่าความหมายและคุณค่าในตัวของมันเอง  นั่นคือ  การที่เรามองวัฒนธรรมหรือสิ่งของใดมีคุณค่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับค่านิยมของสังคมนั้น  ซึ่งในประเด็นนี้ถูกนำมาพิจารณาความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแง่มุมของความแตกต่างและการไม่ดูถูกวัฒนธรรมของชาติพันธุ์อื่นแม้ว่าวัฒนธรรมอื่นนั้นจะไม่ได้เป็นวัฒนธรรมมวลชนก็ตาม  ในทำนองเดียวกัน Jean Bandrillard ได้มองวัฒนธรรมในมุมมองของการให้สัญญะ ซึ่งเน้นการมองสินค้าทางวัฒนธรรม  คุณค่าของสินค้าทางวัฒนธรรมจะถูกให้คุณค่าบนฐานของระบบทุนนิยมและกำไรมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงที่ติดมากับตัวสินค้านั้นๆ ผลจากการกระตุ้นให้เกิดรูปแบบการบริโภคอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ทำให้การบริโภคสินค้าที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยถูกทำให้ลดบทบาทลงสิ้นเชิง  แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกรบริโภคสัญญะ  กล่าวคือ  การอธิบายในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสอนค้านั้นมีอยู่หลายระดับ  ซึ่งระดับแรกเป็นความสัมพันธ์ในแง่ของการใช้ประโยชน์ (Utility)  ระดับที่สองเป็นความสัมพันธ์เชิงสัญญะ  ซึ่งในแง่นี้ไม่ได้มองตรรกะการใช้ประโยชน์แต่มองตรรกะของความแตกต่าง  กล่าว  คือ  การใช้สินค้าเพราะทำให้มีเอกลักษณ์ต่างไปจากคนอื่น  ฉะนั้นจึงเรียกว่ามนุษย์บริโภคสัญญะไปพร้อมๆ  กับวัตถุเสมอ     ขณะที่ Neitzsche มองวัฒนธรรมมวลชนว่า ที่มันไม่สูญไปและเป็นอมตะอยู่ได้ก็เพราะ มันกระทำโดยผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนและหน้าหนังสือพิมพ์ เขามองวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นการไปขุดเซาะทำลายศิลปะที่แท้ และสร้างวัฒนธรรมที่มีคุณภาพปานกลาง (mediocre culture) อันหนึ่งขึ้นมา   ซึ่งจากการมองของ  Neitzsche  มองว่าวัฒนธรรมมวลชนเป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวัฒนธรรมระดับสูง  Theodore Adorno  มองวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมและวิถีการผลิตที่เน้นขายได้ในปริมาณมาก  มนุษย์เราจะไม่ได้รู้สึกถึงคุณค่าของวัฒนธรรมที่เสพอยู่และจะไม่รู้สึกสูญเสียหากว่าวัฒนธรรมนั้นได้สูญสลายไป  จะเห็นว่านักทฤษฎีในเชิงวิพากษ์นั้นได้มีมุมมองของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  ซึ่งมุมมองที่แตกต่างนี้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่กำลังจะเป็นวัฒนธรมเดียวกัน  อันเรียกว่า  วัฒนธรรมโลก (grobal culture)  ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์ที่การกระจายของสื่อ  เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสรับรู้เรื่องราวภาพและเหตุการณ์ในเวลาเดียวกันทั่วโลก  ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้โลกที่หลากหลายแตกต่างกันกลายสภาพเป็น “หมู่บ้านโลก”  ซึ่งนักวิชาการบางคนเห็นว่า  โลกาภิวัฒน์เป็นกระบวนการที่จะทำให้เกิดการกลืนกลายความหลากหลายทางวัฒนธรรม  ขณะที่นักทฤษฎีวิพากษ์เองมองว่าการทำให้เป็นทั้งหมดของลัทธิบริโภคนิยมและการทำให้เป็นสินค้ามันลงรอยสอดคล้องไปกับความหลากหลายแบบหลากชาติ(multinational diversification) ซึ่งได้ไปกัดกร่อนความรับรู้เกี่ยวกับความจริงโดยสนับสนุนการเลียนแบบ และการทำสำเนาจากสำเนาอีกทีหนึ่ง(pastiche and copies of copies) ผลิต "ความสาบสูญหรือความไม่มีตัวตนของปัจเจกชนขึ้นมา"    ซึ่งนั่นหมายถึง  กระบวนการของโลกาภิวัฒน์ที่จะทำให้ทุกที่เป็นวัฒนธรรมโลกเป็นลัทธิบริโภคนิยมนั้นได้ก่อให้เกิดความแตกต่างบนความหลากหลาย  เพราะความแตกต่างของแต่ละเชื้อชาติ  ชาติพันธุ์  เช่น ถึงแม้วัยรุ่นไทยจะรับเอาวัฒนธรรมหรือสินค้าสากลจากอเมริกาหรือญี่ปุ่นมาก็คงมีกระบวนการใช้  การให้สัญญะในความหมายที่แตกต่างไปจากวัยรุ่นในเอเชียประเทศอื่นหรือชาติอื่น


