ก่อนนอนเราจะนัดกันระหว่างพี่ลี คุณปรีดาและสาวน้อยทั้งคู่ของคุณปรีดาว่า  "จะตื่นนอนแต่เช้า ไปออกกำลังกาย และใส่บาตร"  ทุกเช้าคลาดเคลื่อนเสมอมา  จนกระทั่งเช้าวันที่ ๙ ตืนนอนขึ้นมา มองดูเสื้อผ้าเก็บลงกระเป๋าไปหมดแล้ว  เหลือเพียงชุดสำหรับวันนี้เท่านั้น  จึงเปลี่ยนความตั้งใจและคิดใหม่ว่า "ไม่ได้ออกกำลังก็ไปเดินเล่นและใส่บาตรก็แล้วกัน"

           คุณปรีดาและพี่ลีมารับตามเวลานัด  ฉันมีความจำเป็นต้องออกจากที่พัก โดยนำกระเป๋าออกไปด้วย  เพราะต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาเยี่ยวยาผู้ป่วยโรคไตที่โรงพยาบาลหนองคายภายในเวลา ๙ โมง 

          ด้วยความเอื้อเฟื้อฉันอย่างดียิ่งจากคุณปรีดาและพี่ลี  พาฉันไปใส่บาตรเรียกว่า "ใส่บาตรกัมมัฏฐาน"ที่วัดเนินพะเนาวนาราม ตอนแรกก็ไม่เข้าใจใส่บาตรกัมมัฏฐานเป็นอย่างไร  เมื่อไปถึงวัดรู้สึกมีความสบายใจมาก  ที่ได้เห็นวัดสวยงาม ร่มรื่นและเงียบสงบ มีที่พักสำหรับผู้ไปปฏิธรรมกัมมัฏฐาน  แยกผู้มาฝึกและผู้มาปฏิบัติต่างหาก  มีแม่ชีเป็นผู้ฝึกสอนและควบคุม 

           การ"ใส่บาตรกัมมัฏฐาน"คือการที่นำอาหารไปใส่ในบาตรที่จัดเรียงไว้  ส่วนพระสงฆ์ที่เดินบิณฑบาตรจะนำอาหารกลับมาแบ่งใส่บาตรเช่นกัน  เพื่อนำบาตรเหล่านี้ไปถวายเป็นอาหารสำหรับผู้ปฏิบัติกรรมมัฏฐานนั่นเอง

           นอกจากการทำบุญใส่บาตรกัมมัฏฐานแล้ว  พวกเราได้ถวายปัจจัยซองผ้าป่าในการนำรายได้เป็นค่าทรายสำหรับการก่อสร้างของวัดเพื่อสำหรับปฏิบัติศาสนพิธี 

         ลักษณะความงดงามของโบสถ์ วิหารและศาลา คล้ายกับวัดที่เห็นจากเวียงจันทน์ และมีสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอันแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนอย่างชัดเจน 

          แม่ชีได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนรู้ลมหายใจ  ไปจนถึงการวิปัสสนากัมมัฏฐาน  อย่างน้อยต้อง ๑ วัน ๓ วัน หรือ ๕ วัน  หากมีความตั้งใจจริง ๆ เพียง ๓ วันก็น่าจะเพียงพอ 

         เมื่อได้ทำบุญตามความตั้งใจแล้วจึงไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ได้พบผู้คนออกกำลังกายกันมากมายทุกเพศทุกวัย  แต่ละคนมีใบหน้าเปื้อนยิ้มอันหมายถึงสุขภาพกายดีสุขภาพจิตก้แจ่มใสนั่นเอง