ผมได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมเข้าค่ายพัฒนาศักยภาพบุคคลากรแต่ไม่ทันแล้วครับเพราะเมื่อวานวันแรกของการเริ่มต้น ผมมีนัดกับอาจารย์ที่ปรึกษาให้ไปนำเสนองานในขั้นตอนต่อไป (ฉะนั้นแม้จะว่ากล่าวผมยังไงกับการไม่ไปร่วมค่ายในครั้งนี้ผมก็น้อมรับครับเพราะผมคิดว่าอะไรควรทำมากกว่า...บางครั้งก็งงกับความไม่เข้าใจของผู้ใหญ่ครับ อิอิ หรือเด็กอย่างเราเขลาเกินไป แต่ท่านน่าจะแยกแยะอะไรบ้าง ขอระบายนิดครับ)


    เวลานัดกับอาจารย์ที่ปรึกษา คือ  ๙  โมงเช้าแต่ผมต้องเผื่อเวลาในการเดินทางจากปัตตานีกับคิวรถตู้ปัตตานีสงขลาที่มีผู้คนเดินทางน้อยกว่าคิวรถตู้ปัตตานีหาดใหญ่ ออกเดินทางไปเที่ยวแรกรอบ ๖ โมงให้ทันแต่จนแล้วจนรอดคนก็ไม่เต็มสักทีนั่งรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ออก ๗ โมงเช้าดีว่าการเดินทางปัตตานี-สงขลา ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ผมไปถึงเวลาก่อนนัดหมายครึ่งชั่วโมงก็โทรถามพี่ๆเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันได้รับการตอบรับจากเสียงปลายทางว่ารอก่อนนะกำลังจะถึง ผมเลยนั่งรอใต้ต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลาเพื่อรอพี่ๆเพื่อนๆร่วมรุ่นเดียวกันร่วม ๖ ชีวิตจากเข้ามาตอนแรก ๑๐ ชีวิตคงไม่ต้องบอกครับว่าทำไมเหลือ ๖ อิอิ (อดทน อดทน และอดทน) จริงๆครับถึงจะอยู่รอด

 

     ระหว่างรอก็ไม่มีอะไรทำ ไม่อยากหยิบเอกสารมานั่งดูเพื่อเตรียมนำเสนอเพราะเครียดกับมันมาหลายวันแล้วเลยหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปภาพบรรยากาศรอบข้างภายในมหาวิทยาลัยมาฝากครับ

      เมื่อทุกคนมาถึงก็เดินทางไปยังตึกคณะเพื่อพบประธานหลักสูตร กศ.ม. ภาษาไทยครับ (อ.ดร.ฉันทัส  ทองช่วย)  ท่านเป็นปูชนียบุคคลทางด้านภาษาไทยจริงๆครับ ยอมรับเลยครับว่าความเป็นครูภาษาไทยของท่านมันชัดและคมเข้มในเนื้อหาสาระ ทันยุคทันสมัยจริงๆ

     เมื่อไปยังที่นัดหมายผมเข้าใจว่าพี่ๆจะให้ผมนำเสนอหลังสุดในฐานะน้องสุดแต่ไหงกลับเป็นเราที่ต้องนำเสนอก่อน (ได้รับคำตอบหลังนำเสนอกันเสร็จครับว่า...อยากให้ผมใช้ความรู้ต่อสู้กับอาจารย์ให้หมดฤทธิ์ไปก่อน คนหลังๆจะได้ไม่โดนเยอะ ฮือๆๆๆ คิดได้ไง) คิดในใจเอาไงเอากันไหนๆก็พกหัวใจมาแล้วยังไงเป็นไงเป็นกันถ้ายังไงล้มอีกก็เริ่มต้นใหม่  แต่ผลสรุปผิดคาดครับผมใช้เวลานำเสนอประเด็นเพียงแค่เวลาไม่เกิน ๕ นาทีครับ ทุกคนคงซาบซึ้งกับคำพูดและการนำเสนอโดยเฉพาะท่านอาจารย์ประธานหลักสูตร เอ่ยปากแนะนำและบอกว่าครูสมหวังมากและถ้าเป็นแบบนี้กล้ารบประกันจบแน่ปีนี้ (อามีนๆๆ)  สิ่งที่ท่านอาจารย์แนะนำ คือ สิ่งที่ผมคิดไปตั้งแต่แรกว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ครับก็เข้าทางการเดินที่น่าจะง่ายขึ้นกว่าเดิมตามที่คิดไว้ (ในความยากย่อมมีความง่ายดายอยู่จริงๆ)  อัลฮัมดุลิลละฮฺ

       สรุปผมได้ไปต่อในก้าวต่อไป...อินชาอัลลอฮฺ จะพยายามเดินต่อไปให้ได้ดั่งที่ทุกคนวาดหวังไว้ (โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ให้กำลังใจมาโดยตลอดลุ้นทุกครั้งที่ลูกเดินทางไปมหาวิทยาลัย)

