จดหมายถึงครูι
เช้าวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู หนูเจออุปสรรคอีกแล้ว เมื่อวานหลังจากนั่งเขียนบันทึก อ่านจดหมายครู กำลังพิมพ์แล้วก็เจอปัญหาต้อง restart เครื่องไหม ลงมาเอาหัวลงหมอนแล้วหนูก็หลับไปตื่นขึ้นมาก็เช้าแล้ว กราบขออภัยครูค่ะ เหมือนที่ครูบอกไว้เลย ดำเนินกิจวัตรไปชั่วระยะหนึ่งก็มีอะไรมาทดสอบ แต่ครานี้ใจหนูไม่ขุ่นมัว เพียงยอมรับอย่างที่มันเป็น เพราะธรรมชาติให้มาเรียนรั้สิ่งนี้ “บังคับไม่ได้” แต่ถึงอย่างไรก็ขอโอกาสเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้ครูฟังนะคะ
หนูตื่นเช้าขึ้นมาลุกขึ้นไปห้องพระสวดมนต์ทำวัตรเช้า หุงข้าวแล้วไปวิ่งออกกำลังกาย ระหว่างทางเดินกลับเห็นพี่ชื่นและภรรยาย นั่งคุยกันท้ายรถน่าบ้านจึงเอ่ยทักทายและเข้าไปพูดคุย ได้ข้อคิดเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ เพราะน้าชื่นเป็นคนปลูกต้นไม้เก่ง ท่านเล่าว่า
“การปลูกป่าที่ดี ไม่ใช้การเอากล้าที่มันโตแล้วไปปลูกนะ เอาหนังสต๊กไปยิงลูกมันให้หล่นจะดีกว่า ฮา เพราะว่าการเอาต้นมันไปปลูกรางมันหงั่งไม่ได้ โตได้แป๊บอากาศไม่เหมาะก็ตาย แต่การปลูกด้วยเมล็ด มันจะค่อย ๆ งอก อากาศไม่เหมาะมันก็ไม่งอก พอมันงอกได้ ก็มีใบเลี้ยงหุ้มไว้ พอแข็งแรงพอใบเลี้ยงก็หล่น แล้วรากมันค่อย ๆ หยั่งค่อย ๆ ปรับสภาพ แม้จะไม่โตเร็วแต่มันจะแข็งแรงและทนทาน อยู่เป็นป่าได้จริง ๆ ไม่ใช่เอาต้นโต ๆ แล้วไปปลูก ปีสองปีลมพัดก็ล้มแล้ว มันจะเป็นป่าได้ยังไง ที่เห่อ ๆ ไปปลูกป่ากัน ส่วนใหญ่ หาเรื่องไปเที่ยว หาเรื่องไปกินข้าวนอกบ้านกันเฉย ๆ”
ทำให้หนูย้อนคิดกับตนเองค่ะครูการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องเร็วแต่ไม่หยุด เริ่มจากฐานรากแห่งตนเอง เหมือนหนูได้รับการฝึกฝนจากครู คล้ายกับว่าครูปลูกพืชแบบเพาะเมล็ด ค่อยหว่าน ค่อย ๆ รดน้ำ ค่อย ๆ พรวนดี เมล็ดพันธ์เล็ก ๆ ค่อย ๆ งอก บางคราก็เจอแดด บางคราก็เจอ พายุ แต่ครูก็ไม่เคยหยุดดูแล ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอในใจหนู เหมือนต้นไม้ค่อย ๆ เติบโต ไม่ใช่การเติบโตที่รวดเร็ว แต่หนูก็เชื่อว่าเป็นการเติบโตที่ยิ่งใหญ่
สักพักหนูก็ขอตัวมาทำกับข้าวไปวัด เตรียมกับข้าวเสร็จจึงอาบน้ำ ไปวัด วันนี้ที่วัดมีกิจกรรมให้สวดมนต์ทำวัตรเช้าและสาธยายมนต์ อนัตตลักขณสูตร ระหว่างสวดหนูน้ำตาไหล ค่ะครู เป็นความสั่นสะเทือนภายใน ซาบซึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ในบทนี้ ว่ามันเป็นทุกข์ ยิ่งประโยคที่บอกว่า
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
เหมือนเอ่ยประโยคเหล่านี้ด้วยน้ำตา แต่ก็สวดต่อไป
พอพระท่านลงไปตักอาหาร หนูหันไปข้าง ๆ เป็นอาจารย์ที่สอนที่คณะเภสัชศาสตร์และเป็นคนที่เขียน recommend ให้หนูไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น รู้สึกดีใจปนประหลาดใจ สวัสดีท่านและสวัสดีถึงอีกคนที่มากับท่าน อุ๊ย ได้เวลาแล้วหนูขอแค่นี้ก่อนนะคะครูเดี๋ยวจะมาต่อ
๖.๕๕ น.
