จากวันที่เราโตขึ้นมาลืมตาดูโลก  ชีวิตของผมต้องบอกกับตัวเองว่าสู้ๆ เพราะครอบครัวของผมจน ประมาณ3-4ขวบ ผมจำได้ว่าในบ้านที่ผมอยู่นี้มีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด 7 คนปลาทู 2 ตัวต่อ 1 มื้อ ยังเหลือ พอโตขึ้นมาประมาณ ป. 4-6 ผมห่อข้าวกับเมนูไข่ทุกวันพอกลับไปบ้าน  หิวข้าวจำได้ว่ากินข้าวนึ่งกับกระเทียมดองทุกวัน  พอโตขึ้นมาอีกหน่อยประมาณ ม 4-6 เอาเงินไปโรงเรียนวันละ 7 บาทตกเย็นกลับบ้านต้องไปช่วยพ่อแม่รดนำหอมแดงทุกวัน จากนั้นผมสอบโควต้าติด ม.นเรศวร ผมตัดสินใจไม่ไปเพราะติดอยู่เรื่องเดียวคือไกลบ้าน ผมจึงมาสอบเข้าราชภัฏเชียงใหม่ แล้วก็เรียนที่นี้พอวันศุกร์ตอนเย็นเรียนเสร็จก็กลับบ้านจากเชียงใหม่ไปบ้านโฮ่งลำพูน  เป็นอย่างนี้ทุกอาทิตย์เพราะว่าเสาร์อาทิตย์ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหรือไม่ก็รับจ้างเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในระหว่างเรียน  พอจบมาผมก็ได้เป็นทหารเข้า  ประจำการพอปลดออกมาก็ไปสมัครงานแต่ช่วงนั้นงานหายากมาก  ในที่สุดก็ได้เป็นผู้จัดการโรงงานชำแหละสุกรต้องลำบากกับการทดลองงานอยู่ 6 เดือน ทั้งคนเชือด, คนขน, คนทำความสะอาดโรงเรีอน ในที่สุดผมก็ได้นั่งเก้าอี้ผู้จัดการเสียที  แต่มันเหมือนกับสุภาษิตที่ว่า "ยิ่งสูง ยิ่งหนาว" ผมต้องรับแรงกดดันต่างๆรอบด้านจนในที่สุดผมขอลาออกแล้วไปสมัครสอบเป็นนักวิจัยพลังงานทดแทนที่ ม.นเรศวรแล้วได้เข้าทำงานดั่งใจฝัน  แต่สุดท้ายผมก็ได้รู้ความจริงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการโกงเงินรัฐบาลและการเกี่ยวผลประโยชน์ของนายทุนผมรับไม่ได้จริงๆผมเลยขอลาออกมาสมัครเป็นครูจ้างสอนในปัจจุบันฯ  "ทั้งหมดนี้ถ้าท่านลองอ่านแล้วท่านคิดว่า  เป็นเพราะกรรมแต่ชาติปางก่อน  หรือ  การกระทำที่ทุกคนต้องเจอในวัตตะสงสารในชาตินี้  เพราะฉะนั้นผมลองใช้ความคิดอยู่นานจนสุดท้ายได้ยินสำนวนสำนวนหนึ่งว่า  " เชื่อในสิ่งที่ตนเองทำ  ทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ " ใช่ใหมครับ