            ขณะที่นักทฤษฎีวิพากษ์หลายคนมองวัฒนธรรมอุตสาหกรรมเป็นเรื่องของการทำลายความหลากหลาย  เนื่องจากถูกกำหนดด้วยระบบกำไร  ขาดทุน  ของระบบตลาดทุนนิยม  การผลิตและการบริโภคต้องเป็นไปตามกลไกแห่งตลาด  วัฒนธรรมสมัยทุนนิยมจึงขาดลักษณะการวิพากษ์และยอมจำนนต่อสถาบันสังคม  ถูกครอบงำจากอุตสาหกรรมวัฒนธรรม  นักคิดสำนักแฟรงค์เฟริตอีกผู้หนึ่ง  คือ  วัลเทอร์  เบนจามิน (Walter Benjamin)   ในงานเขียน  เรื่อง “The Work of Art in an Age of Mechanical Reproduction” ได้เสนอมุมมองในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมในเชิงบวกที่แตกต่างไปจาก  Adorno  และ ฮอร์กไฮมเมอร์  โดยสิ้นเชิง  เข้าเห็นว่าข้อเสนอ  เรื่องการสร้างอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเป็นมุมมองของวัฒนธรรมชนชั้นที่เรียกตัวเองว่า ผู้ดี  หรือ  กลุ่มชนชั้นสูง  ที่ประสงค์จะเห็นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงานศิลปะที่ไม่มีการลอกเลียนแบบ  เบนจามินเชื่อว่า  ถ้ามองจากจุดยืนประชาธิปไตยวัฒนธรรมจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ศิลปะพิเศษหายากของชนชั้นสูงจะได้ถูกแพร่กระจายไปในราคาถูกให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าถึง  การผลิตซ้ำและการที่ประชาชนนำไปสู่ชีวิตประจำวันของพวกเขาจึงเป็นเรื่องดีและก่อให้เกิดการตีความหมายใหม่ๆ  จากมวลชนอันหลากหลาย  ไม่จำเป็นต้องผูกขาดการตีความศิลปะ  โดยผู้เชี่ยวชาญศิลปะขั้นสูงอีกต่อไป  เบนจามินเห็นว่า  การเสพงานศิลปะแบบอุคสาหกรรมวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องทำให้ลืมปัญหาทางโลกในชีวิตประจำวัน  ตรงกันข้ามเนื้อหาสาระของสื่อมวลชนหลายเรื่องกลับช่วยให้ประชาชนเข้าร่วมในการปฏิบัติการทางสังคมและมีความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น  เนื่องจากการผลิตซ้ำและการแพร่กระจายของวัฒนธรรมไปสู่มวลชนเป็นสิ่งที่ดี  เบนจามินจึงเห็นประโยชน์และสนับสนุนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิตวัฒนธรรมสินค้าให้มวลชน  นอกจากนั้นเขาเห็นว่า   ในระบบการผลิตแบบทุนนิยม  การสร้างวัฒนธรรมเป็นสินค้ามวลชนเป็นไปเพื่อรับใช้การเมือง  การเมืองในที่นี้ไม่ใช่โลกอันสมบูรณ์แบบ  แต่เป็นการเมืองในวิถีประจำวันของประชาชนซึ่งหมายถึงศิลปะวัฒนธรรมกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ในการสร้างนิยามความหมายหรือการตีความหมายใหม่ๆ  ของประชาชนนั่นเอง
ดังนั้นกระบวนทัศน์ของการมองวัฒนธรรมที่หลากหลายในแนวความหมายเดิมและความหมายใหม่จึงแตกต่างไป  ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของโลกและ  แนวคิดการตีความทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากเดิม

 

ความเหมือนบนความแตกต่าง – แนวคิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม
            แนวความคิดในเรื่องพหุนิยม (Pluralism) ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดในสังคมที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งมีความตระหนักถึงสภาพของความหลากหลายนั้นและพยายามที่จะทำให้ความหลากหลายนั้นดำรงอยู่ได้ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นปกติ 
            ก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นก็มีความหลากหลายในธรรมชาติเป็นพื้นฐานมาก่อน มนุษย์ก็เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ในที่แต่ละแห่งมนุษย์ก็ย่อมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และอยู่ร่วมอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ จึงมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน เรียกว่าเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ กับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน  พัฒนาการและการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม  ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ  ทั้งนี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดของนักโบราณคดี  เช่น  กอร์ดอน  ไซล์ด  และเรื่องการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของสำนักโคลัมเบียสมัยคริสต์ทศวรรษที่  1920 นำโดยฟรานซ์  โบแอส  ซึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมมีศูนย์กลางและแพร่กระจายสู่ชายขอบและสังคมอื่น  การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมทำให้เกิดการยอมรับวัฒนธรรมของกันและกัน  ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นผลจากการที่วัฒนธรรมพัฒนาการที่แตกต่างกัน  และมีการผสมผสานเอาบางส่วนของวัฒนธรรมอื่นมาด้วย  การปรับรับวัฒนธรรมซึ่งกันและกันนี้มีรูปแบบต่างๆ  ขึ้นอยู่กับกระบวนการปรับตัวในอดีต
ในประเด็นของการศึกษาวัฒนธรรมในสังคมทุนนิยมนั้น อภิญญา เฟื่องฟูสกุล (2546) ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมในระบบโลกานุวัตรก็คือ จะต้องไม่มองระบบโลกานุวัตรในแง่ของการแยกเป็นขั้วตรงข้ามหรือ หรือการต่อสู้กับโลกานุวัตรจะต้องปฏิเสธโลกานุวัตรเสมอไป หากแต่เราต้องมองให้เห็นด้วยว่า พลวัตรของระบบโลกานุวัตรนั้นสามารถผลิตพลังด้านตรงข้ามตัวมันออกมาด้วย  ซึ่งนั่นก็คือการศึกษาวัฒนธรรมในแง่ของความหลากหลาย    สุริยา  สมุทรคุปติ์  และพัฒนากิตาษา (2542) เสนอแนวทางการศึกษาวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์  โดยการกล่าวถึงวัฒนธรรมมวลชนโลก ที่ถูกนำเสนอโดยนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ  คือ  ฮอลล์ (Hall) นำเสนอว่าวัฒนธรรมในโลกยุคโลกาภิวัตน์จะถูกควบคุมโดยเครื่องมือสมัยใหม่ที่ทำหน้าที่ในการผลิต “วัฒนธรรม”  ถูกกำหนดโดยภาพลักษณ์ที่ส่งผ่านข้ามพรมแดนภาษาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย  ตัวอย่าง  เช่น  ศิลปะ  บันเทิง  กีฬา  เครือข่ายโทรทัศน์  ภาพยนตร์  การโฆษณาที่มุ่งตลาดในวงกว้าง สื่อสารมวลชน  ซึ่งทั่งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเครือข่ายโทรทัศน์ที่รับส่งด้วยสัญญาณดาวเทียม  ที่มีเครือข่ายทั่วโลก