        คราวนี้ความกดดันก็ตกอยู่กับพี่ๆเพื่อนๆร่วมรุ้นครับ (อยากบอกว่าเพื่อนร่วมรุ่นบางท่านรุ่นเดียวกับแม่ผมครับ นับถือจริงๆท่านยังมานั่งเรียนจนจบ เด็กรุ่นใหม่ต้องคิดบ้างแล้ว)  ผลสรุปสุดท้ายที่เหลือหากจะไปต่อก็ต้องไปปรับแก้และนำเสนออีกครั้ง เพราะความไม่ชัด ไม่เห็นนวัตกรรม และความยากมากเกินที่จะจบได้ในความคิดเห็นของอาจารย์ท่าน  ผมฟังอาจารย์คอมเม้นท์ให้ข้อเสนอแนะแต่ละเรื่องแล้วยอมรับเลยครับสิง่ที่อาจารย์ท่านแนะนำเห็นภาพชัดมากครับ และท่านก็หวังดีกับทุกคนด้วยครับ

        เสร็จการนำเสนอก็ให้กำลังใจเพื่อนและพยายามอธิบายให้ฟังว่าเมื่อกี้สิ่งที่อาจารย์ท่านแนะนำถูกแล้วและชัดมาก อาจารย์ไม่ได้ให้เปลี่ยนเรื่องแต่แค่ให้ไปปรับใหม่แค่นั้นตามที่ท่านแนะนำ เสร็จก็ไปจ่ายค่ารักษาสถานภาพกันต่องานนี้ยอมรับเลยครับว่าถ้าไม่รีบจบต้องหมดอีกหลายในการรักษาสถานภาพเพราะมากหลายจริงๆๆๆ ฮือๆๆๆ (ภาวะอย่างนี้แทบกัดก้อนเกลือกิน)

        สรุป...สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องเป้าหมายโจทย์วิจัยที่จะทำ โดยเฉพาะนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะนำมาพัฒนาแก้ไขทางการศึกษา (ผมจำเป็นต้องเปลี่ยนนวัตกรรมให้เข้ากับความจำเป็นเลยอาจจะต้องช้าไปบ้างแต่ก็เป็นบทเรียน...อยากบอกว่าก็ตอนแรกท่านอยากให้เราทำอย่างนี้ ทั้งที่ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ตอนนี้ลงตัวตามที่คิดไว้แล้วครับ) ปัจจัยบางอย่างควบคุมไม่ได้จริงๆโดยเฉพาะความผันแปรของจิตใจคน ฮือๆๆ เล่นเอาผมเหนื่อยและแทบล้มทั้งยืนมาหลายรอบ งง ว่าท่านต้องการอะไรกว่าจะชัดเหนื่อยครับๆๆๆ

         ยังไงๆๆก็ขอขอบคุณท่านอาจารย์ครับที่ฝึกความอดทนของผมและอดทนรอเพื่อวันนี้ของผม  ขอบคุณ ศน.อ้วน แห่งโกทูโนที่ให้แนวทางข้อเสนอแนะแนวคิดความกระจ่างในหลายๆเรื่อง ขอบคุณทุกๆกำลังใจที่มอบให้ครับสำหรับพี่ครคิม Mr.Direct พี่เอก จตุพร และทุกๆคนในโกทูโนสำหรับมิตรภาพที่มีค่า 

        ขอบคุณกำลังใจจากสมาชิกบ้านมิสบะฮฺที่เชื่อในความฝันและความมุ่งมั่นและตั้งใจผมมาโดยตลอด

        ที่สำคัญขอบคุณทุกท่านในมหาวิทยาลัยที่ผมรักที่กดดันให้จบเร็วๆ ด้วยกำลังใจที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไรกันแน่ (เพราะบางท่านไม่เข้าใจกันบ้างเลย ฮือๆๆๆๆ)

         ขอบคุณ อ.จารุวัจน์ สองเมือง  อ.อิบรอเฮม  หะยีสะอิ  ที่ให้กำลังใจ(แบบจริงใจจริงๆ) และสอนให้ผมคิด ให้ผมเรียนรู้แนวทาง วิถีคิดบางอย่าง ตลอดจนท่านคณบดี (อ.สุกรี หลังปูเต๊ะ) ที่นำพาเวทีแห่งสนามบททดสอบนี้ให้ผมเรียนรู้

        ความดีทั้งหมดขอพระเจ้าทรงตอบแทนความดีแก่ทุกท่านครับ

         รออีกนิด...ให้เวลาผมคิดอีกหน่อย...กับคำว่า "สุดท้ายทุกคนต้องกลับบ้าน"

 


      วัลลอฮฺอะลัม

 

บันทึกแทนคำขอบคุณ

อีกก้าวที่พร้อมจะเดินต่อ ขอแค่โอกาสและความเข้าใจ

รู้ว่าไกลแต่จะไปให้ถึงซึ่งปริญญา

    ๕ / พ.ค.  /  ๕๓