วิธีคิดในการควบคุมเด็ก ที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่
ท่านวิทยากรได้วิเคราะห์คำสอนไทยโบราณที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ท่านบอกว่า คำสอนนี้ เป็นเพียง "ความเชื่อ" ที่ไม่มีทฤษฎีการเรียนรู้ใดๆ มารองรับ และ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของคำสอน ทราบแต่ว่าเป็นของโบราณ ที่มีผลต่อความเชื่อของเรามาถึงทุกวันนี้

ถ้าจะบอกว่าเป็นคำสอนของโบราณ ที่น่าจะเชื่อได้ ท่านวิทยากรก็บอกว่า ถ้าจะเอาโบราณกันจริงๆ ก็ต้องไปดูหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีคำสอนใดของพระพุทธเจ้า ให้ตีเด็กเลย มีแต่คำสอนให้ใช้ความเมตตาต่อเด็กทั้งนั้น ถึงจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้
จะให้เด็กขยัน ตั้งใจเรียน ก็ต้องมาจาก "ฉันทะ" ของเด็ก และ ฉันทะ ของเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการตี การตีนอกจากจะไม่สร้างให้เด็กเกิดฉันทะ แล้ว ยังเป็นตัวไปทำลายฉันทะในตัวเด็กอีก

ดังนั้น จะให้เด็กเกิดโยนิโสมนสิการ ครูก็ต้องเป็นกัลยาณมิตร การตีเด็ก ทำให้ครูอยู่คนละข้างกับเด็ก ไม่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้
เขียนมาถึงตอนนี้ อาจจะมีหลายท่านขัดแย้ง และ เห็นด้วยกับการตีว่าได้ผลดี ประมาณว่า "ไม้เรียว สร้างให้คนเป็นรัฐมนตรี" และ ลูกศิษย์หลายคนที่ผ่านมา ก็ได้ดีเพราะไม้เรียว
ประเด็นดังกล่าว ก็มีผู้เข้าประชุมถามท่านวิทยากร ลักษณะของคำถาม คือ
๑. เคยแก้ปัญหาเด็กโดยใช้วินัยเชิงบวก ไม่ได้ผล ใช้หลายๆวิธีก็ไม่ได้ผล แต่เรียกมาตี ปรากฏว่าได้ผล
๒. เด็กที่ถูกตี จบไป พอกลับมา ก็จะมาหาครูที่ตีเขา
๓. เด็กบางคน ยังเสนอให้มีการตี ถ้าไม่ตี จะไม่รับผิดชอบ
ครับ ทั้งสามข้อ เป็นเรื่องข้อดีของการตีครับ ผมเองเมื่อก่อนก็เห็นด้วยครับกับการตีว่ายังมีความจำเป็นอยู่ ดัง ๓ กรณีข้างต้น ผมมาเปลี่ยนความคิด เมื่อได้รับคำตอบจากวิทยากรครับ
ข้อ ๑ ใช้วินัยเชิงบวก ไม่ได้ผล อาจเกิดจากไม่ได้ใช้เวลาและความละเอียดอ่อน เพราะวินัยเชิงบวก ต้องใช้เวลานาน ต้องศึกษาประวัติ และ ต้องประกอบด้วยความรักความเข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ขณะเดียวกัน ที่ใช้ "การตี" ได้ผล เพราะเด็กเกิดความกลัว เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น ระยะยาวไม่ได้ผล และ ยังไปสกัดกั้นการเรียนรู้ และ สร้างรอยแผลในใจ
ข้อ ๒ เด็กทีถูกตี กลับมาหาครูที่ตี ที่กลับมาหา ไม่ใช่ว่ากลับมาหาเพราะตีเขา แต่กลับมาหาเพราะด้านดีด้านอื่นๆ ที่คุณครูให้เขา
ข้อ ๓ เด็กเสนอให้ตี เพราะเด็กได้รับการปลูกฝังมาอย่างนั้น และ เด็กก็ไม่มีทางเลือกอื่น