ขอโอกาสเล่าต่อเลยนะคะครู
เมื่อวานพอได้พูดคุยกับอาจารย์แล้ว หนูสังเกตใจตนเอง เป็นการพูดคุยที่สบาย คุยกับท่านเหมือนคุยกับตนเอง เหมือนท่านสะท้อนให้เห็นภาพด้านการศึกษาของหนู ทำให้หนูยอมรับในตนเองว่า ประสบการณ์ที่เรียนมา ทำงานแยกสกัดสารได้ แต่ก็ไปติดที่การแปลผลข้อมูล NMR รวมไปถึงการใช้เครื่องชนิดนี้ด้วย ก่อนหน้านี้ไม่ยอมรับค่ะครู ดีแต่แถ ๆ แล้วก็งอน แต่ตอนนี้เห็นแล้ว และยอมรับว่าเป็นจุดบกพร่องที่ต้องพัฒนาอีกเยอะ และยอมรับในตนเองว่า ความลงตัวของงานที่ขอนแก่น สำหรับตนเอง ณ ขณะนี้ คือ งานด้านเภสัชเวท
สักพักหนูจึงขอตัวลงไปตักอาหาร พอหันหลังไม่นาน เจอพี่อ้อม อ้าว ครูค่ะ รู้สึกประหลาดใจทั้งหนูพี่อ้อม เพราะว่าท่านก็เห็นหลังหนูไว ไว แต่คิดว่าแค่เหมือน วันนี้วันอาทิตย์หนูน่าจะอยู่กรุงเทพ เพราะท่านไม่ทราบว่าหนูกลับมาแล้ว พี่อ้อมมากับพี่อีกท่านหนึ่ง เราทั้งสามคนจึงได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
วันอาทิตย์คนเยอะ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่วัดนี้จะมีกิจกรรมให้เด็กทำประมาณ เก้าโมงถึงสิบโมงเช้า ส่งเสริมความรักความเข้าใจระหว่างพ่อ แม่และเด็ก ๆ พอล้างจานเรียบร้อยจึงเลี่ยงออกมาเพราะหนูตั้งใจว่า
วันนี้จะปลูกต้นไม้ พอเลี้ยวรถออกมาก็มองหาร้านที่จะซื้ออิฐบล็อก เพื่อจะเอาไปกั้นทำแปลงดอกไม้หน้าบ้าน พอได้มาก็เลยได้ทั้งอิฐบล๊อกและอิฐมอญ การทำสวนวันนี้ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อให้เสร็จ ไม่ได้ทำเพื่ออวดใคร แต่เป็นการทำสวนด้วยใจ แม้อากาศจะร้อน ดินที่ขุดลงไปแข็งมาก ๆ ที่สำคัญ มีก้อนอิฐ เศษปูน ก้อนหิน ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก กว่าจะขุดลงไปก็ต้องใช้ความอดทนและความพยายามอย่างมากค่ะครู ขณะที่ขุดใจระลึกถึงครู
ที่เล่าเรื่อง “ดิน” เพราะมีดินที่นอนเนื่องอยู่ใต้ซีเมนต์ พอหนูทุบและงัดซีเมนต์ออกมา สภาพดินดีมาก ๆ เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ หนูเชื่อว่าใจหลาย ๆ คนอาจจะเป็นเช่นนนี้ ดูภายนอกเหมือนปิดกั้น แต่ถ้าหากสามารถผ่านชั้นซีเมนต์นี้ออกไปได้ ก็สามารถที่จะเพาะปลูกและเป็นดินที่ดีมาก ๆ ในการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้