วัฒนธรรมมวลชนโลกมีลักษณะ  2  ประการ  คือ  ประการแรกทุกอย่างยังคงมีศูนย์กลางที่ประเทศตะวันตกเหมือนกับโลกยุคที่ผ่านมา  และทุกอย่างจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลในการสื่อสาร  จะแตกต่างกับทศวรรษก่อนๆ  ในแง่ที่ว่าสหรัฐอเมริกากลายมาเป็นประเทศศูนย์กลางของโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัว  ประการที่สอง  วัฒนธรรมมวลชนโลกจะมีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ที่สร้างขึ้นมาจากตัวแทนวัฒนธรรมอันหลากหลาย  เป็นวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยการปรับเปลี่ยน  ผสมผสาน  คัดเลือก  ต่อรอง  และซึมซับระหว่างใหม่  เก่า  ระหว่างท้องถิ่นกับสากล  แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบ  ทุกอย่างจะดำเนินต่อไป  และสำคัญไม่ใช่เป็นกระบวนการรื้อถอน  หรือทำลายล้างแบบเบ็ดเสร็จ
การไหลเวียนของวัฒนธรรมที่หลากหลายในยุคโลกาภิวัฒน์  ถูกนำเสนอโดยนักมานุษยวิทยา  อัปาดูรัย (Appadurai)  ซึ่งเสนอว่าโลกาภิวัฒน์ก่อให้เกิดการไหลเวียน  หรือการเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรม  5  มิติ  ดังนี้
           หนึ่ง  มิติทางชาติพันธ์ (etnoscapes)  โลกาภิวัตน์ได้สร้างกระแสการไหลเวียนและเคลื่อนย้ายของผู้คนไปทั่วโลก  เช่น  นักท่องเที่ยว  ผู้อพยพข้ามถิ่น  ผู้ลี้ภัย  แรงงาน ฯลน
           สอง  มิติทางเทคโนโลยี (technoscapes)  โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร  โรงงานสินค้า  และบริการต่างๆ  ทั้งที่เป็นของบรรษัทข้ามชาติ  บริษัทแห่งชาติ  และหน่วยงานของรัฐบาล
           สาม  มิติทางการเงิน (finanscapes)  โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการไหลเวียนอย่างรวดเร็วของเงินตราในตลาดการเงิน  ตลาดหุ้น  และการลงทุนข้ามชาติ
           สี่  มิติทางสื่อมวลชนและข่าวสารข้อมูล (mediascapes)  โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการเดินทางของข้อมูล  ข่าวสาร  และภาพลักษณ์ผ่านสื่อมวลชนชนิดต่างๆ  เช่น  เครือข่ายโทรทัศน์  วิทยุ  ภาพยนตร์  เครือข่ายคอมพิวเตอร์  หนังสือพิมพ์  วารสาร ฯลฯ
          ห้า  มิติทางอุดมการณ์  (ideoscapes)  โลกาภิวัตน์สร้างกระแสความนิยมอย่างแพร่หลายของแนวคิดและอุดมการณ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติ  โดยเฉพาะแนวคิดและอุดมการณ์อันเป็นผลผลิตของการปฏิวัติภูมิปัญญาของตะวันตก  เช่น  ประชาธิปไตย  เสรีภาพ  ความเสมอภาค  ความยุติธรรม  สวัสดิการสังคม  สิทธิมนุษยชน  สิทธิสตรี  การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม  เป็นต้น 
         