และที่ว่า "ไม้เรียวสร้างให้คนเป็นคนดี" เรื่องนี้ต้องมองอย่างอิทัปปัจยตา นั่นคือ ต้องมองอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ครอบคลุม เด็กได้ดีเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ใช่ได้ดีเพราะไม้เรียว และ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ถ้าไม่ไปตีเขา เขาก็จะยิ่งได้ดีมากกว่านี้
ครับ ตั้งแต่ผมฟังท่านวิทยากรมา ผมเลยเปลี่ยนความคิดของผมจากเดิมที่คิดว่าไม้เรียวมีประโยชน์อยู่บ้าง ตอนนี้ผมเปลี่ยนความคิดแล้วครับว่า ไม้เรียวมีประโยชน์ระยะสั้น แต่มีผลลบระยะยาว ในเรื่องของการสร้างรอยแผลในใจ
สำหรับความเชื่อที่ว่าทำไมต้อง "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" คงต้องวิเคราะห์กันในคราวต่อไปครับ
สวัสดีค่ะ
ส่วนตัวแล้วตั้งแต่เด็ก ที่บ้าน พ่อแม่จะไม่ตีลูก ๆ แต่มีวิธีการที่ยิ่งกว่าการตี เป็นวิธีการของพ่อแม่ค่ะ เมื่อลูก ๆ ทำผิดพ่อแม่จะเตือน หรือ ดุ แต่ไม่ใช้ความรุนแรง หากดื้อมาก ๆ ไม้เด็ดก็คือการบอกว่า ... พ่อแม่เสียใจที่เลี้ยงลูกไม่ดี พ่อแม่ผิดเอง
หรือกรณีที่พี่ชาย พี่สาว กลับบ้านผิดเวลาโดยไม่บอกพ่อแม่ก่อน ... แม่จะไม่กินข้าวมื้อเย็นนั้น จะรอจนกว่าลูกคนสุดท้ายที่กลับบ้านจะกลับมา โดยไม่ดุสักคำ ...
ครั้นต่อ ๆ มาพี่ ๆ ก็จะไม่กล้า เพราะเกรงแม่จะต้องหิ้วท้องรอลูก ๆ กลับมา หรือหากจะกลับผิดเวลา ก็จะบอกกล่าวขออนุญาตก่อนเสมอ
ความรักความเข้าใจต่างหากที่สร้างคน... ไม่ใช่ไม้เรียว
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
ยังเชื่อว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ใช้ได้ค่ะ
แต่ไม่จำเป็นต้องตีด้วยไม้เรียว ตีที่มือหรือตีที่ก้น
การตีที่ว่า..คือการลงโทษให้รู้ว่าผิด
* ตีด้วยสายตาตำหนิ
* ตีด้วยการนิ่งเงียบไม่สนใจ
แค่นี้ลูกก็เจ็บมากกว่าการใช้ไม้เรียวแล้ว
ขอชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ของคุณคนไม่มีรากด้วยความเคารพครับ
แม่จะไม่กินข้าวมื้อเย็นนั้น จะรอจนกว่าลูกคนสุดท้ายที่กลับบ้านจะกลับมา โดยไม่ดุสักคำ ...
ความรักความเข้าใจต่างหากที่สร้างคน... ไม่ใช่ไม้เรียว
เป็น "สุดยอดแห่งวินัยเชิงบวก" เลยครับ
ขอบคุณความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับ "วินัยเชิงบวก"ครับ
เมื่อก่อนผมก็เชื่ออย่างครู ป 1 แหละครับ ว่าการตีก็มีประโยชน์
แต่เมื่อผมเข้าไปประชุมมา ผมเปลี่ยนความคิดแล้วครับ เพราะว่าเรื่อง ตี เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เห็นผลระยะสั้น แต่ระยะยาว ได้สร้างรอยแผลในใจเด็ก โดยเราไม่รู้ตัวครั
และลึกๆแล้ว เราตีเด็ก ไม่ใช่เพื่อเด็กครับ แต่เพื่อตนเอง เรื่องนี้ ผมจะนำมาขยายความในบันทึกต่อไปครับ
สมัยก่อน จริงๆ ด้วยค่ะ เด็กก้นกุฏิ เด็กถูกตีได้ดีทุกคน หากแต่สมัยใหม่ บริบทอาจต่างไปกระมังค่ะ
... ต้องใช้ใจต่อใจ ... ต้องเข้าถึงใจ ... ต้องเห็นใจ .. ต้องเอาใจใส่ เอกี่ใจแล้วคะเนี่ย ... หัวใจก็มีแค่ ๑ แม้จะมีถึง ๔ ห้อง ... หากได้เพียงนั่งมอง ไม่พูดจากันก็เอวัง ...
หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข ... เอาเพลงโปรด ท่านจีเอ็ม มาฝาก ให้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ ขอบคุณค่ะ ;)
ขอแสดงความเห็นในฐานะแม่คนหนึ่งนะคะ เคยอ่านหนังสือมาว่า การตีเด็ก ควรตีเมื่อเด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบ หากเกินกว่านั้น เด็กจะต่อต้าน เพราะเค้าจะมีความคิดเป็นของตัวเอง การใช้เหตุผลจะดีกว่า หากเด็กไม่เคยถูกตีมาก่อน แบบว่าพ่อแม่ที่บ้านไม่เคยสั่งสอน พอมาเข้าร.ร.เด็กมาถูกครูตี เด็กจะต่อต้านมาก ก็จะเป็นปัญหา และที่เกิดปัญหาน่าจะเกิดจากพ่อแม่สมัยนี้มักจะคิดว่าหน้าที่ในการสั่งสอนเด็กคือหน้าที่ครู เด็กสมัยนี้จึงต่างจากสมัยโบราณ คิดว่านะคะ ดังนั้นครูคนแรก ซึ่งก็คือพ่อแม่นั้น สำคัญมากๆ
สวัสดีค่ะ
ต้องใช้ใจต่อใจ ... ต้องเข้าถึงใจ ... ต้องเห็นใจ .. ต้องเอาใจใส่
นี่แหละครับ วินัยเชิงบวกของจริง
แต่ที่สำคัญ ในการสร้างวินัยเชิงบวก ต้องหาใจตัวเองให้เจอก่อนครับ
ดั่งบทเพลงที่คุณPooนำมาฝาก
ขอบคุณครับ
การตี เด็กจะต่อต้าน จริงๆครับ ทีนี่ เมื่อไม่สามารถแสดงออกได้ ก็จะต่อต้านด้วยการ "ดื้อเงียบ" ครับ ไม่ดีเลย
ผมว่าใช้เหตุผลกับเด็กดีกว่านะครับ
ขอบคุณครับ
ยังมีความเชื่อผิดๆอีกมากครับ เกี่ยวกับการตี ถ้ามีเวลาพี่คิมลองอ่าน คู่มือครู "การสร้างวินัยเชิงบวกในโรงเรียน" ของ ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ดูนะครับ
ผมชอบความคิดของพี่คิมตรงนี้ครับ
วินัยเชิงบวกของแท้
ขอบคุณครับ
@@@รักวัวผูก....รักลูกตี....มีมาก่อน
เป็นคำสอน....ใช้ให้ถูก....ยังใช้ได้
รวมผสม....ใช้ทั้งกาย....และทั้งใจ
ดีกว่าไหม....ใหม่และเก่า....แล้วเฝ้าดู@@@
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ดีชั่วคราว
ระยะยาว ทำร้ายใจ ให้มีแผล
ตีไม่สะท้อน หลักเหตุผล บนความแฟร์
ควรต้องแคร์ ทั้งชีวิต และจิตใจ
สวัสดีค่ะ
หลักการนี้ยังใช้ได้ผลดีอยู่ เพราะการตีไม่ได้ทำให้เจ็บแต่ทำให้จำ จำว่าทีหลังจะไม่ทำอีก
แต่ไม่ได้ให้ตีให้ตายหรือเป็นรอยแผลหรือเจ็บฝังใจไปตลอด
ไม้ที่ตีก็ก้านมะยม ก้านมะพร้าว (ตอกพร้าว)
ที่บ้านนั้นใช้สายตามองก็กลัวแล้ว
หากให้ทำแล้วไม่ขยับเมื่อมองมาแสดงว่าเริ่มจะโกรธ เมื่อโกรธก็โดนตีกับก้านมะยม
ส่วนการเลี้ยงลูกจะไม่ตี เพราะลูกไม่เคยทำให้ต้องถูกตีแม้แต่ครั้งเดียว
หลักการนี้ยังใช้ได้ผลดีอยู่ เพราะการตีไม่ได้ทำให้เจ็บแต่ทำให้จำ จำว่าทีหลังจะไม่ทำอีก
แต่ไม่ได้ให้ตีให้ตายหรือเป็นรอยแผลหรือเจ็บฝังใจไปตลอด
ผมมองอย่างนี้ครับ
การตี เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นที่ได้ผล ถ้ามองภูเขาน้ำแข็ง ก็มองแค่ส่วนยอด ว่าหยุดพฤติกรรมได้ แต่ภายใน จะส่งผลไปถึงจิตใจเด็ก ทำให้ในใจมีรอยแผล และ จะเป็นรอยแผลที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดไปครับ
ผมจึงยังมองว่า การตี มีผลดีระยะสั้น มีผลเสียระยะยาวครับ