ทำไปได้สักพัก “น้องชินจัง” ขอเข้ามามีส่วนร่วมหยิบโน่นจับนี่ พูดคุยเล่นตามประสาเด็กขวบกว่าที่กำลังจะเรียนรู้ การทำงานจึงต้องใช้สติและระมัดระวังมากขึ้น พอใกล้ ๆ เที่ยงระลึกว่า “น้องชินจังต้องนอน” การทำงานใช้เสียงเป็นการรบกวน จึงวางมือแบบเสร็จเท่าที่เสร็จ อาบน้ำแล้วก็มานั่งทานตำเหมี่ยงกับน้องเหมียวและน้องชินจัง แม้จะสังเกตเห็นว่า ชินจังตาปรือ แต่พอเห็นว่ายังมีเพื่อนเล่นก็ยังไม่ยอมหลับสักที สุดท้ายจึงเปิดโอกาสให้เขาได้นอน
หนูจึงได้โอกาสหยิบหนังสือที่ครูให้มาอ่าน เป็นการอ่านหนังสือที่อ่านไปตื้นตันไปค่ะครู เหมือนตอนที่อ่านเรื่อง “การเดินทางสู่อิสรภาพ” ตอนนั้นหนูอ่านระหว่างอยู่ลาวกับครู แอบร้องไห้ทุกครั้งที่ได้อ่าน แต่เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจค่ะ ยิ่งอ่าน ยิ่งทำให้หนูระลึกถึงครูและระลึกถึงคำว่า “นักบวชนอกเครื่องแบบ”
แล้วหนูก็มีโอกาสได้งีบสักหน่อย แล้วก็ลุกขึ้นมาถูบ้าน เพราะว่าหนูเอาน้ำราดไปที่พื้นซีเมนต์ให้ช่วยกระจายความเย็นในบ้านซึ่งค่อนข้างได้ผลดี บ่ายคล้อยหนูทำงานอีกครั้งเก็บงาน เก็บเศษซีเมนต์ เศษอิฐมอญที่ขุดขึ้นมาได้ใส่กระสอบ เอาดินปลูกลงผสม ขุดหลุมให้ลึกเพื่อเตรียมลงต้นไม้ ดู ๆ แล้วฟ้าร้อง เมฆครึ้มตลอดเวลา แต่ไม่มีฝนตกเลย จึงตัดสินใจปลูกต้นไม้
ที่ปลูกไว้ในพื้นที่เล็กหน้าบ้านก็คือ ดอกพุดอินถวา มะลิ พุดร้อยมาลัย พุดอินถวาแคระ และลีลาวดี ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นชนิดไหน ใบมน ๆ แต่หนูก็ชอบซื้ออะไรแบบที่ต้องมาลุ้นเอาทีหลังอย่างนี้แหละค่ะครู มันทำให้เราได้เฝ้าดูและเห็นการเจริญเติบโต ไม่ว่าเขาจะโตมาแบบไหน เราก็ได้ดูแลเขาอย่างเต็มที่ พอลงเสร็จฝนก็ยังไม่ตก หนูจึงตักน้ำจากหลังบ้านมารดน้ำต้นไม้ ทำไปเรื่อย ๆ ปรับอิฐบล๊อกที่เอามาทำขอบให้แน่นหนามาขึ้นเพราะคิดว่าคงจะเป็นเจ้าชินจังนี่แหละมาหยิบเกรงว่าจะบาดเจ็บถ้าไม่แน่นหนา พอจัดการหน้าบ้านเสร็จ
หนูหอบอุปกรณ์เดินลงหลังบ้าน จัดเตรียมหลุมเพิ่มเติม ปรับแต่แปลงผัก พอสังเกตดินที่ตากไว้ แห้งละเอียด ทำให้นึกถึงใจที่พร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่สามารถเก็บกักอะไรไว้ใช้ประโยชน์ได้ ต้องรับใหม่ทุกครั้ง สิ่งที่ต้องเติมเข้าไปให้สำหรับดินชนิดนี้คือ ใบไม้หรือสิ่งที่ช่วยกันการเก็บกักอาหารไว้ใช้ประโยชน์ ซึ่งเหมือนกับใจของหนู ที่ครูต้องคอยสอน คอยให้สิ่งเดิมซ้ำ ๆ จนกว่าจะมีความสามารถในการเก็บและสังเคราะห์ความรู้ได้เอง