          แนวคิด ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  มีความเกี่ยวข้องและทับซ้อนกับแนวคิด  อัตลักษณ์ (Identity)  นั่นคือ  เมื่อเกิดกระแสโลกาภิวัตน์นั้นได้เกิดแนวคิดหรือกระแสที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและการรักษาษาความหลากหลายวัฒนธรรมให้คงอยู่ด้วยการเกิดคู่ตรงข้ามของโลกาภิวัตน์คือ  ท้องถิ่นนิยม (Localism)  และแนวคิดของอัตลักษณ์ (สำนึกแห่งความเป็นตัวตน)
ดังนั้นศึกษาวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมภายใต้กรอบของการเปลี่ยนแปลงและการก้าวพ้นออกจากพื้นที่และเวลา  เชื้อชาติ  ศาสนา  ภาษาและพรมแดนรัฐชาติในอดีต


ปรับเข้าสู่วัฒนธรรมโลก-รับมือกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
           กระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่หมายถึงการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมสากลโลกนั้น  ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งโลกจะมีวัฒนธรรมเพียงชุดเดียว  มนุษย์เราต้องการเอกลักษณ์และความเฉพาะตัว  มีรากเหง้า  ซึ่ง Kooinan (1993 ใน อัมรา พงศาพิชญ์, 2549) เชื่อว่าการบริหารจัดการสังคมสมัยที่ซับซ้อนหลากหลายและมีพลวัตรคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสังคมวัฒนธรรม  ในการตอบสนองต่อสังคม  รัฐต้องสามารถแทรกแซงและจัดการความขัดแย้งทางสังคมการเมืองได้  วิธีการจัดการนี้เรียกว่า governance ซึ่งแตกต่างจาก governing ตามที่เข้าใจกันว่าเป็นการจัดการโดยคณะบุคคลแยกต่างหากจากสังคมโดยรวม  ดังนั้นในกระบวรการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา  ความต้องการในสังคมมีอย่างน้อย 2 ระดับ  ในระดับสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนและกำกับทิศทาง  ในระดับปัจเจก  คือ ความจำเป็นที่จะต้องมีเสรีภาพ  อิสระ  และการมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว  องค์ประกอบของการบริหารจัดการที่ดีใน 2 ระดับนี้คือความสมดุลระหว่างองค์ประกอบส่วนสาธารณะและส่วนปัจเจกบุคคล
           

            ปัจเจกบุคคลควรเข้าใจความเป็นไปของความหลากหลายและรู้เท่าทันปฏิบัติการของวัฒนธรรมสมัยนิยม  หรือวัฒนธรรมโลกที่จะเข้าครอบงำความเป็นตัวตนและกลืนกลายความหลากหลาย  ซึ่งวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ และคณะ(อ้างในพัฒนา กิติอาสา, 2546, 49)ได้นำเสนอว่า เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของการสร้างตัวตนของคนและสินค้าในกระแสวัฒนธรรมสมัยนิยม ประกอบด้วยกลวิธี 7 อย่าง ได้แก่  1. การใช้คำขวัญ หรือคำสั้น ๆ ที่จำง่ายซึ่งจะช่วยดึงดูดให้ผู้คนสนใจ  2. การตราหน้า การทำให้คนตัดสินใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ใช้เหตุผลประกอบ  3. การเหมารวม การทำให้คนเกิดความรู้สึกดีหรือประทับใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยปราศจากการวิเคราะห์ ตรวจสอบ  4. การถ่ายโอนสัญลักษณ์ เป็นการใช้สัญลักษณ์ของสิ่งที่น่าเชื่อถือ เป็นที่เคารพมาเพื่อถ่ายโอนลงสู่อีกสิ่งหนึ่ง   5. การแห่ตาม การกระตุ้นความรู้สึกอยากมีพวกพ้อง ความเห็นด้วย  6. ความดึงดูดทางเพศ(sex appeal) การกระตุ้นความรู้สึกทางเพศให้คนหันมาสนใจ  7. เสียงดนตรี การนำเพลงประกอบ ทำให้รู้สึกคล้อยตาม และจดจำได้ง่าย   ดังนั้นปัจเจกบุคคลจึงควรรู้เท่าทันปฏิบัติการของสินค้าและวัฒนธรรมสมัยนิยมต่างๆ  ที่จะเข้ามาทำลายวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายอยู่เดิมให้กลายเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง


            วัฒนธรรมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรูปของพฤติกรรม  ศิลปะ  ขนบธรรมเนียม  หรือความเชื่อเท่านั้น  แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลังอำนาจสามารถกระทำการสร้างอำนาจหรือความชอบธรรมไดด้วย  ในช่วงสมัยที่มารช่วงชิงอำนนาจเพื่อครอบงำระชากรโลก วัฒนธรรมคือกลไกในการเผยแพร่อุดมการณ์ได้เป็นอย่างดี  แต่ในสมัยที่ความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจลดความสำคัญลง  สิ่งที่ปรากฎให้เห็นเด่นชัดคือ  การลดความสำคัญของวัฒนธรรมรัฐชาติ  วัฒนธรรมกลุ่มย่อยต่างๆ  ปราะกฎรูปแบบชัดเจนมากขึ้น  จนเกิดการยอมรับความคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม


          การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจการตลาด  การขยายตัวของวิธีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมุลรูปแบบต่างๆ  ทำให้รัฐชาติถูกลดอำนาจทางเศรษฐกิจลงเกือบสิ้นเชิง  อำนาจทางการเมืองก็ลดลงโดยปริยาย  เมื่อการขยายตัวของวัฒนธรรมที่หลากหลายประสานกับการขยายตัวของเศรษฐกิจการตลาดข้ามชาติ  มีผลในการลดบทบาทของรัฐชาติในการปกครอง  รูปแบบการบริหารปกครองจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการปกครองในระบบ “ผู้ปกครองผู้ใต้ปกครอง”  มาเป็นระบบการบริหารจัดการโดยประชาชน  บนพื้นฐานความแตกต่างของกลุ่มชนเนื่องจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม  และเมื่อสังคมสมัยใหม่ที่เป็นสังคมที่หลากหลาย  ซับซ้อน  และมีพลังพลวัตร  วิธีการบริหารจัดการก็จำเป็นที่จะต้องหลากหลาย  ซับซ้อนในรูปเครือข่ายและเชื่อมโยงหลายทิศทาง  องค์กรสังคมที่เกิดขึ้นจากหลายรูปแบบน่าจะเป็นกลุ่มองค์กรที่มีพลังเข้ามาทำหน้าที่แทนองค์กรรัฐชาติได้อย่างดี


          อย่างไรก็ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ทางวัฒนธรรมที่ได้พัดผ่านเลยคนยากจนส่วนใหญ่ซึ่งมีปริมาณมากกว่าหนึ่งพันล้านคน  แม้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาทั้งปวงจะมุ่งการกระตุ้นที่ให้ประชากรสามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มขีดความสามารถ  ทว่าบ่อยครั้งเหลือเกินที่คนยากจนกลับกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับภาระหนักของกระบวนการพัฒนาและกระแสวัฒนธรรมต่างๆ   การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ผลกระทบของวัฒนธรรมตะวันตก  การสื่อสารของมหาชน  การเพิ่มปริมาณประชากรอย่างรวดเร็ว  การขยายตัวของชุมชนเมืองและการล่มสลายของวิถีชีวิตในลักษณะชุมชนเล็กๆ  และครอบครัวขยาย  ส่งผลให้วัฒนธรรมตามขนบประเพณีซึ่งมักถ่ายทอดทางปาฐะเสื่อมถอยตามไปด้วย  วัฒนธรรมทั้งมวลมิได้มีคุณลักษณะในเชิงผูกขาด  แต่วัฒนธรรมของกลุ่มชนชั้นนำในสังคมซุ่งมักจะคล้ายกับวัฒนธรรมโลก  มีแนวโน้มที่จะแบ่งแยกกีดกันคนยากจนและคนไร้สิทธิไร้เสียง  ไร้อำนาจ  ให้อยู่ภายนอกขอบเขตของสังคม  ดังนั้นการที่จะอยู่ในสังคมที่มีการปรับเปลี่ยนตามกระแสโลกาภิวัฒน์  ซึ่งไม่ส่งผลต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความหลากหลายและความใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่แตกต่างกันของคนในแต่ละสังคมมากกว่าการพยายามสร้างความเป็นเอกภาพจอมปลอม

