วัยรุ่น ความคิดทันสมัย

จากหม่อมคึกฤทธิ์ถึงวัยรุ่น
ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือของนักคิด นักเขียน นักปกครองชั้นบรมครูของเมืองไทยหลายคน หนึ่งในนั้นที่ต้องแสวงหามาอ่านให้ได้ก็คือหนังสือที่เขียนโดยอาจารย์ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ที่ผมเริ่มต้นเช่นนี้เพราะในช่วงสมัยยังเด็กและย่างเข้าวัยรุ่นนั้น ผมอยู่ไกลปืนเที่ยงในท้องถิ่นห่างไกลถึงจังหวัดสุรินทร์โน่น กว่าจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ สักเล่ม ต้องหาทางหยิบยืมจากห้องสมุด ซึ่งก็มีน้อยเต็มที ครั้นจะซื้อหามาอ่านและเก็บเป็นสมบัติของตนเองก็หาสตางค์มาซื้อไม่ได้ จวบเมื่อเติบใหญ่มีงานทำมีเงินเดือนใช้ หนังสือของอาจารย์หม่อมจำนวนมากมายเกือบร้อยเรื่อง ก็เข้ามาอยู่ในตู้หนังสือของผม
มีหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผมใช้เป็น “ครู”สำหรับการทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย ทั้งยังแนะนำให้เพื่อนๆ คนทำงานอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ได้ รวมถึงใช้ค้นคว้าหาข้อมูล ข้อคิดเพื่อใช้อ้างอิงในการอภิปรายอยู่เนืองๆ ก็คือหนังสือที่ชื่อสั้นๆ ว่า “วัยรุ่น”
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์สยามรัฐตั้งแต่ปี 2523 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่ผมเริ่มทำงานด้านการพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง จำได้ว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมพกติดย่ามไปไหนมาไหนด้วยเสมอ พลิกอ่านแม้กระทั่งยืนโหนรถเมล์ เพราะอ่านสนุก เข้าใจง่าย ทำให้รับรู้เหมือนได้เห็นภาพจริงว่า วัยรุ่นในประเทศค่ายเสรี เช่นอเมริกา ยุโรป ฮ่องกง เขาคิด เขาดำรงชีวิตเช่นไร ต่างจากวัยรุ่นประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ เช่นรัสเซียและโปแลนด์ ตรงไหน
ครั้นเมื่อผมมีโอกาสไปประเทศต่างๆ เหล่านั้นในหลายปีที่ผ่านมา ถึงได้รู้ว่าอาจารย์หม่อมเขียนได้ตรง และยังทันสมัยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับภาพ “วัยรุ่นไทย”ที่เขียนด้วยมุมมองทันสมัยอยู่เสมอ หากไม่เชื่อผม ลองพิจารณาถ้อยประโยคที่ผมคัดลอกบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้มาให้ดูว่าจริงหรือไม่...
“....ในขณะที่เป็นคนวัยรุ่นนั้น จิตใจและร่างกายกำลังเจริญเติบโตโดยรวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มักจะมีความรู้สึกรุนแรงและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแสดงตนให้ปรากฎ” ซึ่งก็ตรงกับวัยรุ่นปัจจุบันที่ผมพบว่ามีความอยากโชว์ อยากโก้ อยากเก่ง นั่นเอง
หรือ “...ปัญหาเรื่องเด็กนั้น จะไปแก้ที่ตัวเด็ก ผมเห็นว่าเป็นปลายเหตุ มันต้องแก้ที่ผู้ใหญ่ เราจะต้องยอมรับกันเสียทีหนึ่งว่าผู้ใหญ่ของเราทุกวันนี้ที่เป็นผู้ปกครองเด็ก มีบุตรหลานออกมานั้น มีแนวโน้มไม่น้อยที่ปกครองไม่ได้..” ข้อเขียนประโยคนี้ ทำไมอาจารย์หม่อมถึงมองทะลุเห็นภาพปรากฎจริงในปัจจุบันได้ก็ไม่รู้
หรือ “...การที่ผู้ใหญ่ทุกวันนี้ในเมืองไทยของเรา (พ.ศ.2508) ชอบตำหนิติเตียนเด็กนั้น จะเป็นการตำหนิด้วยความหวังดี หรือเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของตน คือไม่ยอมให้เด็กมามีอำนาจเหนือกว่า ผมก็ไม่ทราบแน่เหมือนกันครับ” ท่านผู้อ่านละ คิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้
นอกจากนี้ อาจารย์หม่อมยังมีข้อเสนอที่ผมคิดว่าทันสมัยทันยุคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีหลายประการ ดังนี้ “...ผมเห็นว่าทางราชการจะเข้าร่วมมือแก้ไขในสิ่งเหล่านี้แล้ว การตั้งสมาคมของเด็กที่ไม่มีอะไรจะทำ มีทางที่จะทำในทางที่ถูก เป็นต้นว่าการกีฬาในร่มหรือกีฬากลางแจ้งก็ตามที ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ซึ่งคนวัยรุ่นจะพึงทำได้นั้น ควรจะส่งเสริมให้หนัก...”ตัวอย่างที่ดีตามข้อเสนอนี้ น่ากังวลที่หารัฐบาลใดกระทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องไม่ได้สักที
หรือ “...ผมเห็นว่า ต้นเหตุของปัญหาวัยรุ่นนั้น จะต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่ห่างเหินเด็ก ก็ควรจะได้คิด หันหน้าเข้าหาเด็ก พยายามสมาคมกับเด็กให้มากขึ้น พยายามอดกลั้นความรู้สึกในใจ เป็นต้นว่าความโกรธหรือโทสะต่างๆ เด็กทำผิดอะไรมา ก็ควรจะตักเตือนด้วยความเห็นใจให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน นี่เป็นข้อที่ผมอยากขอเสนอแนะนำ...” ประโยคนี้ขอแนะนำฝากถึงพ่อแม่ ครูอาจารย์ทุกท่านได้พิจารณาด้วยนะครับ
เหล่านี้คือสาระน้อยนิดที่หยิบประเด็นมาจากหนังสือมากคุณค่าเล่มนี้ ผมไม่เพียงแต่แนะนำเท่านั้น หากแต่ต้องการขอร้องให้พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้อ่านกันเสียที อ่านไปทีละเรื่อง ทีละตอน รับรองไม่ผิดหวังครับ แล้วเด็กๆ และวัยรุ่นไทยจะได้รับความเข้าใจและได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้นเสียที
.......................................

“...การที่ผู้ใหญ่ทุกวันนี้ในเมืองไทยของเรา (พ.ศ.2508) ชอบตำหนิติเตียนเด็กนั้น.... " เด็กในวันนั้น ปัจจุบันก็น่าจะอายุไม่ต่ำกว่า 50 หลาย ๆ ท่านอาจจะอยู่ในแวดวงการเมือง ราชการ เอกชน จึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นปัจจุบัน คือ ".... เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของตน คือไม่ยอมให้เด็กมามีอำนาจเหนือกว่า.... " แสดงว่าระบบครอบครัวไทยล้มเหลว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการศึกษา และการอบรมภายในครอบครัว