จึงจัดแจงปลูก แมงลัก โหระพา กะเพราขาว กะเพราแดง ต้องปลูกแยกแปลงเผื่อใช้ให้ใครมาเก็บ เพราะว่าลักษณะภายนอกคล้ายกัน แต่กลิ่นและรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน การนำไปใส่ในอาหารก็ต่างกัน และก็มีพริก ซึ่งตอนนี้จำไม่ได้ว่าเป็นพริกจากชาติไหน รู้แต่ว่าชนิดนี้เผ็ดมาก ใจหนูยังคิดถึงพริกชี้ฟ้าอยู่ แต่เมื่อได้มาแล้วก็ปลูกไปก่อน ตอนนี้ยังไม่ลงปลูกผักที่ต้องหว่านเมล็ด เพราะจะลองปลูกแล้วสังเกตการณ์ไก่ที่อยู่ใกล้ ๆ ไปก่อนค่ะ ส่วนหลุมต่าง ๆ ก็ปลูก มะตูมซาอุ ฝรั่งไร้เมล็ด มะกรูด ส่วนพืชที่มีติดมาแต่เดิม เช่น ใบย่านาง ต้นมะขาม เหล่านี้ก็ปรับแต่นิดหน่อย ดูแลให้เติบโตได้ เช่น ใบย่านางก็ นำเอาไผ่ขวดที่ตัดลงไปทำที่ให้เถาสามารถไต่ขึ้นได้
แล้วก็รดน้ำสังเกตเห็นว่าน้ำไหลซึมลงเร็วมาก ๆ ทำให้หนูระลึกมาว่า อาจจะต้องขุดหลุมแล้วเอาเศษอาหารมาลงแถว ๆนี้ น่าจะพอช่วยได้บ้าง แต่ก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับไป แม้หลายคนจะทัดทาน ว่าดินไม่เหมาะสถานที่ไม่โอเค แต่หนูทำบนความสุข ความเบิกบานในใจ มีความสุขตั้งแต่ทำ ไม่ได้ทำแบบมุ่งผลผลิต เพราะถ้าไม่โอเคก็ปลูกใหม่ ทำไปเรื่อย ๆ วันนี้ดินอาจจะไม่เหมาะแต่ถ้าหนูไม่เลิก ดินก็จะค่อย ๆ ปรับสภาพให้เหมาะมากขึ้นใช่ไหมค่ะครู
หนูล้างไม้ ล้างมืออาบน้ำอีกรอบ ทำดีท๊อก หนูยังไม่สามารถจัดสรรเวลาดีท๊อกให้ตนเองได้ เพราะตอนเช้าเวลาตื่นหนูยังไม่แน่นอน แต่ก็กำลังพยายาม แต่ที่ตั้งใจกับตนเองคือ ตอนเช้าต้อง ทำวัตรเช้า ไปวิ่ง แล้วก็ไปวิ่งออกทำกับข้าวไปวัด ลองทำและปรับไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ทำแบบนี้มาแล้วประมาณ ๕ วัน หลายอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางคือ การทำวัตรเช้าและทำกับข้าวไปวัด
เสร็จแล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย แวะไปจ่ายตลาด พร้อมกับหิ้วกระสอบหิน และขยะไปทิ้งด้วย กลับมาถึงบ้านนึกขึ้นได้ว่าต้องไปเอาเก้าอี้ที่บ้านพี่ประนอม ขับรถไปจอดแล้วยกเก้าอีกขึ้น พี่ ๆ บอกอีกว่ามีต้นไม้ที่ยกมาจากบ้านเดิมหลายกระถาง จึงบอกท่านว่าไม่เป็นไร ขอเพียงว่านหางจรเข้ ๑ กระถาง และอ่างบัวที่เหลือก็เอาไว้ตกแต่งที่นี่แหละเพราะรู้สึกว่า เหมาะแล้ว แล้วเรานั่งคุยกันอยู่นานจนเกือบ ๆ สองทุ่ม เป็นการสนทนาที่เบิกบานแบ่งปัน ช่วยเหลือในการปลูกต้นไม้ จัดสวน ในบ้านเพื่อให้ร่มรื่น และชวนกันทำกิจกรรมปลูกต้นไม้ในวันพืชมงคล
