จดหมายถึงครูι

          เช้าวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สวัสดีค่ะครู หนูเจออุปสรรคอีกแล้ว เมื่อวานหลังจากนั่งเขียนบันทึก อ่านจดหมายครู กำลังพิมพ์แล้วก็เจอปัญหาต้อง restart เครื่องไหม ลงมาเอาหัวลงหมอนแล้วหนูก็หลับไปตื่นขึ้นมาก็เช้าแล้ว กราบขออภัยครูค่ะ เหมือนที่ครูบอกไว้เลย ดำเนินกิจวัตรไปชั่วระยะหนึ่งก็มีอะไรมาทดสอบ แต่ครานี้ใจหนูไม่ขุ่นมัว เพียงยอมรับอย่างที่มันเป็น เพราะธรรมชาติให้มาเรียนรั้สิ่งนี้ “บังคับไม่ได้” แต่ถึงอย่างไรก็ขอโอกาสเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้ครูฟังนะคะ

          หนูตื่นเช้าขึ้นมาลุกขึ้นไปห้องพระสวดมนต์ทำวัตรเช้า หุงข้าวแล้วไปวิ่งออกกำลังกาย ระหว่างทางเดินกลับเห็นพี่ชื่นและภรรยาย นั่งคุยกันท้ายรถน่าบ้านจึงเอ่ยทักทายและเข้าไปพูดคุย ได้ข้อคิดเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ เพราะน้าชื่นเป็นคนปลูกต้นไม้เก่ง ท่านเล่าว่า

“การปลูกป่าที่ดี ไม่ใช้การเอากล้าที่มันโตแล้วไปปลูกนะ เอาหนังสต๊กไปยิงลูกมันให้หล่นจะดีกว่า ฮา เพราะว่าการเอาต้นมันไปปลูกรางมันหงั่งไม่ได้ โตได้แป๊บอากาศไม่เหมาะก็ตาย แต่การปลูกด้วยเมล็ด มันจะค่อย ๆ งอก อากาศไม่เหมาะมันก็ไม่งอก พอมันงอกได้ ก็มีใบเลี้ยงหุ้มไว้ พอแข็งแรงพอใบเลี้ยงก็หล่น แล้วรากมันค่อย ๆ หยั่งค่อย ๆ ปรับสภาพ แม้จะไม่โตเร็วแต่มันจะแข็งแรงและทนทาน อยู่เป็นป่าได้จริง ๆ ไม่ใช่เอาต้นโต ๆ แล้วไปปลูก ปีสองปีลมพัดก็ล้มแล้ว มันจะเป็นป่าได้ยังไง ที่เห่อ ๆ ไปปลูกป่ากัน ส่วนใหญ่ หาเรื่องไปเที่ยว หาเรื่องไปกินข้าวนอกบ้านกันเฉย ๆ”

ทำให้หนูย้อนคิดกับตนเองค่ะครูการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องเร็วแต่ไม่หยุด เริ่มจากฐานรากแห่งตนเอง เหมือนหนูได้รับการฝึกฝนจากครู คล้ายกับว่าครูปลูกพืชแบบเพาะเมล็ด ค่อยหว่าน ค่อย ๆ รดน้ำ ค่อย ๆ พรวนดี เมล็ดพันธ์เล็ก ๆ ค่อย ๆ งอก บางคราก็เจอแดด บางคราก็เจอ พายุ แต่ครูก็ไม่เคยหยุดดูแล ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอในใจหนู เหมือนต้นไม้ค่อย ๆ เติบโต ไม่ใช่การเติบโตที่รวดเร็ว แต่หนูก็เชื่อว่าเป็นการเติบโตที่ยิ่งใหญ่

สักพักหนูก็ขอตัวมาทำกับข้าวไปวัด เตรียมกับข้าวเสร็จจึงอาบน้ำ ไปวัด วันนี้ที่วัดมีกิจกรรมให้สวดมนต์ทำวัตรเช้าและสาธยายมนต์ อนัตตลักขณสูตร ระหว่างสวดหนูน้ำตาไหล ค่ะครู เป็นความสั่นสะเทือนภายใน ซาบซึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ในบทนี้ ว่ามันเป็นทุกข์ ยิ่งประโยคที่บอกว่า

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?”

“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”

เหมือนเอ่ยประโยคเหล่านี้ด้วยน้ำตา แต่ก็สวดต่อไป

          พอพระท่านลงไปตักอาหาร หนูหันไปข้าง ๆ เป็นอาจารย์ที่สอนที่คณะเภสัชศาสตร์และเป็นคนที่เขียน recommend ให้หนูไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น รู้สึกดีใจปนประหลาดใจ สวัสดีท่านและสวัสดีถึงอีกคนที่มากับท่าน อุ๊ย ได้เวลาแล้วหนูขอแค่นี้ก่อนนะคะครูเดี๋ยวจะมาต่อ

                                             ๖.๕๕ น.