สรุป
           วัฒนธรรมอาจจะมีความแตกต่างกันได้ทั้งในระดับแนวนอนและแนวตั้ง  โดยสาระแล้ว ความแตกต่างที่แท้จริงก็คือ ระหว่าง สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมที่เป็นไปตามแนวนอนและแนวตั้ง  ซึ่งไม่ได้หมายความถึงความเท่าเทียมกันทางวัฒนธรรม (ความเสมอบ่า เสมอไหล่ทางวัฒนธรรม) กับ วัฒนธรรมที่มีสูงกว่ากับวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าแต่อย่างใด  แต่ในความหมายของวัฒนธรรมที่รู้หรือยอมรับกันในระดับหนึ่ง  กับวัฒนธรรมที่มีอยู่หลายๆ ระดับและหลากหลายสัมพันธภาพ  ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีความหมายลึกถึงการใช้ทรัพยากรที่ต่างกัน มนุษย์จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง แลกเปลี่ยน และมีทางเลือกตลอดเวลา เพราะคำตอบเก่าไม่สามารถใช้ได้ชั่วกัลปาวสาน ต้องปรับคำตอบใหม่สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  ฉะนั้น สังคมใดที่ขาดความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาจจะไม่สามารถที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงได้ แล้วจะต้องล่มสลายไปในที่สุด หรือไม่ก็จะต้องไปเลือก ซึ่งไม่เหมาะกับสังคมตนเองมาใช้  แต่อย่างไรก็ตามความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะประพฤติปฏิบัติตามใจตนเอง จนส่งผลให้เกิดปัญหาการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างขาดความสมดุล   แต่หมายถึงการยอมรับและอยุ่ร่วมกันบนพื้นที่แห่งความหลากหลายทางความคิดและการดำรงชีวิต (livelihood) ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้ “อนุวัฒนธรรม” เป็นเพียงตัวประกอบในวัฒนธรรมกระแสหลักเท่านั้น  ดังนั้นการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมเป็นการสร้างฐานรากที่สำคัญของมิตรภาพและความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชาติ  ในโลกที่มีการติดต่อสัมพันธ์ด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว  จะต้องเสริมความเข้าใจระหว่างกันด้านความคิด วิถีชีวิต  จารักและค่านิยมที่ยังหลากหลายมากในโลกปัจจุบัน

 
อ้างอิง

หนังสือ

คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ. 2543. การประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับชาติสาขาสังคมวิทยาเรื่องสถานภาพผลงานวิจัยเกี่ยวกับพลวัตการปรับตัวของสังคมไทย (ครั้งที่ 1 : 2543 : กรุงเทพฯ)  .เอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการระดับชาติสาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 1 เรื่องสถานภาพผลงานวิจัยเกี่ยวกับพลวัตการปรับตัวของสังคมไทย วันที่ 15-16 ธันวาคม 2543 ประเด็นพลวัตและความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม  "ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร"

เชษฐา  พวงหัตถ์. 2548. โครงสร้าง-ผู้กระทำการ (Structure-Agency) . กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ธีระ นุชเปี่ยม บรรณาธิการ . 2546.จากตะวันออก-ตะวันตก สู่โลกาภิวัตน์ทางปัญญา. กรุงเทพฯ : โครงการเอเชีย-ยุโรปศึกษา.

