ต้องเร่งสร้างเยาวชน จากผลการสำรวจ “พฤติกรรมของเยาวชนในสังคมไทย” ที่หน่วยงานต่างๆ ได้ทำการศึกษามาเป็นระยะๆ รวมทั้งภาพลักษณ์ที่เหล่าเยาวชนได้แสดงออกมาให้เห็นหรือปรากฎขึ้นตามสื่อ ตามถนนหนทางหรือสถานที่ทั่วไปนั้น มีพฤติกรรมหลายประการที่รับรู้ด้วยความสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใน 3 เรื่องดังต่อไปนี้ 1.การมั่วสุมทางเพศ พบว่าเยาวชนสนใจเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์เร็วและง่ายขึ้น โดยมีตัวแปรที่เป็นตัวเร่งจากสื่อลามกที่แพร่หลายและหาดูได้ง่าย มีสุราและยาเสพติดที่ทำให้ขาดสติบังคับยับยั้งชั่งใจตนจำหน่ายอยู่ทั่วไป มีสถานที่ที่เอื้อให้มีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายเช่นโรงแรมชั้นสองและหอพักที่ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุม มีแหล่งบันเทิงเริงใจเช่นผับและเธคที่เปิดผิดกฎหมายอยู่ทุกพื้นที่ ให้เยาวชนกระโจนเข้าสู่การเสียผู้เสียคน ปัญหาการติดเชื้อเอดส์ในเยาวชนจึงสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกับการท้องแล้วทำแท้งเถื่อนหรือท้องในวัยเด็กปรากฎอยู่ทั่วไป 2.การทำผิดกฎหมาย พบว่าเยาวชนทำผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ดังคดีความที่ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นจำเลยและถูกกักขังไว้ตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่คดีลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย คดีพรากผู้เยาว์ คดีรุมโทรม คดีปล้นฆ่า ไม่รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งเสพ ทั้งครอบครองและทั้งจำหน่าย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี 3.การไม่สนใจในสาระและความดีงาม พบว่าเยาวชนสนใจในเรื่องการเที่ยวเตร่ ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยในสินค้าราคาแพง การกินที่แพง การเที่ยวที่ดึกดื่น สนใจอบายมุขมากกว่าการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ รวมถึงให้ความสนใจในบุคคลที่ทำตัวแปลกแหวกแนวไร้สาระมากกว่าบุคคลที่ทำความดีและมีชีวิตที่เรียบง่าย พฤติกรรมใน 3 ลักษณะนี้นอกจากจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้ปกครองและครูอาจารย์ทั้งหลายแล้ว มีคำถามสำคัญว่าในอนาคตข้างหน้านั้นสังคมจะเป็นเช่นไร เพราะเยาวชนเหล่านี้จะเติบตนขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวและบ้านเมือง คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่ผู้ใหญ่คือพวกเราในวันนี้ต้องตอบมากกว่าการ “ศึกษาวิจัยหาปัญหาเยาวชนเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าจากการทำวิจัยเท่านั้น”เพราะการวิจัยลักษณะนี้มีมากเกินพอแล้วในสังคมไทยและส่วนใหญ่เป็นวิจัยขึ้นหิ้ง (เก็บเข้าห้องสมุดและใช้ประโยชน์ได้น้อย) ผมและเพื่อนๆ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก จึงพร้อมใจกันทุ่มเทแรงกายและแรงใจกับเหล่าเยาวชนทั้งหลาย ควบคู่ไปกับการดูแลเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย เพราะตระหนักว่าจะปล่อยให้เยาวชนไทยถูกครอบงำและหล่อหลอมให้มีพฤติกรรมข้างต้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยไปไม่ได้แล้ว ปฎิบัติการเพื่อเยาวชนจึงเกิดขึ้น ดังนี้ 1.