พอกลับถึงบ้านจอดรถได้ยินเสียงเรียก “ติ๋ว ๆ” จากในบ้านของชินจัง
จึงตอบรับด้วยความรู้สึกเอ็ดดูว่า “จ๋า”
ไม่นาน มนุษย์ตัวน้อย ๆ ก็ค่อย ๆ วิ่งออกมาจากประตูบ้านด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ตามมาด้วยแม่ของเขา เราจึงได้ช่วยกันยกเก้าอีกและกระถางบัว ครานี้พื้นที่หน้าบ้านหนูไม่มีที่พอจะวางโอ่งน้ำ เราจึงตกลงกันว่าวางไว้ตรงกลางบ้านเราแล้วใช้ด้วยกัน ใครอยากรดใครอยากเติมน้ำกฌตามสบาย เก้าอี้สองตัวที่ยกมาก็ตั้งไว้นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน จึงได้ทีเจ้าชินจัง ปีนขึ้นไปนั่งเล่น หนูกับเหมียวช่วยกันขยับกระถางบัว พอทำเสร็จ ชินจังตัวน้อย ก็ทำท่าทางเลียนแบบ เราทั้งคู่หัวเราะ เพราะช่วงนี้เด็กกำลังเลียนแบบ
ขณะที่ชินจังวิ่งเล่นรอบแปลงดอกไม้ใหม่ หนูกับน้องเหมียวนั่งคุยกันว่า
“ทำบุญทำกรรมอะไรกันมาหนอ ชินจังเอ้อ พอพี่รู้ว่าต้องมาอยู่บ้านหลังนี้ ก็รู้เลยว่า ต้องได้ช่วยเหมียวเลี้ยงลูกแน่ ๆ”
แล้วหนูก็ระลึกถึงช่วงที่หนูไม่สบายหนัก ๆ ครั้งก่อน ก็ได้น้องเหมียวและพี่อ้อนี่แหละที่เฝ้าคอยดูแล หาข้าว หายา หาน้ำให้ทาน เช็ดตัวให้ ทั้ง ๆที่บ้านเราอยู่ห่างกันพอควร แต่วันนี้บ้านเราใกล้กันมาก บ้านน้องเหมียวกำแพงติดกัน บ้านพี่อ้อถัดไปจากบ้านน้องเหมียว ก็คงเป็นเหตุปัจจัยดี ๆ ที่ช่วยเหลือกันมา
เหมียวแซวว่า
“พี่คอยดูนะ ต่อไป อาจจะต้องไปจอดรถไกล ๆ แอบย่องเข้าบ้านตนเอง เพราะชินจังจำเสียงรถได้แล้ว จะคอยดู คอยวิ่งหา ฮ่า ๆ”
แม้เจ้าตัวน้อยจะตาปรือ ๆจะหลับแล้วแต่ไม่ยอมไปนอน หนูจึงบอกว่า คืนนี้พอแล้วไปนอนกันเถอะบ๊าย ๆ
พอเปิดบ้านเท่านั้น ชินจังก็วิ่งเข้าบ้านหนูทันที หนูเดินตามไป อย่างรู้สึกเอ็นดู ไม่นาน น้องเหมียวก็อุ้มไปนอน การได้อยู่กับเด็กทำให้เห็นว่า เขามีธรรมชาติที่ผ่องใสมากเลยนะคะ เหมือนได้ความเบิกบาน และก็เห็นอีกมุมหนึ่งว่ากว่าแม่จะเลี้ยงให้ลูกคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย
หนูอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วก็ขึ้นไปสวดมนต์ที่ห้องพระ อากาศค่อนข้างร้อน เหงื่อออกตามแขน เป็นจุด ๆ หนูจึงอาบน้ำอีกรอบ หนูตั้งใจจะตัดผมหลายวันมาแล้ว วันนี้จึงได้โอกาส ยืนตัดผม ถามตนเองยังรู้สึกเสียดายไหม ก็มีอยู่นะคะ แต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน ที่ตัดสั้น เพราะเอาสะดวก เอาสบาย รู้สึกหัวเบาโล่ง ขึ้น เก็บเส้นผมที่กระจายลงถุง ก็รู้สึกกลัวขึ้นมา เหมือนในหนังผีแต่ก็แว๊บเดียว แล้วก็รู้สึกว่ามันคือ ปฏิกูล มันคือ ส่วนเกิน เสร็จแล้วจึงอาบน้ำอีกรอบ นั่งลงเช็คเมลล์และเขียนจดหมายถึงครู แล้วก็กลายเป็นว่าเครื่องสะดุดมีไวรัสที่โปรแกรมลบไม่ได้ ไม่สามารถคัดลอกได้ หนูจึงลอง restart เครื่อง แล้วก็เปิดวิทยุหลวงตาฟัง เครื่องใช้เวลาพอสมควร หนูจึงย้ายตนเองมาที่หมอน แล้วก็หลับไปจนถึงเช้า ตื่นขึ้นมาไฟสว่างโล่ทั้งบ้าน เสียงวิทยุหลวงตายังดังอยู่ หนูรีบลุกขึ้นล้างหน้าหุงข้าว กลายเป็นว่าเมื่อคืนอุ่นข้าวทิ้งไว้ จึงต้องตักข้าวออก แล้วต้องแช่ทิ้งไว้ รู้สึกว่ากิจวัตรสะดุด แต่ใจก็ไม่ได้ร้อนรนเพ่งโทษเหมือนเมื่อก่อน มีอะไรพอทำได้ก็ทำไปก่อน เช่น เตรียมเครื่องปรุง วันนี้ตั้งใจจะนึ่งฟักทอง ผักกะเพรา นึ่งไปได้สักพักหม้อนึ่งไฟฟ้ามีกลิ่นแปลกแล้วไฟก็โดนตัดไป เมนูนึ่งฟักทองจึงปิดไป จึงล้างหม้อหุงข้าวหุงใหม่ ข้าวเก่าเก็บไว้กินเอง แล้วจึงขึ้นไปนั่งทำวัตรเช้า ลงมาข้าวสุกพอดี ใจอยากจะออกไปวิ่ง แต่คำนวณเวลาแล้วอาจขะไปทัน จึงยืดเส้นยืดสายในบ้าน ตัดน้ำรดต้นไม้ แล้วก็ลงมือทำกับข้าว แล้วก็มานั่งเขียนจดหมายถึงครูได้นิดหน่อย แล้วก็ได้เวลาอาบน้ำไปวัด
ศีล
ข้อ ๑ หนูขุดดิน และตัดต้นไม้ มีมดและแมลงจำนวนพอสมควรได้รับผลกระทบ แต่ก่อนตัดก็ระลึกขอโอกาสแผ่เมตตาและอุทิศบุญให้
ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใครการลุกขึ้นมาปรับปรุงบ้าน มีเพื่อนบ้านมากมายรู้สึกตื่นเต้นครึกครื้นพร้อมจะช่วยเหลือและให้กำลังใจ โดยการแวะมาทักทายเป็นระยะ ๆ การกระทำของคน ๆ คนหนึ่งสะเทือนผู้คนรอบข้างจริง ๆอย่างที่ครูแนะเลยค่ะ
ข้อ ๓ หนูไม่แย่งแฟนใคร การทำงานมากมาย ใจหนูรู้สึกว่าอยู่ได้ ไม่ถวิลหาใคร เป็นความสบายและนิ่งเย็นในตนเอง เพียงเท่านี้ใจก็อิ่มเต็มและเป็นสุขแล้วค่ะครู เหมือนไม่ต้องการใครมาเต็มเติม เพราะไม่มีที่ขาด
ข้อ ๔ ข้อนี้หนูบกพร่องในการเขียนจดหมายถึงครู หลับไหลอย่างไร้สติ แต่ก็เป็นโอกาสได้เรียนรู้ในตนเอง
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังหลับไหลอย่างขาดสติอยู่ การได้ลุกขึ้นมาทำสวนอย่างตั้งใจก็รู้สึกว่าสติดีขึ้นค่ะครู