ธีรยุทธ บุญมี. 2546. พหุนิยม = Pluralism.  กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

นุชนาฎ เนตรประเสริฐศรี, พิศวาส ปทุมุต์ตรังษี (ผู้แปล) ; อรชาต สืบสิทธิ์ ... [และคนอื่น ๆ] (บรรณาธิการ) . [253-].  วัฒนธรรมอันหลากสีของมนุษยชาติ : รายงานของคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยวัฒนธรรมและการพัฒนา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว

พิทยา ว่องกุล บรรณาธิการ .2541.ไทยยุควัฒนธรรมทาส. กรุงเทพฯ : โครงการวิถีทรรศน์

นิเทศ ตินณะกุล.2546.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัฒนา  สุกัณศีล. 2548. โลกาภิวัตน์ (Globalization) . กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

สถาบันวิถีทรรศน์ มูลริธิวิถีทรรศ.2544. ทฤษฎีและความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง

สุริยา  สมุทคุปติ์และพัฒนา  กิติอาษา. 2542.มานุษยวิทยาโลกาภิวัตน์ : รวมบทความ. เอกสารทางวิชาการ ห้องไทยศึกษานิทัศน์  สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม   มหาวิทยาลัยเทคโนสุรนารี.

อมรา พงศาพิชญ์ . 2549.ความหลากหลายทางวัฒนธรรม : กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


อมรา พงศาพิชญ์.2534. วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ : วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Website
นิษฐา หรุ่นเกษม. กระแสโลกาภิวัตน์ – กระแสท้องถิ่นภิวัตน์ : กระบวนการผลิตซ้ำ และสร้างใหม่ของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม : http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document983.html

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1286 :http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005april08p8.htm

ลัดดา  ตั้งสุภาชัย. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม. ผู้จัดการออนไลน์ 2 ธันวาคม 2548 09:51 น. : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000166060

วาทิศ โสตถิพันธุ์. Legal Pluralism ในประเทศแคนาดา -กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการประมงของชนพื้นเมือง  : http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95152.html

เสน่ห์  จามริก. การประชุมนำเสนอผลงานวิจัย ครั้งที่ 2  เรื่อง “เปิดโลกวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคม ศาสตร์ภาคใต้ : ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสันติภาพ”  ณ ห้องมะเดื่อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  ; วันที่ 22 สิงหาคม 2546 : http://www.vijai.org/articles_data/show_topic.asp?Topicid=83

สมเกียรติ ตั้งนโม. วิพากษ์วัฒนธรรมมวลชน ของ นิทเช่: http://www.midnightuniv.org/midfrontpage/newpage8.html

สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง. การต่อต้านนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern and Critical and Cultural Theory): http://www.midnightuniv.org/miduniv888/newpage7.html

อมรรัตน์ เทพกำปนาท. ความหมาย แนวคิดและประเด็นที่เกี่ยวกับ “วัฒนธรรม” .สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.culture.go.th/study.php?&YY=2548&MM=5&DD=16

เอมอร ลิ้มวัฒนา .พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ส่วนตัว และเรื่องตัวตนบนไซเบอร์สเปซ  : http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999869.html
James George เขียน : สมเกียรติ ตั้งนโม เรียบเรียง :The Americanization of World Culture.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Sociology site



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ที่บริษัทเชฟรอน จะเน้นเรื่อง Diversity หรือความหลากหลายมากค่ะ เพราะเราเชื่อว่าความแตกต่างนำมาซึ่งการเติมเต็ม นอกจากนี้เราต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันแล้กันค่ะ เพราะคนเราต่างความคิด ต่างเชื่อชาติ แต่ต้องมาร่วมกันทำงานค่ะ

ความหลากหลายเป็นความท้าทายค่ะ

เขียนเมื่อ 

ในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความหลากหลายถูกนำมาปรับใช้กับทุกองค์กรจริงๆ ค่ะ

และพื้นฐานแนวคิดความหลากหลายคือการเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Right)

ขอบคุณค่ะที่ร่วมแลกเปลี่ยน

มาเจอ บทความดีๆ จนได้ ครับ โชคดีจริงๆ

แบม
IP: xxx.180.231.92
เขียนเมื่อ 
  • เขียนได้ดีทำดิฉันงงมากมากเลย