ประสานกับสถานศึกษาต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกัน โดยเริ่มตั้งแต่เยาวชนในระดับมัธยมปลาย ม.4 – ม.6 โดยให้แต่ละโรงเรียนส่งมาโรงเรียนละ 5 – 10 คนเข้าร่วมกับโรงเรียนต่างๆ เพื่อเข้าอบรม “เยาวชนอาสาสมัครพิทักษ์เด็ก” รุ่นละ 70 คน ใช้เวลาดำเนินการรุ่นละ 3 วัน (ทำมาแล้ว 20 รุ่น) รวมประมาณพันกว่าคน 2.เยาวชนจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือดูแลกัน เรียนรู้การรู้จักและรักตนเองในทางที่ถูกและเรียนรู้ถึงความสามารถที่ตนเองมีอยู่ ที่สำคัญคือพวกเขาจะได้ออกสัมผัสชีวิตที่เป็นจริงของผู้คนในสังคมไทย เช่นเด็กเร่ร่อน เด็กพิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ติดเชื้อเอดส์ คนสลัมที่ทุกข์ยาก ผู้กระทำผิดที่ต้องถูกกักขัง เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่ามีผู้คนอีกมากมายที่ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และด้อยโอกาสกว่าพวกเขา มีผู้คนมากมายที่ก้าวเดินในทางที่ผิดพลาดมาแล้ว 3.เยาวชนจะได้รวมกลุ่มกันคิดและทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยมูลนิธิฯจะประสานกับหน่วยงานและผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลาย จัดหางบประมาณมาให้พวกเขาได้ลงมือปฏิบัติการในทางที่ดีตามที่พวกเขาได้ร่วมกันคิดโครงการต่างๆ ขึ้น ผมต้องการจะบอกในช่วงท้ายนี้ว่า ผลการอบรมได้ผลค่อนข้างดี เพราะหลายคนเลิกใช้ชีวิตที่ผิด หลายคนกลับมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและหลายคนให้ความสนใจในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและจำนวนมากกลับไปบอกให้เพื่อนๆ พวกเขาได้ติดต่อเข้ามาร่วมอบรมในรุ่นต่อๆ ไป ..เยาวชนที่ท่านทั้งหลายใกลัชิดอยู่นั้น สนใจจะเข้าร่วมหรือไม่ ถามไถ่กันดู ..................................
สนใจแต่อยู่ต่างจังหวัดครับ ยโสธร จะร่วมได้ไหม ติดต่ออย่างไรครับ
ปัญหาที่ท่านเสนอแนะนั้นเด่นชัดมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน
ดีใจที่มีคนคิดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ
หากต้องการโลกสีอะไร ให้บ่มเพาะตวามรักให้เด็กและเยาวชนนะคะ
เรื่องของเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ (NGO) นั้น ผมยอมรับว่าทำงานด้าน "เยาวชน"น้อยมาก ที่ทำอยู่จะเป็นด้านเด็ก ด้านสตรี ด้านผู้พิการ ด้านผู้สูงอายุ ด้านเด็กชาวเขา หรือที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเช่นติดยา ติดเอดส์ ติดอบายมุข
ดังนั้น การที่จะมีหน่วยงานใดมาทำเรื่องเยาวชนนั้น ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะนับวันเยาวชนไทยจะมีพัฒนาการในด้านต่างๆ รวดเร็วมาก รู้มากและกล้ามาก ครั้นเมื่อไปพิจารณาในรายละเอดียดของงงานภาคส่วนต่างๆ ในสังคมแล้ว ยิ่งน่าตกใจเพราะเป็นไปในลักษณะเดียวกับองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลาย หรือหากจะมีที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนนั้น งบประมาณที่ให้การสนับสนุนก็น้อยมาก ผมกำลังหาทางผลักดันให้เยาวชนที่รวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ มีงบประมาณที่พอเพียงในการดำเนินการอยู่ ซึ่งประจวบเหมาะกับ พรบ.งบประมาณกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนพฤษภาคมนี้ คอยติดตามกันด้วยนะครับ