เมื่อวานฉันไปโรงเรียนได้รับข่าวจากคุณยายของน้องนัทว่า "น้องนัทเปลี่ยนใจจะไม่มาอยู่กับฉันแล้ว  เพราะอยากจะอยู่กับแม่" ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ฉันคงโวยวายและชี้แจงเหตุผลยกแม่น้ำทั้งห้าทั้งสิบมาเล่าให้คุณยายฟัง แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกกระเทือนนิดหนึ่งและบอกกับคุณยายสั้น ๆว่า "ไม่เป็นไรค่ะ" ส่วนคนที่โวยวายแทนฉันคือคณะครูทั้งโรงเรียน 

             คุณยายน่ารักมากมีความคิดเห็นว่า "ยายเชื่อเรื่องวาสนา เชื่อเรื่องเวรกรรมทำแต่ง  ถ้าวาสนาดีบุญกรรมทำแต่งดีก็คงเหมือนเด็กคนอื่น ๆที่เขาไปอยู่กับครูแล้วได้ดีมีอนาคต ยายก็รู้สึกเสียดายและเสียใจเหมือนกัน  แต่ยายเสียใจอยู่อย่างหนึ่งคือแม่เขาน่าจะชี้ทางถูกผิดให้ลูก"ยายบอกว่านอนไม่หลับมาหลายวันกว่าจะนำเรื่องนี้มาบอก  เพราะยายมีความเข้าใจดีว่า "อนาคตของน้องนัทจะเป็นไปในทางใด"

            เรื่องนี้ฉันคาดคะเนแบบสังหรณ์ใจมาก่อนว่าจะต้องเป็นแบบนี้ "นับตั้งแต่คุณแม่ของน้องนัทมารับลูกไปเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ บอกว่าจะไปเยี่ยมยายและได้นำลูกเลยไปถึงกรุงเทพฯ หลังจากนั้นโดยไม่บอกกล่าว เมื่อถึงกรุงเทพฯแล้วโทรไปบอกว่าจะส่งลูกกลับภายในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓  ตลอดเวลาไม่เคยได้รับการติดต่อกลับมาหาฉัน  และสังเกตว่าตอนที่คุยกันแม่ไม่เคยสนใจเรื่องการเรียนหรือความก้าวหน้าของลูกเลย  หากฉันเล่าถึงความดีของลูกดูเหมือนเธอจะไม่ใส่ใจมากนัก" 

          ก่อนหน้านี้ได้จัดการย้ายให้น้องนัทมาเรียนที่โรงเรียนเอกชน  เพราะอยากให้มีการเรียนรู้ที่ดีกว่าโรงเรียนขยายโอกาส  ทั้งในด้านมิติสังคมและการแสวงหาความรู้ที่หลากหลาย  เสียค่าเล่าเรียนและค่าเครื่องแต่งกายครบถ้วน  แม่ของน้องนัทรู้เรื่องดีทุกอย่างบันทึกน้องนัท  และทราบความเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่ฉันดูแลลูกเขาอยู่

          ฉันกลับมาบ้านได้แจ้งข่าวให้เพื่อน ๆ นำเสื้อนักเรียนชุดใหม่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงเรียนผดุงราษฏร์ไปมอบให้โรงเรียนเพื่อแจกเด็กคนอื่นต่อไป  ได้มอบเตียงและที่นอนให้กับเด็กในซอย  เพราะถ้าหากอยู่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร

          เพื่อนบ้านให้การวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับครูในโรงเรียน  แต่ฉัน.."ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนใจแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะฉันเตรียมใจเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ระหว่างเรื่องของฉันกับน้องนัท

         สาเหตุที่น้องนัทมาอยู่ในความอุปการะของฉันเนื่องจาก "ฉันไปช่วยครูประจำชั้นเยี่ยมบ้านเด็ก  ได้พบความเป็นอยู่ของเด็กหลายคนน่าสงสาร  เมื่อกลับมาโรงเรียนฉันได้แจ้งว่าอยากจะจ้างเด็กไปช่วยทำงานบ้าน  เพื่อให้มีรายได้พิเศษ  น้องนัทยกมือเป็นคนแรก  นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยกลับบ้าน ยายและแม่ก็ยินยอมให้อยู่ที่บ้านต่อไป และจนกระทั่งย้ายโรงเรียนได้รับความเห็นชอบจากทั้งยายและแม่เช่นกัน" ติดตามเรื่องเล่าของน้องนัทได้จากที่นี่ค่ะ

         การเขียนบันทึกฉบับนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องของน้องนัท แต่เขียนขึ้นเพื่ออยากจะบอกว่า "ฉันทำใจและตัดใจทุกเรื่องได้ง่ายขึ้น หลังจากฝึกเรียนรู้หรือมีประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยน รักษาดูแลจิตใจของตัวเองไม่ให้สับสนวุ่นวาย ให้ทุกข์น้อยลง" นับว่าเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนนี่คือเป็นธรรมชาติโดยแท้ 

       หากถามว่าฉันมีความห่วงใยเรื่องอนาคตความเป็นอยู่ของน้องนัทหรือไม่ หากเป็นก่อนหน้านี้ฉันต้องเป็นกังวล เครียดและนอนไม่หลับ  แต่ ณ วันนี้ฉันไม่รู้สึกอะไร   แม้ว่าฉันได้มีการวางแผนสำหรับอนาคตเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว  แต่วันนี้ถือว่าทุกอย่างผ่านไปเหมือนลมพัด