Learning Organization : ต้องร่วมสุข "ร่วมทุกข์..."

ในช่วงก่อนที่เราจะเดินไปตามทางสายที่จะต้องใช้สองเท้าก้าวขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์นี้ การมีชีวิตอยู่ในองค์กรหรือในสังคมมีหลายครั้งและหลาย ๆ คนที่เราไม่ชอบหน้า ไม่ถูกชะตา และเมื่อได้รู้ว่าจะต้องมาเดินทางด้วยกันเราก็รู้สึกว่าไม่อยากให้เขาไป แต่พอได้ไปจริง ๆ ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน ได้ช่วยเหลือ เจือจุนซึ่งกันและกัน ความรู้สึกอคติที่มีต่อกันนั้นก็เปลี่ยนไป

Td069

การอยู่ในสังคมหรือในองค์กรที่ทุกคนต่างคน ต่างอยู่ อยู่ร่วมกันเพียงแค่มี "งาน" เป็นตัวเชื่อมต่อกันความสัมพันธ์ย่อมเปราะบาง

สิ่งที่จะเชื่อมคนเราให้รู้จักกัน มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันนั้นคือ "ความทุกข์" ที่เราจะต้องร่วมฟันฝ่าด้วยกัน

การฟันฝ่าความทุกข์ในองค์กรอาจจะมีไม่มากเท่ากับการไปเผชิญชีวิตในป่าในเขา แต่กิจกรรมที่เราเคยนำมาใช้และมีผลบ้างก็คือกิจกรรม Walk Rally แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริง ๆ จะต้องเพิ่มดีกรีความลำบากขึ้นอีกหลายเท่า

กิจกรรมที่ทำให้องค์กรต้องต่อสู้ร่วมกัน ฟันฝ่าร่วมกัน ต้องทุกข์ร่วมกัน เมื่อใดที่ชีวิตมีทุกข์ชีวิตนั้นจะรู้สึก "มิตรแท้"

คนเราบางคนอยู่ในองค์กรไม่มองหน้ากัน เกลียดกัน โดยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคุยกัน แต่ถ้าเขามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน เราจะรู้จักซึ่งกันและกันได้อย่างดีขึ้น

ความสัมพันธ์กันในเชิงลึกที่เรียกว่า "มิตรภาพ" นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในห้องประชุม หรือเวทีสัมมนา หรือแม้กระทั่งการท่องเที่ยวสรวลเส เฮฮา

แต่มิตรภาพที่แท้จะเกิดขึ้นได้หากมีโจทย์ที่ตั้งด้วยเรื่องของ "ความทุกข์" เข้ามาเป็นเหตุ เป็นปัจจัย

คนเราถ้าได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน บุคคลเหล่านั้นจะมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ธาตุแท้ นิสัย สันดาน จะถูกผ่องถ่ายผ่าน "ตัวทุกข์"

ทุกข์มาก สุขมาก รู้จักกันมาก มิตรภาพแน่นแฟ้นมาก

คนเราถ้าหากได้ช่วยเหลือใคร ใครคนนั้นก็พร้อมที่จะตอบแทนด้วยการช่วยเหลือเรา

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะให้ความสัมพันธ์ของคนเรานั้นแน่นแฟ้นและยั่งยืน...

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เกร็ดการจัดการ



ความเห็น (0)